งานวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นช่องว่างสำคัญในระบบบริการสุขภาพ นั่นคือการขาดการสื่อสารเรื่องสุขภาพทางเพศอย่างเปิดอกและตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเมื่อเข้ารับการตรวจสุขภาพทั่วไป Medical Xpress รายงานว่า งานวิจัยชิ้นนี้ตอกย้ำว่าการถูกสังคมตีตรา ความรู้สึกเขินอาย และเวลาให้คำปรึกษาที่มีจำกัด กลายเป็นกำแพงขวางกั้นการพูดคุยเรื่องสำคัญนี้ระหว่างผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก

ประเด็นสุขภาพทางเพศมักถูกมองข้ามไประหว่างการตรวจสุขภาพประจำวัน ไม่ใช่แค่ในโลกตะวันตก แต่รวมถึงทั่วทั้งเอเชีย สำหรับคนไทยเรา เรื่องนี้ยิ่งส่งผลกระทบไม่น้อย เพราะความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมอาจทำให้การเปิดใจคุยเรื่องส่วนตัวเหล่านี้กลายเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น แม้ว่าสุขภาพทางเพศจะเป็นหัวใจสำคัญของสุขภาวะที่ดี แต่ทั้งคนไข้และหมอ พยาบาล หรือบุคลากรสาธารณสุขในบ้านเราหลายคนก็อาจเลี่ยงที่จะเอ่ยถึง ทำให้เสี่ยงต่อโรคภัยที่ป้องกันได้โดยไม่รู้ตัว เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) มะเร็งปากมดลูก หรือแม้แต่ปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดจากเรื่องเพศที่ไม่ได้รับการแก้ไข

ผลวิจัยล่าสุดสรุปว่า การตรวจสุขภาพทั่วไปถือเป็นจังหวะทองที่บุคลากรทางการแพทย์จะสามารถหยิบยกประเด็นสุขภาพทางเพศขึ้นมาพูดคุยได้ แต่บ่อยครั้งโอกาสนี้ก็ถูกปล่อยผ่านไป ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าทั้งฝ่ายผู้ป่วยและผู้ให้บริการต่างก็มักจะอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่กล้าเริ่มก่อน โดยมีเรื่องเวลาที่จำกัดและความเขินอายเป็นตัวขัดขวางหลัก บุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก รวมถึงในบ้านเรา บางทีก็กลัวคนไข้จะไม่พอใจหรือรู้สึกอึดอัด ส่วนคนไข้เองก็อาจจะกังวลว่าจะดูไม่ดีหรือถูกตัดสิน ทำให้บทสนทนาสำคัญๆ เกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ การคุมกำเนิด ความยินยอม และการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มักจะไม่ได้เกิดขึ้น

คณะผู้วิจัยเรียกร้องให้เกิดการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมในวงการแพทย์ โดยหนุนให้มีการฝึกอบรมทักษะการสื่อสาร เพื่อให้แพทย์และพยาบาลสามารถซักถามเรื่องสุขภาพทางเพศได้อย่างนุ่มนวลและไม่ตีตรา จากถ้อยแถลงที่ Medical Xpress รายงาน หัวหน้าทีมวิจัยได้เน้นย้ำว่า “เราต้องทำให้การพูดคุยเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา และทำให้คนไข้รู้สึกปลอดภัยพอที่จะกล้าเปิดใจถึงข้อกังวลเรื่องสุขภาพทางเพศของตัวเอง นั่นหมายถึงการมอบเครื่องมือ ความเข้าอกเข้าใจ และเวลาที่เพียงพอให้บุคลากรทางการแพทย์ได้ใช้คำถามที่เหมาะสม” สำหรับบริบทของไทย ผู้ที่ทำงานด้านการศึกษาทางการแพทย์อาจต้องรับมือกับข้อจำกัดทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึก และยกเครื่องหลักสูตรให้ครอบคลุมแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศ

ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญปัญหาช่องว่างความรู้เรื่องเพศศึกษา โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล แม้ว่าเราจะพยายามอย่างหนักในการลดอัตราการติดเชื้อเอชไอวีและการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น แต่การพูดคุยอย่างเปิดอกเรื่องสุขภาวะทางเพศก็ยังถูกจำกัดด้วยกรอบของสังคม รายงานปี 2566 จากกระทรวงสาธารณสุข พบว่านักเรียนมัธยมในไทยไม่ถึงครึ่งที่ได้รับเพศศึกษารอบด้าน และน่ากังวลว่าอัตราโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวก็กำลังพุ่งสูงขึ้น (แหล่งข้อมูล)

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเตือนว่า การไม่ยอมเปิดปากคุยเรื่องสุขภาพทางเพศ ไม่เพียงทำให้การวินิจฉัยโรคช้าลง แต่อาจทำให้ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับความยินยอม ความสุขทางเพศ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ยังคงฝังรากลึกต่อไป แพทย์อาวุโสท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ เล่าว่า “เราเจอคนไข้เยอะมากที่มาหาหมอตอนที่ปัญหามันลุกลามไปมากแล้ว” ท่านยังย้ำว่าการสื่อสารที่เปิดใจและทันการณ์จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้อีกเยอะ “มันต้องปรับทั้งทัศนคติและแนวทางปฏิบัติเลย คลินิกเองก็ควรจัดบรรยากาศให้ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวพอที่คนไข้จะกล้าคุยเรื่องพวกนี้”

ในบ้านเรา วัฒนธรรม “ความเกรงใจ” ที่มักจะเลี่ยงการเผชิญหน้าหรือไม่อยากสร้างภาระให้คนอื่น อาจยิ่งทำให้คนไข้ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากถึงความกังวลเรื่องเพศของตัวเอง อย่างไรก็ดี เมื่อสังคมไทยเปิดกว้างขึ้นและได้รับอิทธิพลจากต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเมือง คนไข้ก็เริ่มจะกล้าเปิดใจขอคำแนะนำในเรื่องส่วนตัวเหล่านี้มากขึ้น ส่วนบุคลากรทางการแพทย์เองก็มีความพร้อมในการพูดคุยแตกต่างกันไป โดยกลุ่มที่เพิ่งผ่านการอบรมมาใหม่ๆ มักจะรู้สึกสบายใจกับเรื่องนี้มากกว่า เพราะหลักสูตรที่เรียนมาก็ทันสมัยขึ้น

สำหรับอนาคตข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญแนะให้มีการผลักดันระดับชาติเพื่อลดการตีตราเรื่องสุขภาพทางเพศ ซึ่งอาจทำได้โดยการสอดแทรกประเด็นสุขภาพทางเพศเข้าไปในแคมเปญสุขภาพชุมชน จัดอบรมให้ความรู้อย่างต่อเนื่องแก่บุคลากรทางการแพทย์ และออกแบบสื่อการเรียนรู้ที่เข้าใจง่ายสำหรับผู้ป่วย ทั้งภาษาไทยและภาษาถิ่นอื่นๆ นอกจากนี้ เครื่องมือสุขภาพดิจิทัลอย่างเว็บบอร์ดถามตอบปัญหาออนไลน์แบบนิรนาม หรือการปรึกษาแพทย์ทางไกล ก็อาจเป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มคนที่เขินอายไม่กล้าคุยกันต่อหน้าได้

สำหรับทั้งคนไข้และบุคลากรทางการแพทย์ในบ้านเรา ข้อความสำคัญจากงานวิจัยล่าสุดนี้ชัดเจนยิ่งนัก นั่นคือ การหันมาพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศกันอย่างจริงจังและเปิดใจระหว่างการตรวจสุขภาพทั่วไปนั้น สามารถสร้างผลดีอย่างยั่งยืนต่อสุขภาพของแต่ละคนและสุขภาพของส่วนรวม โครงการต่างๆ ที่จะช่วยเตรียมความพร้อมให้ผู้ให้บริการทางการแพทย์กล้าซักถาม รับฟัง และให้กำลังใจโดยไม่ตัดสิน จะเป็นกุญแจสำคัญยิ่ง ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่การมีสุขภาวะที่ดีถ้วนหน้า

ในทางปฏิบัติแล้ว ขอแนะนำให้คนไทยเราเตรียมคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศไว้ล่วงหน้าก่อนไปตรวจสุขภาพครั้งถัดไป และจำไว้เสมอว่าคุณหมอและบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนถูกฝึกมาเพื่อให้คำแนะนำที่เป็นความลับและเป็นมืออาชีพ ส่วนฝ่ายผู้ให้บริการเองก็ควรศึกษาแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดจากต่างประเทศในการสื่อสารเรื่องละเอียดอ่อนเหล่านี้ และหาโอกาสเข้าอบรมเพิ่มเติมหากจำเป็น การจะลดช่องว่างการสื่อสารนี้ได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย แต่ผลลัพธ์ที่ได้ ทั้งสุขภาพที่ดีขึ้น ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น และความสบายใจที่ตามมานั้น คุ้มค่ากับความพยายามแน่นอน