ผลวิจัยนานาชาติที่ตีพิมพ์สดใหม่ในวารสาร BMJ Medicine เปิดผลศึกษาที่น่าสนใจว่า การที่ร่างกายมีคาเฟอีนในเลือดสูง อาจมีส่วนช่วยลดปริมาณไขมันในร่างกาย แถมยังลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อีกด้วย นับเป็นข่าวดีสำหรับคอกาแฟและผู้รักสุขภาพชาวไทยไม่น้อย งานวิจัยชิ้นนี้เป็นผลงานของทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันชั้นนำในสวีเดน สหราชอาณาจักร และอีกหลายสถาบันในยุโรป ที่ค้นพบว่าการดื่มกาแฟอาจเป็นอีกหนึ่งหนทางในการรับมือกับปัญหาโรคอ้วนและเบาหวานที่กำลังคุกคามคนไทย

ผลการศึกษาครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนไทย เพราะปัญหาโรคอ้วนและเบาหวานชนิดที่ 2 ในบ้านเรายังคงน่าเป็นห่วงและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการกินอาหารที่เปลี่ยนไปและไลฟ์สไตล์ที่ไม่ค่อยได้ขยับร่างกาย จากข้อมูลของสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (IDF) ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้ป่วยเบาหวานสูงเป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะยังคงเพิ่มขึ้นอีก แม้คนไทยจะคุ้นเคยกับการดื่มชาและกาแฟเป็นประจำ แต่ที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีงานวิจัยที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคคาเฟอีนกับน้ำหนักตัวหรือระบบเผาผลาญของคนไทยโดยตรงมากนัก

ทีมวิจัยได้ศึกษาข้อมูลทางพันธุกรรม (จีโนม) จากกลุ่มตัวอย่างเกือบ ๑๐,๐๐๐ คน เพื่อดูความเชื่อมโยงระหว่างระดับคาเฟอีนในเลือดกับค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 พวกเขาได้วิเคราะห์ยีนสำคัญ ๒ ตัว คือ ยีน CYP1A2 ซึ่งควบคุมการเผาผลาญคาเฟอีนในร่างกาย และยีน AHR ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการทำงานของ CYP1A2 ผลปรากฏว่า คนที่มียีนบางรูปแบบซึ่งทำให้เผาผลาญคาเฟอีนได้ช้ากว่าปกติ จะมีคาเฟอีนคงอยู่ในกระแสเลือดนานกว่า และน่าสนใจว่าคนกลุ่มนี้มักจะดื่มกาแฟน้อยลง เพราะร่างกายไวต่อผลของคาเฟอีนมากกว่านั่นเอง

งานวิจัยนี้โดดเด่นด้วยการใช้เทคนิคที่เรียกว่า ‘เมนเดเลียน แรนโดไมเซชัน’ (Mendelian randomization) ซึ่งเป็นวิธีทางพันธุศาสตร์ที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถระบุได้ว่าความสัมพันธ์ที่พบนั้นเป็น ‘สาเหตุและผล’ จริงๆ ไม่ใช่แค่ ‘เกี่ยวข้องกัน’ เฉยๆ ทำให้ผลการวิเคราะห์มีความน่าเชื่อถือสูง และก็พบจริงๆ ว่า ระดับคาเฟอีนในเลือดที่สูงขึ้นนั้น สัมพันธ์กับการมีค่า BMI และปริมาณไขมันสะสมในร่างกายที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญคือ ประมาณครึ่งหนึ่งของผลในการช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นั้น มาจากการที่ร่างกายมีไขมันน้อยลงนั่นเอง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างระดับคาเฟอีนในเลือดกับโรคหัวใจและหลอดเลือด ไม่ว่าจะเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดสมอง หรือภาวะหัวใจล้มเหลว

นักวิจัยด้านพันธุศาสตร์จากสหราชอาณาจักรให้ความเห็นว่า ที่เป็นเช่นนี้อาจเพราะคาเฟอีนมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย (thermogenesis) และเร่งการสลายไขมันมาใช้เป็นพลังงาน ซึ่งล้วนเป็นกระบวนการสำคัญที่ส่งผลดีต่อระบบเผาผลาญโดยรวม ทีมวิจัยระบุว่า “แม้การทดลองระยะสั้นจะชี้ว่าคาเฟอีนช่วยลดน้ำหนักและไขมันได้ แต่ผลในระยะยาวยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติม” พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ด้วยความที่คาเฟอีนเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกบริโภคกันอย่างแพร่หลาย แม้ผลดีต่อสุขภาพจะมีเพียงเล็กน้อย แต่ก็อาจส่งผลกระทบในวงกว้างได้ (ScienceAlert)

สำหรับประเทศไทย ผลวิจัยนี้นับว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย เนื่องจากทั้งโรคเบาหวานและโรคอ้วนต่างก็เป็นปัญหาสุขภาพที่สร้างภาระหนักให้แก่ระบบสาธารณสุขของประเทศ ดังนั้น อะไรก็ตามที่อาจช่วยป้องกันหรือลดความเสี่ยงของโรคเหล่านี้ได้ จึงเป็นเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทยให้ความสนใจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยชิ้นนี้ ให้ความเห็นว่า “การเลือกดื่มเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ เช่น กาแฟดำที่ไม่ใส่น้ำตาล ในปริมาณที่พอเหมาะ ควบคู่ไปกับการคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ น่าจะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่คนไทยสามารถนำไปปรับใช้เพื่อป้องกันโรคอ้วนและเบาหวานได้” อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญในไทยบางท่านได้ให้ข้อควรระวังว่า การให้คำแนะนำเรื่องการบริโภคคาเฟอีนควรเป็นแบบเฉพาะบุคคล เนื่องจากแต่ละคนมีการตอบสนองต่อคาเฟอีนไม่เท่ากัน และหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย หรือใจสั่นได้

คนไทยคุ้นเคยกับการบริโภคคาเฟอีนมานาน ทั้งจากชา เครื่องดื่มสมุนไพรต่างๆ รวมถึงกระแสกาแฟพิเศษ (specialty coffee) ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในกรุงเทพฯ และตามหัวเมืองใหญ่ แต่พฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนไทยส่วนใหญ่มักจะเติมน้ำตาล นม หรือครีมเทียม ซึ่งหากเติมในปริมาณมากเกินไปก็อาจบดบังประโยชน์ที่ควรจะได้รับจากคาเฟอีน นักวิชาการด้านอาหารและวัฒนธรรมจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในประเทศ ให้ทัศนะว่า “โดยทั่วไปแล้ว คนไทยมักติดใจในรสชาติกาแฟที่เข้มข้น หวานมัน ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสื่อสารให้ชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่างประโยชน์ที่ได้จากตัวคาเฟอีนเอง กับเครื่องดื่มกาแฟที่ปรุงแต่งด้วยน้ำตาลและไขมันสูง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าผลดี”

ถึงแม้ว่างานวิจัยชิ้นนี้จะให้ข้อมูลที่น่าสนใจและดูมีน้ำหนักมากขึ้นเกี่ยวกับประโยชน์ของคาเฟอีน แต่ทีมวิจัยเองก็ยอมรับว่า วิธีเมนเดเลียน แรนโดไมเซชัน ก็อาจจะยังมีข้อจำกัดในการควบคุมปัจจัยรบกวนอื่นๆ ได้ไม่สมบูรณ์นัก และยังคงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในรูปแบบการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trials หรือ RCTs) เพื่อยืนยันผลลัพธ์เหล่านี้ให้แน่ชัดยิ่งขึ้น อีกประเด็นที่สำคัญคือ งานวิจัยนี้ยังไม่พบหลักฐานว่าคาเฟอีนมีส่วนช่วยป้องกันโรคหัวใจ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทย

สำหรับคนไทยที่สนใจผลการศึกษาชิ้นนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ให้คำแนะนำว่า ลองปรับเปลี่ยนมาดื่มกาแฟหรือชาที่ไม่เติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวานอื่นๆ และพยายามควบคุมปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับในแต่ละวันให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีโรคประจำตัว หรือเป็นผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน หรือมีปัญหาเรื่องหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคใดๆ (International Diabetes Federation) และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ควรมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะทางพันธุกรรมของคนไทยที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญคาเฟอีนและผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง เนื่องจากข้อมูลการวิจัยส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังคงมาจากกลุ่มประชากรชาวตะวันตกเป็นหลัก

ข้อคิดสำคัญสำหรับคนไทยจากเรื่องนี้ก็คือ การดื่มกาแฟดำหรือชาที่ไม่เติมน้ำตาลในปริมาณที่พอเหมาะ อาจเป็นตัวช่วยเสริมที่ดีต่อระบบเผาผลาญของร่างกายได้ก็จริง แต่ก็ไม่สามารถทดแทนการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอได้ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานส่งเสริมการป้องกันโรคเบาหวาน สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้คำแนะนำที่น่าสนใจว่า “อยากให้มองว่าคาเฟอีนเป็นเพียงเครื่องมือเสริมเล็กๆ ชิ้นหนึ่งในการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง การเลือกดื่มกาแฟดำที่ใส่น้ำตาลน้อยที่สุดหรือไม่ใส่เลยนั้นดีที่สุด และที่สำคัญคือต้องรู้จักสังเกตและฟังเสียงร่างกายของตัวเองด้วย” ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าเราจะได้ข้อมูลและเบาะแสที่น่าสนใจจากการศึกษาทางพันธุกรรมและงานวิจัยจากทั่วโลก แต่พฤติกรรมการบริโภคที่แท้จริงของคนในสังคม รวมถึงการสื่อสารข้อมูลด้านสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบทของคนไทย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้วัดว่าองค์ความรู้จากงานวิจัยเหล่านี้ จะสามารถนำมาปรับใช้เป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสำหรับประเทศไทยในการต่อสู้กับปัญหาโรคอ้วนและเบาหวานได้สำเร็จหรือไม่