เหมือนกับหลายประเทศทั่วโลก สังคมไทยก็กำลังจับตามองด้วยความกังวล เมื่อตัวเลขเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แต่ข้อมูลงานวิจัยล่าสุดและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกกลับชี้ว่า ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้อาจไม่ได้หมายความว่ามีเด็กเป็นออทิสติกมากขึ้นจริงๆ แต่อาจเป็นเพราะสังคม การแพทย์ และเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเปลี่ยนแปลงไปในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาเสียมากกว่า (BBC)

การทำความเข้าใจแนวโน้มนี้จึงสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ในบ้านเรา โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนให้ความสนใจและบางครั้งก็กังวลเกี่ยวกับกลุ่มอาการบกพร่องทางพัฒนาการของระบบประสาท การมีข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนเกี่ยวกับออทิสติกสเปกตรัม (ASD) ตั้งแต่สาเหตุ วิธีวินิจฉัย ไปจนถึงแนวทางการดูแลช่วยเหลือ จึงเป็นเรื่องจำเป็น ทั้งต่อความเข้าใจของสังคม การวางนโยบาย และการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ

ถ้ามองย้อนไปในอดีต ออทิสติกถือเป็นภาวะที่วินิจฉัยเจอน้อยมาก เมื่อปี พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) ภาวะนี้ยังไม่ถูกจัดเข้าในคู่มือวินิจฉัยโรคทางจิตเวชสากล (DSM) ด้วยซ้ำ ก่อนจะมีเกณฑ์ที่ชัดเจน เด็กๆ จำนวนมากทั้งในไทยและต่างแดนที่มีอาการคล้ายออทิสติก มักถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคอื่นหรือไม่ก็ถูกมองข้ามไปเลย จนกระทั่ง DSM เริ่มบรรจุกลุ่มอาการนี้เข้าไปในช่วงทศวรรษ 1980 ขอบเขตการวินิจฉัยก็กว้างขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2556 (ค.ศ. 2013) ที่ DSM-5 ได้รวมกลุ่มอาการแอสเพอร์เกอร์และภาวะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าเป็นส่วนหนึ่งของออทิสติกสเปกตรัม ทำให้กลุ่มคนที่มีอาการไม่รุนแรงก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกมากขึ้น ส่งผลให้ตัวเลขผู้ป่วยพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (BBC)

ข้อมูลจากประเทศที่เก็บสถิติอย่างต่อเนื่อง เช่น สหรัฐอเมริกา พบว่าอัตราการพบออทิสติกเพิ่มจากประมาณ 1 ใน 150 คนในปี 2000 เป็นราว 1 ใน 31 คนในปี 2022 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า ส่วนประเทศอื่นๆ อย่างออสเตรเลียและไต้หวันก็มีแนวโน้มคล้ายกัน นักวิจัยย้ำว่าตัวเลขส่วนใหญ่น่าจะสะท้อนถึงความตื่นตัวที่มากขึ้น ระบบคัดกรองที่รวดเร็วกว่าเดิม และเครื่องมือวินิจฉัยที่แม่นยำขึ้น องค์การอนามัยโลกประเมินว่าเด็กในประเทศที่มีข้อมูลครบถ้วนประมาณ 1-3% มีความเสี่ยงที่จะอยู่ในกลุ่มออทิสติกสเปกตรัม แต่ประเทศรายได้น้อยถึงปานกลาง ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ยังขาดระบบจัดเก็บข้อมูลที่เป็นรูปธรรม ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนและสร้างความกังวลในสังคม

นอกจากนี้ ยังมีความเหลื่อมล้ำในการวินิจฉัยโรค ทั้งระหว่างประเทศและแม้แต่ในประเทศเดียวกันเอง โอกาสที่เด็กจะได้รับการวินิจฉัยขึ้นอยู่กับว่าอาศัยอยู่ที่ไหน ฐานะทางสังคม หรือพื้นเพครอบครัวเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา อัตราการวินิจฉัยเด็กอายุ 8 ขวบ แตกต่างกันมากระหว่างรัฐเท็กซัส (ต่ำกว่า 1%) กับรัฐแคลิฟอร์เนีย (สูงกว่า 5%) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ความรู้ความเข้าใจของคนในชุมชน และระบบการศึกษา

งานวิจัยชิ้นใหญ่ที่นำทีมโดยหน่วยงานวิจัยในสวีเดน ซึ่งศึกษาข้อมูลจาก 5 ประเทศพัฒนาแล้ว ชี้ชัดว่าสาเหตุหลักของออทิสติกมาจากพันธุกรรมเป็นส่วนใหญ่ โดยมีอัตราการถ่ายทอดทางพันธุกรรมสูงถึงประมาณ 80% นั่นหมายความว่าความเสี่ยงส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับยีนและประวัติคนในครอบครัว มากกว่าปัจจัยแวดล้อม (BBC) เด็กที่มีพี่น้องเป็นออทิสติกจึงมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปถึง 10 เท่า

ถึงแม้ผลวิจัยจะชี้ว่าพันธุกรรมเป็นปัจจัยหลัก แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เจอยีนตัวไหนที่เป็น “ยีนออทิสติก” โดยเฉพาะ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ค้นพบยีนที่เกี่ยวข้องกว่า 100 ตัว แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้จำเพาะเจาะจงกับออทิสติกเท่านั้น และบางตัวก็พบในภาวะบกพร่องทางพัฒนาการอื่นๆ ด้วย ส่วนปัจจัยแวดล้อม เช่น พ่อแม่อายุมากตอนมีลูก การคลอดก่อนกำหนด สุขภาพกายและใจของพ่อแม่ หรือความเครียดจากปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ก็มีการศึกษาเช่นกัน แต่ถึงจะพบความเชื่อมโยงอยู่บ้าง ก็ยังไม่มีปัจจัยไหนที่อธิบายได้ว่าทำไมอัตราการวินิจฉัยออทิสติกถึงเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงหลังๆ

อีกเรื่องที่ยังเป็นความเชื่อผิดๆ และสร้างปัญหาในสังคมไทย โดยเฉพาะท่ามกลางกระแสความไม่มั่นใจเรื่องวัคซีน ก็คือข้อมูลที่ว่าการฉีดวัคซีนในเด็กเป็นสาเหตุของออทิสติก ทั้งๆ ที่งานวิจัยขนาดใหญ่จากวารสารการแพทย์ The Lancet และ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค สหรัฐอเมริกา (CDC) ต่างก็ยืนยันชัดเจนว่าไม่พบหลักฐานใดๆ ที่เชื่อมโยงวัคซีนกับออทิสติกเลย หน่วยงานด้านสุขภาพในไทยจึงพยายามให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่การระบาดของโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน เช่น หัด และคางทูม

ตัวแทนจากกลุ่มผู้สนับสนุนผู้มีภาวะออทิสติกหลายคนให้ความเห็นว่า ความเข้าใจและความตื่นตัวที่เพิ่มมากขึ้นทั้งในสังคมและในกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีการวินิจฉัยมากขึ้น จากเดิมที่เด็กในกลุ่มเปราะบางหรือในพื้นที่ห่างไกลมักถูกมองข้ามไป แต่ปัจจุบัน พ่อแม่ผู้ปกครองและครูจำนวนมากมีความตื่นตัวมากขึ้น สื่อสังคมออนไลน์และโครงการรณรงค์ต่างๆ ก็ช่วยกระตุ้นให้เกิดการคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ แม้จะยังต้องทำงานกันอีกมากเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม ดังตัวอย่างจากหัวหน้าทีมวิจัยของสถาบันพัฒนาการเด็กในเกาหลีใต้ ที่ระบุว่ากระแสในโลกออนไลน์เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้พ่อแม่พาเด็กมาตรวจหาภาวะออทิสติกมากขึ้นและเร็วขึ้น (BBC)

บริบททางสังคมและวัฒนธรรมของไทยเองก็มีส่วนสำคัญ ทั้งในแง่ดีและแง่ที่เป็นข้อจำกัด ข้อดีคือโครงสร้างครอบครัวแบบเครือญาติที่มักจะคอยช่วยเหลือดูแลเด็กออทิสติกได้ในระดับหนึ่ง แต่ในทางกลับกัน ความรู้สึกอับอายและอคติต่อภาวะออทิสติกก็ยังคงมีอยู่ ทำให้บางครอบครัวลังเลที่จะพาลูกไปตรวจหรือรับการบำบัด อย่างไรก็ตาม ทัศนคติที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นต่อออทิสติกในระดับโลก ก็เริ่มส่งผลให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยบ้างแล้ว โดยเฉพาะจากความร่วมมือขององค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ และกิจกรรมรณรงค์ที่เป็นที่รู้จัก

ปัญหาสำคัญในประเทศไทยยังคงเป็นการเข้าถึงการวินิจฉัยและสวัสดิการจากภาครัฐ บางครอบครัวพยายามให้ลูกได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ในการศึกษาพิเศษ บริการฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือเบี้ยความพิการ ซึ่งอาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยสูงขึ้น ในขณะที่ระบบบริการยังคงมีช่องว่างอยู่มาก ผู้แทนจากเครือข่ายผู้สนับสนุนผู้มีภาวะออทิสติกชี้ว่า สิ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญไม่ใช่ตัวเลขออทิสติกที่เพิ่มขึ้น แต่คือการขาดแคลนบริการดูแล ฟื้นฟู และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้มีภาวะออทิสติกและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดี (BBC)

อคติในอดีตเกี่ยวกับออทิสติก เช่น ความเชื่อผิดๆ เรื่อง “แม่เย็นชา” (refrigerator mother) ที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง ก็ยังทำให้หลายครอบครัวพยายามหาคำอธิบายง่ายๆ ให้กับภาวะที่เกิดขึ้น ซึ่งบ่อยครั้งนำไปสู่ความเข้าใจผิดหรือข่าวลวง “คนจำนวนไม่น้อยอยากได้คำตอบง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อสังคมยังตีตราออทิสติก หลายครอบครัวไม่ได้ต้องการแค่คำอธิบาย แต่ยังอยากหาคนหรืออะไรสักอย่างมาโทษด้วย” ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์จากเครือข่ายสนับสนุนผู้มีภาวะออทิสติกท่านหนึ่งกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาเตือนให้ระมัดระวังการตีความตัวเลขการวินิจฉัยออทิสติกที่สูงขึ้นอย่างตื่นตระหนก พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นของระบบสนับสนุนที่รอบด้าน การศึกษาที่เปิดกว้างและส่งเสริมให้ผู้มีภาวะออทิสติกได้ใช้ศักยภาพอันหลากหลายของตนเอง แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การ “รักษา” หรือ “ป้องกัน” เพียงอย่างเดียว ในส่วนของประเทศไทย ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และภาคีเครือข่ายคนพิการ ต่างก็เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างระบบที่เข้มแข็ง การพัฒนาบุคลากร และการสร้างความเข้าใจในชุมชน เพื่อเสริมพลังให้เด็กออทิสติกและครอบครัว

ในอนาคต ผู้กำหนดนโยบายด้านสาธารณสุขคาดการณ์ว่า การคัดกรองที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ประกอบกับทัศนคติของสังคมที่เปลี่ยนไป จะทำให้เราค้นพบกรณี “ออทิสติกที่ซ่อนเร้น” ได้มากขึ้น การจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดและในกลุ่มเด็กชายขอบ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจขนาดของปัญหาที่แท้จริงในประเทศไทย นอกจากนี้ งานวิจัยระยะยาวที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายวิชาการระดับนานาชาติ จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวทันองค์ความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ

สำหรับครอบครัวไทยที่กำลังดูแลเด็กที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก สิ่งสำคัญคือการค้นหาข้อมูลที่น่าเชื่อถือจากแหล่งต่างๆ เช่น องค์การอนามัยโลก กรมสุขภาพจิต และองค์กรภาคประชาชนในประเทศ การได้รับการคัดกรองอย่างรวดเร็ว การเข้าถึงการบำบัดที่เหมาะสม รวมถึงการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล ล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว และที่สำคัญที่สุดคือความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และการสนับสนุนจากคนรอบข้างและชุมชน

การที่ตัวเลขการวินิจฉัยออทิสติกเพิ่มสูงขึ้น จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าตื่นกลัว แต่ควรเป็นแรงผลักดันให้สังคมไทยก้าวไปสู่การเป็นสังคมที่เปิดกว้าง ยอมรับความหลากหลาย และโอบรับความแตกต่างมากขึ้น เพื่อให้เด็กทุกคน ไม่ว่าระบบประสาทจะทำงานแตกต่างกันอย่างไร สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

แหล่งข้อมูล: BBC, The Lancet, Centers for Disease Control and Prevention