งานวิจัยนานาชาติชิ้นล่าสุด ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงจากการกินสมุนไพรยอดฮิตอย่างขิง ขมิ้นชัน และอบเชย ในปริมาณที่ ‘มากเกินไป’ โดยเฉพาะเมื่อกินคู่กับยาแผนปัจจุบันที่แพทย์สั่ง ถึงแม้สมุนไพรเหล่านี้จะอยู่คู่ครัวไทยมาแต่โบร่ำโบราณ ทั้งเรื่องรสชาติอาหารและสรรพคุณทางยา แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ กลับชี้ว่า การกินในรูปแบบอาหารเสริมหรือสารสกัดเข้มข้นมากเกินพอดี อาจไป ‘ตีกัน’ กับยาที่กินอยู่ หรือในบางรายอาจถึงขั้นเป็นอันตรายต่อผู้ที่มีโรคประจำตัวได้
ขิง ขมิ้นชัน และอบเชย ถือเป็นของคู่ครัวและยาพื้นบ้านของไทยมาช้านาน หาซื้อง่ายตั้งแต่ตลาดใหญ่ในเมืองไปจนถึงร้านชำในต่างจังหวัด คนส่วนใหญ่เชื่อว่าสมุนไพรเหล่านี้ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และบำรุงระบบเผาผลาญ แต่งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี ที่สื่อต่างชาติและแพลตฟอร์มสุขภาพหลายแห่งอย่าง The Conversation ให้ความสนใจ กำลังชวนให้ฉุกคิดถึงความปลอดภัยของการใช้สมุนไพรเหล่านี้ในรูปของอาหารเสริมหรือสารสกัดเข้มข้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ต้องกินยาประจำสำหรับโรคเรื้อรัง หรือกลุ่มคนที่มีร่างกายอ่อนแอเป็นทุนเดิม
งานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่าอบเชย โดยเฉพาะสาร “ซินนามัลดีไฮด์” ในอบเชย มีฤทธิ์ไปกระตุ้นตัวรับบางอย่างในร่างกาย ทำให้ยาถูกขับออกจากเลือดเร็วกว่าปกติ ผลก็คือ ยาอาจออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาเบาหวาน ยาแก้ซึมเศร้า หรือยารักษามะเร็งบางตัว ที่ต้องระวังคือ อบเชยพันธุ์คาสเซีย (Cassia) ที่นิยมใช้กันในเอเชียรวมถึงบ้านเรา มีสาร “คูมาริน” สูงกว่าพันธุ์ซีลอน (Ceylon) หลายเท่าตัว ซึ่งเจ้าคูมารินนี้เป็นสารธรรมชาติที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่แล้ว หากกินมากไปหรือใช้ร่วมกับยาละลายลิ่มเลือดอย่างวาร์ฟาริน ก็อาจเสี่ยงเลือดออกไม่หยุด หรือเป็นพิษต่อตับได้ (CNN Health)
ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน ได้ให้ข้อมูลผ่านสื่อว่า การกินอบเชยพันธุ์คาสเซียที่ขายทั่วไปในตลาดเอเชียนั้นเสี่ยงกว่าพันธุ์ซีลอน เพราะมีคูมารินสูงกว่ามาก จริงๆ แล้วสมุนไพรเหล่านี้จะปลอดภัยถ้ากินในปริมาณพอเหมาะ เช่น ใส่ในอาหารที่เรากินกันปกติ แต่การกินในรูปอาหารเสริมต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ และในปริมาณมากๆ อย่างที่คนไทยสายสุขภาพบางกลุ่มนิยมทำกัน กลับกลายเป็นดาบสองคมที่เสี่ยงกว่าที่หลายคนคาดคิด
ขมิ้นชันก็ไม่ต่างกัน แม้จะใช้กันแพร่หลายทั้งในแกงไทยและเป็นยาสมุนไพร สารออกฤทธิ์ตัวเก่งอย่าง “เคอร์คูมิน” ก็ขึ้นชื่อเรื่องต้านอักเสบและอนุมูลอิสระ แต่ก็มีงานวิจัยและการทดลองในสัตว์ที่พบว่าเคอร์คูมินอาจไปเปลี่ยนการทำงานของเอนไซม์ในตับที่ทำหน้าที่กำจัดยาออกจากร่างกาย การกินขมิ้นชันมากไปจึงอาจไปเสริมฤทธิ์ยาละลายลิ่มเลือดอย่างวาร์ฟารินหรือแอสไพริน ทำให้เสี่ยงเลือดออกง่ายขึ้น, ลดน้ำตาลในเลือดจนต่ำเกินไปเมื่อใช้คู่กับยาเบาหวาน, หรือไปเพิ่มฤทธิ์ยาลดความดันโลหิต ผลข้างเคียงเหล่านี้แทบจะไม่เกิดเลยถ้ากินในปริมาณที่ใส่ในอาหารตามปกติ แต่ความเสี่ยงจะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดถ้ากินในรูปแบบอาหารเสริม
ส่วนขิง ที่เราคุ้นเคยกันดีทั้งเรื่องกลิ่นรส และสรรพคุณแก้คลื่นไส้อาเจียน ต้านการอักเสบ ก็พบว่าสารสำคัญในขิงมีผลต่อการสลายยาเช่นกัน โดยเฉพาะฤทธิ์ที่ทำให้เลือดจางลง ถ้ากินมากเกินไป ไม่ว่าจะในรูปอาหารเสริม หรือกินร่วมกับยาละลายลิ่มเลือด ก็เสี่ยงเลือดออกง่ายขึ้น แถมยังมีข้อมูลบางส่วนชี้ว่าขิงอาจตีกับยาเบาหวานได้ด้วย แม้เรื่องนี้ยังต้องรอผลวิจัยเพิ่มเติมให้ชัดเจนกว่านี้
มีงานทบทวนและวิเคราะห์ข้อมูลการทดลองทางคลินิกที่ตีพิมพ์ในวารสาร Indian Journal of Rheumatology ซึ่งรวบรวมผลจาก 11 การทดลองแบบมีกลุ่มควบคุมในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ พบว่า “เคอร์คูมิน” ในขมิ้นชันช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการของโรคได้อย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกัน งานวิจัยนี้ก็สรุปว่าหลักฐานเกี่ยวกับขิงและอบเชยยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร เพราะงานวิจัยยังมีน้อย และเสนอว่าน่าจะมีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มสมุนไพรไทยอื่นๆ ด้วย (SAGE Journals)
ที่ผ่านมา การนำยาสมุนไพรมาใช้ร่วมในระบบสาธารณสุขไทยถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย แม้ในปี 2562 ทางกระทรวงสาธารณสุขจะรับรองยาสมุนไพรบางตัวให้ใช้ร่วมในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้ แต่ก็ยังคงเน้นย้ำให้ประชาชนระมัดระวังการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการกินสมุนไพรคู่กับยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลโดยตรง (กระทรวงสาธารณสุข) ทุกวันนี้ คนไทยไม่น้อยยังคงนิยมไปหาหมอสมุนไพรพื้นบ้าน หรือซื้อหาสมุนไพรตามตลาดในชุมชนมาใช้เอง โดยที่ยังขาดคำแนะนำที่ถูกต้องและปลอดภัย
เภสัชกรคลินิกท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ ให้ข้อมูลว่า “การใช้ขิง ขมิ้นชัน หรืออบเชยปรุงอาหารตามปกติทั่วไปน่ะไม่เป็นไร แต่สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมะเร็ง ไม่ควรหาซื้ออาหารเสริมสมุนไพรมากินเองโดยเด็ดขาด หากไม่ได้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลเป็นประจำก่อน”
หน่วยงานกำกับดูแลยาในต่างประเทศก็มีข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน อย่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) ก็ไม่ได้ควบคุมอาหารเสริมสมุนไพรเข้มข้นเข้มงวดเท่ากับยาแผนปัจจุบัน ข้อมูลจาก FDA และหน่วยงานด้านอาหารของยุโรป แนะนำว่าไม่ควรบริโภคเคอร์คูมินเกินวันละ 3 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และไม่ควรกินในปริมาณมากๆ หรือกินต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะอาจเกิดพิษต่อตับ หรือไปเสริมฤทธิ์ยาบางตัวจนเป็นอันตรายแบบไม่รู้ตัวได้ (National Center for Complementary and Integrative Health)
ในขณะที่คนไทยป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างโรคหัวใจ เบาหวาน กันมากขึ้นเรื่อยๆ ความเสี่ยงจากการใช้สมุนไพรในรูปแบบเข้มข้นโดยปราศจากการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญก็ยิ่งเพิ่มสูงตามไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญจึงย้ำว่า การใช้สมุนไพรปรุงอาหารกินเองที่บ้านนั้นปลอดภัยหายห่วง แต่ไม่ควรไปหาซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรที่มีความเข้มข้นสูง หรือใช้ในปริมาณมากๆ โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข
จริงๆ แล้ว การใช้สมุนไพรอย่างขิง ขมิ้นชัน และอบเชยในการปรุงอาหาร นอกจากจะสร้างรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ในวัฒนธรรมอาหารไทยแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหากใช้อย่างพอเหมาะพอดี งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ไม่ได้มีเจตนาจะห้ามหรือต่อต้านวัฒนธรรมการกินอาหารไทยแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการเตือนให้ระมัดระวังการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อาจไม่ได้มาตรฐาน หรือการนำสมุนไพรมาใช้รักษาโรคเรื้อรังด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยขึ้นตามกระแสในโซเชียลมีเดียและโฆษณาออนไลน์ต่างๆ
ในอนาคต ทั้งนักวิจัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในไทยต่างเห็นพ้องว่าจำเป็นต้องมีข้อมูลการศึกษาในบริบทของคนไทยเพิ่มเติม เพื่อกำหนดปริมาณการใช้สมุนไพรที่ปลอดภัย รวมถึงการให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่กระแสรักสุขภาพกำลังมาแรงทั้งในไทยและทั่วโลก ข้อสรุปสำคัญที่อยากย้ำก็คือ “การใช้ขิง ขมิ้นชัน และอบเชยในอาหารตามปกติ สำหรับคนที่มีสุขภาพดีทั่วไปนั้นปลอดภัย แต่หากคิดจะใช้ในรูปแบบอาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ”
ข้อแนะนำสำหรับคนไทย: สามารถกินขิง ขมิ้นชัน และอบเชยที่ปรุงในอาหารได้ตามปกติ แต่อย่าหาอาหารเสริมสมุนไพรแบบเข้มข้นมารักษาโรคเรื้อรังเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ และหากต้องกินยาตามที่แพทย์สั่งอยู่เป็นประจำ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งว่ากำลังใช้สมุนไพรหรืออาหารเสริมอะไรอยู่บ้าง ควรติดตามข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และรอแนวทางที่ชัดเจนจากกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบันต่อไป
แหล่งข้อมูล: The Conversation, CNN Health, SAGE Journals, National Center for Complementary and Integrative Health, กระทรวงสาธารณสุข