พอตกบ่ายทีไร หลายคนในออฟฟิศคงเริ่มง่วงเหงาหาวนอน จนกลิ่นชานมไข่มุกหอม ๆ หรือช็อกโกแลตลอยมาแตะจมูก ก็อดใจไม่ไหวต้องรีบคว้าขนม เครื่องดื่มหวาน ๆ หรือกาแฟมาเติมพลังกันสักหน่อย หลายครั้งเราก็กินตามใจปากไปโดยไม่ได้คิดอะไร แต่รู้ไหมว่า รายงานจาก Channel News Asia เผยว่าพฤติกรรมแบบนี้มันมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าแค่ความอยาก เพราะมันเชื่อมโยงโดยตรงกับวิธีที่เราจัดการความเครียดและอารมณ์เลยทีเดียว
สำหรับชาวออฟฟิศในเมืองกรุงฯ หรือคนทำงานในเมืองใหญ่บ้านเรา ที่ต้องทำงานหนัก แถมยังออนไลน์แทบจะ 24 ชั่วโมง การหาของว่างช่วงบ่ายมาเยียวยาใจกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ความอยากกินของพวกนี้ไม่ได้ให้แค่พลังงานจากน้ำตาลหรือคาเฟอีนเท่านั้นนะ แต่ลึกลงไปมันมีเรื่องของจิตใจซ่อนอยู่ด้วย การทำความเข้าใจเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะกับคนไทยที่ต้องแบกรับความเครียดทั้งเรื่องงานและเรื่องที่บ้าน
ทั้งนักโภชนาการและนักจิตวิทยาต่างก็มองว่า การกินของหวานหรือดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนพอประมาณก็มีข้อดีอยู่บ้างในระยะสั้น นักกำหนดอาหารผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่า น้ำตาลจะไปกระตุ้น ‘วงจรแห่งความสุข’ ในสมอง ทำให้เรารู้สึกฟินขึ้นมาแวบนึง ส่วนคาเฟอีนก็ช่วยให้ตื่นตัว ไม่ง่วง แถมมีสมาธิทำงานดีขึ้น ยิ่งชาวออฟฟิศที่ต้องปั่นงานแข่งกับเดดไลน์อยู่ตลอดเวลา ยิ่งเห็นผล
แต่ ‘ตัวช่วยด่วน’ เหล่านี้ก็มีดาบสองคมที่ต้องระวัง กินหวานมากไป น้ำตาลในเลือดจะสวิง ทำให้เพลียได้ง่าย ส่วนคาเฟอีนถ้าจัดหนักไปก็อาจทำให้นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ใจสั่นได้ นักจิตวิทยาจากองค์กรเอกชนด้านสุขภาพจิตแห่งหนึ่งอธิบายว่า “ฤทธิ์กระตุ้นร่างกายจากของกินพวกนี้มันไม่ได้อยู่แค่ในหัวนะ แต่ถ้าพึ่งบ่อย ๆ สมองจะเริ่มดื้อยา คือได้ผลน้อยลง จนท้ายที่สุดมันกลายเป็นที่พึ่งทางใจไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว”
ที่น่าสนใจคือ บางทีมุมมองทางจิตวิทยาของการกินจุบจิบอาจจะมีผลมากกว่าเรื่องร่างกายเสียอีก เพราะหลายครั้ง การกินตามใจปากก็เป็นเหมือนการปลอบใจตัวเองแบบด่วน ๆ ช่วยให้ลืมความรู้สึกแย่ ๆ ไปได้ชั่วขณะ หรือทำให้รู้สึกว่าชีวิตยังพอควบคุมได้บ้าง ผู้บริหารคลินิกจิตวิทยาแห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า พฤติกรรมแบบนี้มันทำหน้าที่เหมือน ‘ยาใจ’ เป็นทางลัดปลอบใจตัวเองเวลาที่ความเครียดมันถาโถมจนรับไม่ไหว ซึ่งเราจะเห็นได้บ่อย ๆ ทั้งในออฟฟิศและในครอบครัวไทย ๆ นี่แหละ
แต่ต้องบอกว่า เส้นแบ่งระหว่าง ‘การให้รางวัลตัวเอง’ กับ ‘การเสพติดของกิน’ มันบางนิดเดียว ผู้เชี่ยวชาญเลยออกมาเตือนว่า ถ้าพฤติกรรมนี้กลายเป็นกลไกอัตโนมัติเวลาเครียด หรือที่เรียกว่า ‘กินตามอารมณ์’ (emotional eating) มันจะส่งผลเสียต่อใจเราในระยะยาวได้ เช่น โหยของหวานแบบห้ามใจไม่อยู่ หรือหยุดกินไม่ได้เลย โดยเฉพาะช่วงที่กำลังตึง ๆ
อีกเรื่องที่คนมักมองข้ามไปก็คือ การกินเพื่อ ‘ฮึบสู้’ เนี่ย อาจกำลังกลบเกลื่อนปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อยู่ก็ได้ เช่น นอนไม่พอจริง ๆ หรือมีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน หรือแม้แต่ภาวะขาดสารอาหารซ่อนอยู่ นักกำหนดอาหารท่านเดิมแนะนำว่า ถ้าอยากให้ร่างกายมีพลังงานสม่ำเสมอ ควรเน้นอาหารหลักให้ครบ 5 หมู่ ทั้งคาร์บ โปรตีน ไขมันดี ไม่ใช่พึ่งแต่ของหวานหรือกาแฟอย่างเดียว ส่วนคนที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อย่างโรคความดันสูง หรือโรคไต ยิ่งต้องระวังเรื่องคาเฟอีนเป็นพิเศษ
ถึงแม้ว่าการกินเพื่อปลอบใจจะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในบ้านเรา แต่มันก็มีแง่มุมทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจซ่อนอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นชาเย็นหวานเจี๊ยบ ขนมที่แบ่งกันกินในวงเพื่อนฝูง หรือของหวานที่อยู่คู่คนไทยมานาน เรื่องปากท้องมันเลยผูกติดกับอารมณ์ความรู้สึก และการปลอบใจตัวเองอย่างแยกไม่ออก แต่พอวิถีชีวิตคนเมืองเปลี่ยนไป เน้นสะดวกสบายมากขึ้น ขนมซอง ๆ กับเครื่องดื่มหวานเจี๊ยบก็หาซื้อง่ายกว่าเดิมเยอะ มันเลยยิ่งเสี่ยงที่เราจะหันไปพึ่งของกินเพื่อจัดการอารมณ์กันมากขึ้น ข้อมูลจาก สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ก็ชี้ว่า คนรุ่นใหม่กับวัยทำงานในไทยดื่มเครื่องดื่มรสหวานกันเยอะขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ (ThaiHealth.or.th)
แล้วจะรับมือยังไงดีล่ะ? นักจิตวิทยาแนะนำให้เริ่มจากการสังเกตตัวเองก่อนเลยว่า ที่กินเนี่ย เพราะหิวจริง ๆ หรือแค่ต้องการปลอบใจ ลองหาให้เจอว่าอะไรคือต้นตอของความอยาก แล้วค่อย ๆ ปรับนิสัยเอา ดีกว่าการหักดิบไปเลย (ซึ่งมันทำยาก) เช่น ลดหวานลงหน่อย ลดไซส์เครื่องดื่มลง หรือเปลี่ยนไปกินของว่างที่ดีต่อสุขภาพอย่างถั่วหรือผลไม้แทน แล้วลองหาวิธีปลอบใจตัวเองแบบอื่น ๆ ดูบ้าง เช่น ลุกไปเดินยืดเส้นยืดสาย ดื่มน้ำเปล่า หรือชวนเพื่อนคุยเล่น ก็ช่วยให้รู้สึกสดชื่นได้นานกว่าการอัดของหวานหรือกาแฟเยอะ ๆ อีกนะ
สำหรับในระดับองค์กรอย่างออฟฟิศ โรงเรียน หรือแม้แต่ในครอบครัวเอง การสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อสุขภาพดีก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เช่น มีตัวเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพในที่ทำงาน สนับสนุนให้มีช่วงพักเบรกให้ได้ขยับแข้งขยับขา หรือหากิจกรรมคลายเครียดอย่างการฝึกสติมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน หน่วยงานด้านสาธารณสุขเองก็รณรงค์เรื่องการปรับพฤติกรรมการกินและการมีกิจกรรมทางกายมาตลอด เพื่อป้องกันกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) (Ministry of Public Health Thailand)
ถ้ามองในภาพรวมระยะยาว นิสัยการกินจุบจิบส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนในสังคมโดยรวมแน่ ๆ ประเทศไทยเราเองก็กำลังเจอปัญหาทั้งโรคอ้วน เบาหวาน และความเครียดสะสมที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ มีงานวิจัยชี้ว่า การกินตามอารมณ์มันเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง ทำให้ประสิทธิภาพการเรียนการทำงานลดลง แถมยังกระทบคุณภาพชีวิตโดยรวมด้วย (PubMed) การหันมาทำความเข้าใจสัญญาณความอยากของตัวเอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยให้คนไทยเราตั้งหลักและหาทางออกที่ดีต่อทั้งกายและใจได้
มองในภาพใหญ่ สังคมไทยเราต้องช่วยกันหาวิธีใหม่ ๆ ที่จะทำให้การดูแลตัวเองมันสมดุล ทั้งในแง่จิตใจ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ เพราะถึงอาหารการกิน ขนมหวาน มันจะเป็นสีสันของการพบปะสังสรรค์และการแบ่งปัน แต่เราก็ต้องไม่ลืมที่จะระวังตัว ไม่ให้ตกเป็นทาสของน้ำตาลและคาเฟอีนจนสุขภาพพัง
คำว่า ‘พอดี’ ยังคงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดเสมอ ก่อนจะกดสั่งชานมไข่มุกแก้วโปรด หรือเค้กชิ้นยักษ์ ลองหยุดถามตัวเองสักนิดว่า จริง ๆ แล้วร่างกายกับใจเรามันต้องการอะไรกันแน่ ของหวานตรงหน้ามันคือรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเป็นแค่ทางหนีจากปัญหาชั่วคราว ถ้าเราตั้งใจฟังเสียงร่างกายตัวเองจริง ๆ ค่อย ๆ ปรับพฤติกรรมไปทีละน้อย คนไทยเราก็ยังเอ็นจอยกับของอร่อยได้ โดยที่ไม่ต้องให้มันมาเป็นที่พึ่งทางใจจนเกินงาม
สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นปรับนิสัยให้เฮลท์ตี้ขึ้น ก็มีหลายวิธีให้ลองทำ ตั้งแต่จดบันทึกการกินของว่าง หาแนวร่วมจากเพื่อนหรือคนในครอบครัว ไปจนถึงมองหากิจกรรมคลายเครียดอื่น ๆ ที่ไม่ต้องพึ่งของกิน หัวใจสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ทำสม่ำเสมอ จะให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่าทั้งกับร่างกายและจิตใจ
แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าความอยากหรือพฤติกรรมการกินตามอารมณ์มันเริ่มส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันแล้ว การลองปรึกษานักกำหนดอาหารหรือนักจิตวิทยาเพื่อหาแนวทางที่ใช่สำหรับเราก็เป็นทางเลือกที่ดี เมื่อเราเลือกทางเดินอย่างเข้าใจและรู้เท่าทัน สังคมไทยก็จะสามารถรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น และยังเอ็นจอยกับขนมอร่อย ๆ ได้เป็นครั้งคราวแบบไม่ต้องรู้สึกผิดอีกต่อไป