มีงานวิจัยหลายชิ้นที่กำลังชี้ให้เห็นว่า การมีระดับวิตามินดีในร่างกายเพียงพอ อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ นับเป็นข่าวดีด้านสุขภาพที่น่าสนใจสำหรับคนไทยและผู้คนทั่วโลกเลยทีเดียว การทบทวนงานวิจัยกว่า 50 ชิ้นทั่วโลก รวมถึงบทสรุปในวารสาร Nutrients ยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่า คนที่ขาดวิตามินดีมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงกว่าคนที่มีระดับวิตามินดีเหมาะสม สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพและกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงโรคมะเร็ง เรื่องนี้ยิ่งน่าจับตา เพราะสอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งในไทยและต่างประเทศ ที่พบว่าอัตราการขาดวิตามินดีและอุบัติการณ์ของมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่างก็เพิ่มสูงขึ้น บทความนี้จะพาไปเจาะลึกข้อมูลล่าสุดที่กำลังเป็นที่พูดถึงในแวดวงการแพทย์และโภชนาการกันครับ!
มะเร็งลำไส้ใหญ่ถือเป็นปัญหาสุขภาพอันดับต้นๆ ของคนไทย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งที่สำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ขณะที่ทั่วโลกมีรายงานผู้ป่วยใหม่ปีละกว่า 1.2 ล้านคน ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ มาจากทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิตและพันธุกรรม ในบ้านเรา การขยายตัวของสังคมเมือง การหันไปบริโภคอาหารแปรรูปหรือเนื้อแดงมากขึ้น รวมถึงการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้มะเร็งลำไส้ใหญ่พบได้บ่อยขึ้น แต่ในทางกลับกัน ความรู้ความเข้าใจเรื่องการดูแลสุขภาพและการเข้ารับการตรวจคัดกรองยังไม่แพร่หลายนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ในขณะเดียวกัน ภาวะขาด “วิตามินดี” หรือที่หลายคนเรียกว่า “วิตามินแดด” (เพราะร่างกายสร้างเองได้เมื่อผิวหนังโดนแดด) ก็กลายเป็นปัญหาที่พบมากขึ้น แม้แต่ในประเทศแดดแรงอย่างไทยก็ตาม สาเหตุก็มาจากการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในอาคาร การกลัวแดดและทาครีมกันแดด มลภาวะ รวมถึงอาหารการกินที่ไม่ค่อยได้เสริมวิตามินดีเท่าที่ควร ผลสำรวจทั่วโลกชี้ว่า ประชากรราว 30–50% รวมถึงคนไทยจำนวนไม่น้อย อาจได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงสูงวัยและคนที่มีสีผิวเข้ม (EatingWell).
งานวิจัยกลุ่มใหม่ๆ ที่ติดตามอาสาสมัครนับหมื่นคน ชี้ให้เห็นว่าประโยชน์ของวิตามินดีนั้นมีมากกว่าแค่เรื่องกระดูกและภูมิคุ้มกัน ตัวอย่างเช่น งานวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เมื่อเดือนเมษายน 2025 พบว่า คนที่มีระดับวิตามินดีในเลือดสูง (ไม่ว่าจะมาจากอาหาร อาหารเสริม หรือแสงแดด) มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลงถึง 58% เทียบกับกลุ่มที่วิตามินดีต่ำ ผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับงานศึกษาเชิงสังเกตการณ์ชื่อดังอย่าง Nurses’ Health Study ซึ่งติดตามพฤติกรรมด้านโภชนาการของผู้คนนานหลายสิบปี ก็พบเช่นกันว่าการได้รับวิตามินดีมากขึ้นสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Prevention) ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า กลไกสำคัญคือ วิตามินดีช่วยควบคุมการอักเสบในร่างกาย สนับสนุนการทำงานของเซลล์ให้เป็นปกติ กระตุ้นให้เซลล์ที่ผิดปกติทำลายตัวเอง (apoptosis) และยังช่วยปรับสมดุลในลำไส้อีกด้วย ศ. Veronika Fedirko จาก MD Anderson Cancer Center ให้ความเห็นว่า “ข้อมูลนี้มีหลักฐานทางระบาดวิทยาที่แข็งแกร่งสนับสนุน ทำให้วิตามินดีเป็นสารอาหารตัวหนึ่งที่มีความเชื่อมโยงกับมะเร็งลำไส้ใหญ่มากที่สุด แม้ว่าจะมีงานทดลองแบบสุ่มบางชิ้นที่ให้ผลแตกต่างกันไปบ้าง แต่หลักฐานจากการสังเกตการณ์ก็ยังคงไปในทิศทางเดียวกันและมีกลไกระดับเซลล์มารองรับ” (Prevention).
แล้วทำไมวิตามินดีถึงดูเหมือนจะช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ล่ะ? Dr. Wael Harb ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง อธิบายว่า วิตามินดีมีบทบาทในการควบคุมระบบภูมิคุ้มกันและส่งผลโดยตรงต่อเซลล์เยื่อบุลำไส้ ผ่านตัวรับวิตามินดี (Vitamin D Receptor หรือ VDR) ที่อยู่บนเซลล์เหล่านี้ เมื่อวิตามินดีจับกับตัวรับ VDR มันจะไปสั่งการให้ยีนต่างๆ ทำงาน เพื่อควบคุมการเติบโตและการตายของเซลล์ ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการยับยั้งการเกิดมะเร็ง หากร่างกายขาดวิตามินดี กลไกป้องกันนี้ก็จะอ่อนแอลง ทำให้เซลล์ที่ผิดปกติมีโอกาสเจริญเติบโตได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีภาวะอักเสบในลำไส้ร่วมด้วย นอกเหนือจากจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งแล้ว การขาดวิตามินดียังอาจทำให้อาการของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งอยู่แล้วแย่ลงได้อีกด้วย (Prevention).
แต่ถึงแม้จะมีข้อมูลที่น่าสนใจเหล่านี้ ผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่แนะนำให้คนทั่วไปรีบหาซื้อวิตามินดีเสริมมากินเพื่อหวังผลป้องกันมะเร็งโดยตรงนะครับ เพราะถึงแม้งานวิจัยจะชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ แต่ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าการเสริมวิตามินดีจะช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้จริงในทุกคน เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่เกี่ยวข้อง ทั้งไลฟ์สไตล์ พันธุกรรม และสุขภาพโดยรวมของลำไส้ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยอย่าง Dr. Monika Fekete ก็แนะนำว่า กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ คนที่ไม่ค่อยได้ออกไปเจอแดด ผู้ที่มีผิวสีเข้ม หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะคนไทยที่อาจมีปัญหาสุขภาพแฝงอยู่ ควรพิจารณาตรวจเลือดเพื่อเช็คระดับวิตามินดีเป็นระยะๆ (Prevention) โดยสรุป นักวิจัยชี้ว่า “การรักษาระดับวิตามินดีให้เพียงพอ ทั้งจากการรับแสงแดดและอาหาร รวมถึงอาหารเสริมในกรณีที่จำเป็น ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ และอาจช่วยให้ผู้ป่วยมีผลการรักษาที่ดีขึ้นด้วย” (Prevention).
สำหรับสังคมไทยเรา ผลการวิจัยนี้ยิ่งน่าสนใจ เพราะอาหารไทยส่วนใหญ่มักไม่ใช่แหล่งวิตามินดีตามธรรมชาติที่ดีนัก เช่น ปลาไขมันสูงอย่างแซลมอน ปลาทู ไข่แดง และนมที่เสริมวิตามินดี คนที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ อาจได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ ทั้งจากการทำงานในอาคาร การใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด หรือแม้แต่มลภาวะทางอากาศที่บดบังแสงแดด ทำให้คนไทยเองก็เสี่ยงต่อภาวะขาดวิตามินดีได้ง่ายกว่าที่คิด นอกจากนี้ อาหารหลักของไทยเรามักจะเป็นข้าว กับข้าวที่เน้นเนื้อหมูหรือไก่ ซึ่งแทบไม่มีวิตามินดีเลย คนเมืองที่มักจะข้ามมื้อเช้าไป ก็อาจพลาดโอกาสรับวิตามินดีจากซีเรียลหรือนมที่เสริมวิตามินดีไปอีก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้คาดการณ์ได้ว่าอัตราการขาดวิตามินดีในคนไทยน่าจะสูงกว่าที่หลายคนตระหนัก ในขณะที่กระแสการเสริมวิตามินดียังไม่เป็นที่นิยมหรือตื่นตัวเท่ากับในประเทศตะวันตก
แล้วเราควรได้รับวิตามินดีวันละเท่าไหร่? สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ของสหรัฐอเมริกา แนะนำว่าผู้ใหญ่อายุต่ำกว่า 70 ปี ควรได้รับวันละ 600 IU (หน่วยสากล) ส่วนผู้ที่อายุ 70 ปีขึ้นไป ควรได้รับวันละ 800 IU (NIH) อย่างไรก็ตาม นักโภชนาการในงานวิจัยใหม่ๆ หลายคนเสนอว่า กลุ่มเสี่ยงอาจต้องการในปริมาณที่สูงกว่านั้น คือราว 1,000–2,000 IU ต่อวัน แต่ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ทางที่ดีที่สุดคือการเจาะเลือดตรวจระดับวิตามินดีก่อนที่จะเริ่มกินอาหารเสริม เพราะการได้รับวิตามินดีมากเกินไปก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้เช่นกัน ต้องขอย้ำว่า “ความพอดีและการติดตามดูแล” คือหัวใจสำคัญที่สุด!
นอกจากการกินอาหารเสริมและการรับแสงแดดแล้ว การเลือกกินอาหารก็เป็นอีกวิธีที่ดีในการเพิ่มวิตามินดี แหล่งอาหารที่ดี ได้แก่ น้ำมันตับปลา ปลาเทราต์ ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ปลาซาร์ดีน ทูน่า เห็ดบางชนิด ไข่แดง และผลิตภัณฑ์นมหรือซีเรียลที่เสริมวิตามินดี รูปแบบการกินอาหารแบบ Mediterranean Diet ที่เน้นปลาทะเล ไขมันดี ผัก ผลไม้ ธัญพืช ก็เป็นแนวทางที่ดีที่ช่วยทั้งเรื่องวิตามินดีและลดความเสี่ยงมะเร็งไปพร้อมกัน ตัวอย่างเมนูไทยง่ายๆ ที่พอจะช่วยได้ เช่น ยำปลาซาบะ หรือข้าวยำปักษ์ใต้ ก็ถือว่ามีประโยชน์และน่าจะนำมาปรับใช้เพื่อเพิ่มวิตามินดีในชีวิตประจำวันได้
สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว หรืออยู่ในช่วงติดตามผลหลังการรักษา งานวิจัยบางชิ้นชี้ว่า การรักษาระดับวิตามินดีให้เหมาะสม อาจช่วยลดอัตราการกลับมาเป็นซ้ำของโรค เพิ่มคุณภาพชีวิต และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างสมดุลมากขึ้น (EatingWell) งานวิจัยจากแคนาดายังพบว่า การเสริมวิตามินดีอาจช่วยลดโอกาสการเกิดติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ (โพลิป) ซึ่งอาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งได้ถึง 33% และลดความเสี่ยงที่จะเป็นติ่งเนื้อชนิดรุนแรงได้ถึง 43% นับว่าเป็นการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง (EatingWell).
อย่างไรก็ตาม เรายังคงต้องรอผลการศึกษาวิจัยขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาอย่างรัดกุม (เช่น การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม) เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของวิตามินดีในการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างแท้จริงในประชากรกลุ่มต่างๆ รวมถึงคนไทยในแต่ละภูมิภาค นักวิจัยจึงย้ำว่า วิตามินดีควรเป็นเพียงส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพที่ดี ควบคู่ไปกับการตรวจคัดกรองมะเร็งตามกำหนด การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การกินอาหารที่มีประโยชน์และสมดุล การงดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
ที่ผ่านมา นโยบายสาธารณสุขของไทยมักจะเน้นไปที่การคัดกรองมะเร็ง การให้วัคซีน การรณรงค์เลิกบุหรี่ และการควบคุมโรคติดต่อต่างๆ เช่น ไข้เลือดออก วัณโรค รวมถึงปัญหาโภชนาการที่เห็นได้ชัดอย่างภาวะขาดสารอาหาร โรคอ้วน หรือเบาหวาน แต่แนวคิดเรื่องการตรวจหาภาวะพร่องหรือขาดวิตามินและแร่ธาตุที่อาจไม่แสดงอาการชัดเจน เพื่อป้องกันโรคมะเร็งหรือโรคเรื้อรัง ยังถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ อาจจะต้องมีการพัฒนานโยบายด้านการสื่อสารสาธารณะและการให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์เพิ่มเติม ในอนาคต กระทรวงสาธารณสุขอาจพิจารณาทดลองโครงการรณรงค์เรื่องวิตามินดีในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะคนในเมือง หรืออาจสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจระดับวิตามินดีสำหรับกลุ่มเสี่ยงก็เป็นได้
จากแนวโน้มเหล่านี้ วิตามินดีน่าจะกลายเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้นในการป้องกันโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะมะเร็งในประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบัน มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ขยับขึ้นมาเป็น 1 ใน 4 อันดับแรกของมะเร็งที่พบบ่อยในคนไทย หากเราสามารถป้องกันได้แม้เพียงเล็กน้อย ก็จะสามารถช่วยเหลือคนไทยได้อีกเป็นจำนวนมาก การศึกษาวิจัยในประชากรไทยโดยเฉพาะ เช่น กลุ่มคนในภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือกลุ่มที่มีวิถีชีวิตเฉพาะ จะช่วยให้เรามีข้อมูลที่นำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยในแต่ละพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับคนไทยที่ต้องการลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีข้อแนะนำดังนี้ครับ:
- ตรวจเช็คระดับวิตามินดีเป็นประจำ โดยปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรถึงความจำเป็นและความถี่
- พยายามเพิ่มอาหารที่เป็นแหล่งวิตามินดี เช่น ปลาทะเล ไข่แดง นมหรือผลิตภัณฑ์ที่เสริมวิตามินดี ลงในมื้ออาหาร
- ออกไปรับแสงแดดบ้างอย่างเหมาะสมและปลอดภัย เช่น ช่วงเช้าหรือเย็นที่ไม่แรงจัด และอาจทาครีมกันแดดหากต้องอยู่กลางแดดนาน สิ่งสำคัญคือ หลีกเลี่ยงการซื้อวิตามินดีเสริมในขนาดสูงๆ มากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์เด็ดขาด!
ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่ยังคงเป็นการกินอาหารให้หลากหลายและสมดุล การออกไปเจอแดดบ้างในปริมาณที่พอเหมาะ และการตรวจสุขภาพเป็นประจำ ที่สำคัญที่สุดคือ วิตามินดีไม่สามารถทดแทนการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ เช่น การตรวจหาเลือดในอุจจาระ หรือการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ พี่น้องชาวไทยควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวเพื่อวางแผนดูแลสุขภาพ ทั้งเรื่องวิตามินดีและด้านอื่นๆ ให้เหมาะสมกับตัวเองที่สุดนะครับ
หากสนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและข้อถกเถียงทางวิชาการ สามารถเข้าไปดูได้ที่ Nutrients, Prevention, และ EatingWell และหากต้องการคำแนะนำด้านสุขภาพที่เหมาะกับคุณจริงๆ แนะนำให้ลองเจาะเลือดตรวจระดับวิตามินดีในการตรวจสุขภาพครั้งถัดไป และปรึกษาคุณหมอเกี่ยวกับแนวทางการกินอาหารหรือการเสริมวิตามินดีที่เหมาะสมกับตัวคุณครับ