เรื่องน่าตกใจจากเมืองกรีนวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจเจอเชื้อ Mpox (หรือที่เคยเรียกว่า ฝีดาษลิง) สายพันธุ์ Clade I ซึ่งขึ้นชื่อว่ารุนแรง ในน้ำทิ้งจากโรงบำบัดน้ำเสีย! ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มีรายงานว่าพบผู้ป่วย Mpox ในพื้นที่อย่างเป็นทางการ แต่ผลตรวจตัวอย่างน้ำเสียช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน มันฟ้องว่าเชื้ออาจจะแพร่กระจายอยู่ในชุมชนไปแล้วแบบเงียบๆ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขท้องถิ่นเลยต้องรีบประกาศเตือนให้หมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน คอยจับตาดูอาการที่เข้าข่าย Mpox อย่างใกล้ชิด และถ้าสงสัยใครติดเชื้อ ให้รีบแจ้งทันที (WRAL; ABC11).
ข่าวนี้สำคัญกับประเทศไทยและอีกหลายประเทศที่กำลังเฝ้าระวังโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ไม่ต่างกัน เหมือนตอนโควิด-19 ระบาดนั่นแหละ เทคโนโลยีที่เรียกว่า “การตรวจเชื้อในน้ำเสีย” (Wastewater-Based Surveillance หรือ WBS) เริ่มฮิตและใช้กันแพร่หลายมากขึ้น เพราะมันตรวจเจอเชื้อจากคนที่ติดเชื้อได้ แม้คนนั้นจะยังไม่มีอาการป่วย หรือยังไม่มีรายงานเข้าระบบสาธารณสุขเลยก็ตาม อย่างเคส Mpox ที่เจอในน้ำทิ้งครั้งนี้ ก็ชี้ให้เห็นว่าเชื้ออาจจะกำลังแพร่ไปเงียบๆ โดยที่บางคนอาจติดเชื้อแล้วแต่อาการน้อยมาก ไม่แสดงอาการ หรือไม่มีอาการเลยก็ได้ “การเจอเชื้อ Mpox สายพันธุ์ Clade I ในน้ำเสีย บอกให้รู้ว่าไวรัสตัวนี้อาจจะอยู่ในรัฐของเราแล้ว ถึงแม้จะยังไม่มีรายงานผู้ป่วยอย่างเป็นทางการก็ตาม” ดร.เดฟ ซางไว รัฐมนตรีสาธารณสุขของนอร์ทแคโรไลนา ยืนยัน (WRAL).
เชื้อ Mpox ส่วนใหญ่ติดต่อกันผ่านการสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานานๆ หรือสัมผัสผิวหนังที่มีรอยโรคโดยตรง โดยเฉพาะจากการมีเพศสัมพันธ์ อาการเด่นๆ ของโรคนี้ก็คือ มีไข้ หนาวสั่น ต่อมน้ำเหลืองโต แล้วก็มีผื่นเป็นตุ่มขึ้นตามตัว เช่น ที่มือ เท้า หน้าอก ใบหน้า หรือแถวๆ อวัยวะเพศ ถึงแม้คนส่วนใหญ่ที่ป่วยจะมีอาการไม่หนักมาก แต่ถ้าเป็นคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ก็เสี่ยงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรงได้มากกว่า (CDC).
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับประเทศไทย?
ที่ผ่านมา ประเทศไทยเราก็ทุ่มเทงบประมาณไปเยอะกับการพัฒนาระบบเฝ้าระวังโรคติดต่อ แต่ส่วนใหญ่มักจะเน้นไปที่ระบบรายงานผู้ป่วยในโรงพยาบาล หรือการตรวจคัดกรองตามด่านชายแดน พอมาถึงยุคโควิด-19 ทั่วโลกก็เริ่มหันมาเห็นความสำคัญของการ “ตรวจเชื้อในน้ำเสีย” ว่าเป็นอีกวิธีที่ช่วยเตือนภัยการระบาดล่วงหน้าได้ เพราะมันสามารถตรวจเจอเชื้อในกลุ่มคนที่อาจจะยังไม่มีอาการ หรือยังไม่ถูกนับเป็นผู้ป่วยในคลินิกหรือโรงพยาบาลจริงๆ (การทบทวนวรรณกรรม: PubMed) มีรายงานจากปี 2025 ว่า จากการตรวจหาเชื้อ Mpox ในน้ำเสียทั่วโลก พบว่าประมาณ 22% ให้ผลบวก และมักจะตรวจเจอเชื้อก่อนที่จะเกิดการระบาดใหญ่ในชุมชนเสียอีก (การทบทวนวรรณกรรม: PubMed).
ขณะเดียวกัน งานวิจัยล่าสุดที่ใช้หุ่นยนต์ AI มาช่วยวิเคราะห์น้ำเสีย ก็พบว่าปริมาณดีเอ็นเอของเชื้อ Mpox ที่เจอในน้ำเสียนั้น มันสัมพันธ์กับจำนวนผู้ป่วยจริงในชุมชนได้อย่างแม่นยำมากๆ ถึงขั้นช่วยคาดการณ์การระบาดล่วงหน้าได้เลยทีเดียว นักวิจัยในปี 2024 บอกว่า “โมเดล AI ที่เราพัฒนาขึ้น สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของข้อมูลได้ถึง 87% นับเป็นเครื่องมือสำคัญมากในการเฝ้าระวังและรับมือกับการระบาดของ Mpox” (Automated WBS Study) ผลการศึกษานี้ยิ่งตอกย้ำว่า การตรวจเชื้อในน้ำเสีย (WBS) สำคัญแค่ไหนในฐานะเครื่องมือเสริมให้กับระบบสาธารณสุขของไทย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ หรือช่วงที่มีเทศกาลหรืองานอีเวนต์ใหญ่ๆ ที่มีคนเดินทางเข้าออกเยอะๆ
สายพันธุ์ที่เจอในกรีนวิลล์ ซึ่งเป็น Clade I ก็ยิ่งน่าจับตามอง เพราะในระดับโลก การระบาดส่วนใหญ่ในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากสายพันธุ์ Clade IIb ซึ่งเจอเยอะนอกทวีปแอฟริกาตั้งแต่ปี 2022 แต่สายพันธุ์ Clade I (ที่เจอมากในแอฟริกากลาง) มักจะมีความรุนแรงและเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูงกว่า (CDC: Types of Monkeypox) องค์การอนามัยโลก (WHO) เพิ่งจะประกาศยกระดับการเตือนภัยเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของ Mpox ทั้งสายพันธุ์ Clade I และ Clade Ib ในภูมิภาคแอฟริกากลาง รวมถึงโอกาสที่เชื้อจะถูกนำเข้ามาผ่านศูนย์กลางการเดินทางทั่วโลก (PubMed: Clade Ib Spread) แม้จะยังไม่มีหลักฐานว่าเชื้อที่เจอในกรีนวิลล์มาจากแอฟริกาโดยตรง แต่เหตุการณ์นี้ก็เป็นบทเรียนให้ทุกประเทศห้ามการ์ดตกเด็ดขาด แม้จะยังไม่เจอผู้ป่วยในพื้นที่ก็ตาม
ถ้าจำกันได้ ช่วงปี 2022-2023 โรค Mpox เคยกลายเป็นประเด็นใหญ่ไปทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มชายรักชาย (MSM) และกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงจากการสัมผัสใกล้ชิด (WHO Situation Report) ถึงแม้สุดท้ายจะคุมสถานการณ์อยู่ด้วยการฉีดวัคซีนแบบมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเสี่ยง และการสื่อสารให้ข้อมูลกับสาธารณะ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดผู้ป่วยรายใหม่ๆ ขึ้นได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ภูมิคุ้มกันหมู่ยังต่ำ ในสังคมไทย ประเด็นเรื่องโรคติดต่อที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสใกล้ชิดหรือเพศสัมพันธ์อาจจะยังเป็นเรื่องที่พูดกันลำบากอยู่บ้าง แต่ประสบการณ์จากโควิด-19 ก็ทำให้คนไทยเปิดใจยอมรับมาตรการป้องกันโรคเชิงรุกและเทคโนโลยีใหม่ๆ มากขึ้น
เมื่อเห็นว่าการตรวจเชื้อในน้ำเสียมีประโยชน์ สามารถตรวจเจอได้ทั้งเชื้อ SARS-CoV-2 (โควิด-19) ไข้หวัดใหญ่ และ Mpox ได้อย่างรวดเร็ว ผู้บริหารด้านสาธารณสุขของไทยก็น่าจะลองพิจารณาเอาระบบ WBS มาใช้ให้มากขึ้น ระบบที่ประเทศเนเธอร์แลนด์และเกาหลีใต้ใช้อยู่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า การตรวจติดตามแบบเรียลไทม์ช่วยให้แก้ปัญหาได้เร็วขึ้น ถึงแม้ข้อมูลจากคลินิกจะมาช้าหรือไม่ครบถ้วนก็ตาม (Netherlands Study, South Korea Study) แน่นอนว่าเรื่องความเป็นส่วนตัว จริยธรรม และข้อจำกัดทางเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่ต้องวางแผนจัดการให้ดี โดยเฉพาะถ้าต้องตรวจหาเชื้อในกลุ่มเปราะบาง แต่ข้อดีคือมันช่วยเตือนภัยได้เร็ว ทำให้รับมือได้ทัน ลดความเสียหายจากการระบาดใหญ่ได้อย่างชัดเจน
แล้วไทยควรจะทำอย่างไรต่อไป?
ด้วยความเสี่ยงจากโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนและโรคระบาดใหม่ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทยจะพึ่งพาแค่วิธีเฝ้าระวังโรคแบบเดิมๆ ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ศาสตราจารย์ Charalambos Kaittalides จากสมาคมโรคติดเชื้อสากล ให้สัมภาษณ์กับ Public Radio East ว่า “การเฝ้าระวังเชิงสิ่งแวดล้อมผ่านน้ำทิ้ง มันเข้ามาพลิกโฉมการรับมือโรคระบาดเลยนะ เพราะมันเหมือนทำให้เราเห็นภูเขาน้ำแข็งส่วนที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำ ช่วยให้เราตรวจเจอการเคลื่อนไหวของไวรัสได้ก่อนที่จะมีคนป่วยไปโรงพยาบาลซะอีก” (Public Radio East) ถึงแม้ตอนนี้ไทยจะยังไม่มีการระบาดใหญ่ของ Mpox แต่การที่เราเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางการเดินทางขนส่งนี่แหละ คือความเสี่ยงที่อาจจะปะทุขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเจอมาแล้วกับไข้เลือดออกและโควิด-19
ในทางปฏิบัติแล้ว สิ่งที่ไทยควรทำคือ:
- เริ่มโครงการนำร่อง: สนับสนุนให้มีการศึกษาทดลองใช้ระบบตรวจเชื้อในน้ำเสีย (WBS) ในพื้นที่สำคัญๆ เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ หรือจังหวัดตามแนวชายแดน โดยอาจจะเลือกตรวจน้ำเสียจากโรงบำบัดน้ำเสียหลักๆ หรือในย่านที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นควบคู่ไปกับกลุ่มเสี่ยงสูง
- อบรมบุคลากร: พร้อมๆ กันก็ต้องอบรมทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ให้รู้จักและสังเกตอาการของ Mpox ได้อย่างแม่นยำ และให้รีบรายงานทันทีเมื่อเจอเคสที่น่าสงสัย เช่น มีไข้ มีผื่น ต่อมน้ำเหลืองโต เพราะอาการเหล่านี้มันคล้ายกับโรคติดเชื้ออื่นๆ ได้ง่าย
- สอบสวนโรคฉับไว: ถ้าเจอผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อน หรือเจอผู้ป่วยในพื้นที่ที่ผลตรวจน้ำเสียเป็นบวก ต้องรีบส่งทีมเข้าไปสอบสวนโรคทันที เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้เร็วที่สุด
- สื่อสารอย่างเข้าใจ: อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือต้องสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจข้อเท็จจริง ไม่สร้างตราบาปหรือตีตราผู้ป่วย โดยเฉพาะโรคที่ติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิด เพื่อให้คนที่มีอาการน่าสงสัยกล้าที่จะไปหาหมอและให้ข้อมูลตามตรง โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกสังคมมองไม่ดี
สำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งที่เน้นย้ำเสมอคือ การดูแลสุขอนามัยส่วนตัวให้ดี ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับคนที่มีผื่นตามตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือคนที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ และถ้าตัวเองมีอาการผิดปกติ ก็ควรรีบไปพบแพทย์ทันที การผสมผสานเครื่องมือเฝ้าระวังสมัยใหม่อย่างการตรวจเชื้อในน้ำเสีย เข้ากับมาตรการป้องกันโรคที่เราคุ้นเคย จะเป็นหัวใจสำคัญในการดูแล “บ้านเรา” ให้ปลอดภัยจากทั้งโรคเก่าและโรคใหม่ได้อย่างยั่งยืน
แหล่งข้อมูล: