วันอังคารที่ผ่านมา ฉันสอนชั้น ม. ๕/๑ ตามตารางเรียนปกติ วันนี้เป็นวันปฏิบัติการ นักเรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ของพืช เนื้อหาเน้นการศึกษารายละเอียดโครงสร้างของดอกไม้ชนิดต่าง ๆ ซึ่งได้มีการนัดหมายให้นักเรียนเตรียมดอกไม้มาแต่สัปดาห์ก่อน
ผลปรากฏว่านักเรียนแต่ละกลุ่มเตรียมดอกไม้กันมาดี บางคนหามาหลายชนิดจนได้ครบทุกประเภท จากการสอบถามกันในห้องเรียน ทุกคนดูเข้าใจดีว่าวันนี้ต้องทำอะไร ฉันสรุปแนวทางการศึกษาให้อีกครั้ง โดยอ้างอิงจากแนวหนังสือ สสวท. ให้ผ่าครึ่งดอกไม้ตามแนวยาว วาดภาพด้วยดินสอเหลาแหลม เพื่อบันทึกรายละเอียด ไม่ต้องเน้นความสวยงามแต่ให้พยายามเหมือนจริงมากที่สุด ห้ามแรเงา เพราะจะทำให้มองไม่เห็นส่วนประกอบที่สำคัญ เช่น กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู้ เกสรตัวเมีย รวมถึงการพิจารณาว่ารังไข่ของดอกนั้นอยู่เหนือหรือใต้ฐานรองดอก
กิจกรรมในห้องเรียนดำเนินไปอย่างราบรื่น นักเรียนตั้งใจทำงานกันเงียบเชียบ..หรืออาจเงียบเกินไปหน่อยด้วยซ้ำ (หัวเราะเบา ๆ) แต่ในความสงบนั้น มีบางอย่างที่ยังค้างคาใจฉันอยู่ เป็นเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนชั่วโมงเรียนจะเริ่มต้น

เช้านั้น ฉันมาถึงหน้าห้องสายเล็กน้อย ในมือหิ้วกระเป๋าหนังสือ สะพายกล้อง หนีบแฟ้มเอกสารเต็มมือ ทั้งยังต้องไขกุญแจเปิดห้อง นักเรียนมายืนรอกันอยู่หน้าห้องเต็มระเบียง บางคนคุยกันเสียงเจื้อยแจ้ว บางคนนั่งขวางทางเข้าพอดิบพอดี ฉันง่วนอยู่กับพวงกุญแจที่มีแค่ ๔-๕ ดอก ไขสลับไปมา แต่ก็ยังไม่ใช่ ไม่มีใครสักคนคิดจะขยับมาช่วยหรือถามไถ่แม้แต่น้อย บางคนที่อยู่ใกล้ที่สุดก็นั่งมองเฉย ๆ หรือทำหน้างง ๆ ราวกับไม่เข้าใจว่ามีอะไรเกิดขึ้น
จนอดไม่ได้..ฉันหันไปพูดว่า
"ไม่มีใครเลยเหรอ ที่คิดจะช่วยครูสักคน?"
ย้ำคำนี้ ๒-๓ รอบ แต่ก็ไม่มีการตอบรับจากใครสักคน นอกจากสายตาที่มองมาแบบว่างเปล่า ฉันพยายามเก็บอารมณ์ไว้ภายนอกให้เรียบร้อย แต่ในใจ..เดือดปุด ๆ
เมื่อไขประตูสำเร็จ ฉันก็ทำตามหน้าที่ต่อ เสียบปลั๊ก เตรียมเครื่องเสียงและโปรเจกเตอร์ แต่วันนี้ ฉันไม่พูดอะไรเลย ไม่ทัก ไม่เปิดบทเรียน ยืนถือไมโครโฟนอยู่เฉย ๆ แล้วมองดูนักเรียน
ฉันอยากดูว่า..โดยที่ไม่มีใครบอก จะมีใครบ้างที่ขยับตัวไปเปิดหน้าต่าง ยกเก้าอี้ลงจากโต๊ะ หรือเปิดประตูอีกด้านบ้างไหม?
ผลคือ บางคนช่วยยกเก้าอี้ บางคนเดินไปเปิดประตู แต่หน้าต่างหลังห้องยังคงปิดสนิทอยู่ ๖-๗ บาน
เมื่อทุกคนเข้าที่เรียบร้อย ฉันจึงพูดขึ้นทันที ไม่มีบทนำเข้าสู่บทเรียน ไม่มีการเกริ่นอารมณ์ใด ๆ
ฉันพูดด้วยน้ำเสียงตรงไปตรงมา ราวกับจะระบายสิ่งที่อัดอั้นในใจออกมาเสียให้หมด..
"ครูเกลียดคนสอพลอ แต่ครูก็เกลียดคนที่ไม่มีน้ำใจ"
นักเรียนทั้งห้องนิ่งเงียบ มีคู่หนึ่งยังคุยกันเบา ๆ
"คุยอะไรกัน เธอจะเอายังไง?"
จากนั้น ห้องเรียนทั้งห้องก็เงียบสนิท..เงียบแบบอยู่ในความควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ
"ปกติเธอคงสังเกตเห็นว่า ครูไม่ชอบให้ใครมาช่วยทำอะไรให้หรอก อะไรที่ทำได้ ครูก็ทำเองได้ ไม่เป็นไร ไม่ต้องช่วย ครูทำไหว แต่วันนี้มันเกินไปจริง ๆ ของเต็มมือ ครูไขกุญแจอยู่ นักเรียนก็นั่งมองเฉย คุยกันไม่หยุด ไม่มีใครคิดลุกมาช่วยแม้แต่คนเดียว บางคนนั่งขวางด้วยซ้ำ"
"สอพลอ" ทำเพื่อหวังผล หวังได้อะไรบางอย่างตอบแทนในอนาคต
"น้ำใจ" คือการทำโดยไม่หวังอะไรเลย ทำเพราะรู้สึกว่าควรช่วย แม้ไม่ใช่หน้าที่ ก็เลือกจะทำ
"สิ่งที่ควรจำไว้คือ ความช่วยเหลือที่แท้จริง มาจากใจ ไม่ต้องมีใครร้องขอ และไม่จำกัดว่าเป็นใคร ครู เพื่อน พ่อแม่ หรือใครก็ตาม ถ้าเห็นว่าช่วยได้..ก็ช่วยเถอะ"
"เพราะการให้มีความสุขในตัวมันเอง เชื่อครู!"
"และสิ่งนี้แหละ คือ ‘เอกลักษณ์ของความเป็นไทย’ ที่เราควรภาคภูมิใจ
ถ้าจะพูดถึงความตรงต่อเวลา ความมีระเบียบวินัย อาจต้องชมฝรั่ง
ถ้าจะพูดถึงความขยัน ความอดทน ก็ต้องนึกถึงคนจีน
แต่ถ้าใครพูดถึง ‘น้ำใจ’ ต้องนึกถึงคนไทย"
แต่สิ่งที่เห็นเมื่อสักครู่นั้น..ไม่แน่ใจว่า ยังใช่อยู่หรือเปล่า?
"ครูพูดทั้งหมดนี้ เพราะยัง ‘หวัง’ กับพวกเธออยู่ หวังว่าจะเข้าใจ หวังว่าจะเปลี่ยนแปลง หวังว่าจะดีขึ้น
ถ้าไม่หวัง ครูก็คงไม่พูดให้เสียเวลา..
เมื่อเช้าเจออาจารย์หมอ เล่าใหฟังว่า เด็กสมัยนี้ไม่แคร์เรื่องใดๆ ผมเดิน round กับ นสพ บอกให้รวบผมให้เรียบร้อยก่อนไปที่เตียงคนไข้ ถ้าไม่พร้อมให้เดินออกไปเลย ปรากฏว่า นสพ คนนั้นเดินออกไปจริงๆ
เท่าที่เห็นทำให้ชื่อคล้าย ๆ นี้ครับ เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ พฤติกรรม จริยธรรม สำนึก มรรยาท สู้งาน ฯลฯ ต่างไปจากรุ่นเก่า ๆ อย่างเราค่อนข้างจะชัดเจนแล้วครับ