งานวิจัยใหม่แกะกล่องชี้ว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยที่นิยมใช้แอปหาคู่ มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสูงกว่าเพื่อนๆ ที่ไม่ได้ใช้แอปฯ เรื่องนี้กำลังสร้างความกังวลใจให้กับอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ว่าอาจมีภัยเงียบซ่อนอยู่ในยุคที่ความรักเกิดขึ้นได้แค่ปลายนิ้วคลิก งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งเผยแพร่โดย Frontiers เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 ตอกย้ำว่าประเทศไทยต้องเร่งยกระดับความรู้เรื่องเพศศึกษาและการใช้สื่อดิจิทัลอย่างปลอดภัยในกลุ่มคนหนุ่มสาวอย่างจริงจัง Frontiers in Public Health

เดี๋ยวนี้แอปหาคู่แทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของนักศึกษาไปแล้ว โดยเฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัย ทั้งในไทยและต่างประเทศ คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะชาว Gen Z ที่ชีวิตผูกติดกับโลกออนไลน์ ใช้สมาร์ทโฟนและแอปพลิเคชันต่างๆ มากกว่าคนรุ่นไหนๆ แต่ความสะดวกสบายในการเข้าถึงแอปเหล่านี้ ก็ดันมาพร้อมกับความเสี่ยงด้านสุขภาพที่มองข้ามไม่ได้ เช่น การมีเซ็กส์แบบไม่ป้องกัน การมีคู่นอนหลายคนในเวลาไล่เลี่ยกัน และความเสี่ยงที่จะติดโรคทางเพศสัมพันธ์ ผลการศึกษาล่าสุดก็ยืนยันว่า นักศึกษาที่เล่นแอปหาคู่ มีความเสี่ยงเหล่านี้สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้แอปฯ จริงๆ

อะไรอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้? มันเกิดจากปัจจัยซับซ้อนหลายอย่าง ทั้งเรื่องสังคม จิตวิทยา และเทคโนโลยี การหาคนคุยผ่านแอปที่ง่ายแสนง่าย อาจทำให้นักศึกษาตัดสินใจแบบหุนหันพลันแล่น และนัดเจอใครต่อใครโดยไม่ทันระวังตัว ดร.ชาตรี สิงห์สุวรรณ อาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า “แอปพวกนี้มันลดความลังเล ทำให้เด็กๆ กล้าเสี่ยงมากขึ้น หลายคนอาจจะประเมินความเสี่ยงต่ำไป หรือคิดไปเองว่ามันปลอดภัย โดยไม่ได้คิดให้รอบคอบ” ซึ่งแนวคิดนี้ก็ไม่ได้เกิดแค่ในไทย ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกก็มองคล้ายกันว่า เดี๋ยวนี้การปัดขวาปัดซ้ายมันอาจจะเร็วกว่าการคิดไตร่ตรองถึงผลที่จะตามมาด้วยซ้ำ

รายงานจาก Frontiers อ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจนักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นวัยที่ทั้งอยากรู้อยากลองและมีความเปราะบางสูง ผลที่ออกมาคือ กลุ่มที่ใช้แอปหาคู่ มีสัดส่วนคนที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัยเป็นประจำสูงกว่า มีคู่นอนหลายคนในช่วงเวลาสั้นๆ และหลายคนยอมรับว่ารู้สึกเสียใจหรือผิดหวังกับความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากโลกออนไลน์ โดยเกือบ 40% ของคนที่ใช้แอปฯ ยอมรับว่าไม่เคยคุยเรื่องประวัติสุขภาพทางเพศกับคู่เดตคนใหม่เลย เทียบกับกลุ่มที่ไม่ใช้แอปฯ ซึ่งมีเพียง 22% เท่านั้น นอกจากนี้ ยังพบว่านักศึกษาที่ใช้แอปฯ มีแนวโน้มดื่มแอลกอฮอล์ก่อนมีเพศสัมพันธ์บ่อยกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งเป็นอีกพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องความปลอดภัยทางเพศ ข้อมูลนี้สอดคล้องกับงานวิจัยอื่นๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ CDC

งานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนภาพที่น่ากังวลในบริบทของประเทศไทยอย่างยิ่ง เพราะสถิติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (กรมควบคุมโรค) ในกลุ่มเยาวชนยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมควบคุมโรคเปิดเผยข้อมูลน่าตกใจว่า โรคซิฟิลิสและหนองในในกลุ่มนักศึกษาไทยเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สูงกว่าคนรุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขชี้ว่าสาเหตุหลักๆ มาจากทัศนคติทางสังคมที่เปลี่ยนไป การเข้าถึงสมาร์ทโฟนที่ง่ายขึ้น และช่องว่างของระบบเพศศึกษาที่ยังตามไม่ทันโลก ดร.ศิริพร ธนาธร ผู้อำนวยการโครงการสุขภาพเพศวัยรุ่น กระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นว่า “เราจะมองข้ามความเสี่ยงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีไม่ได้เลย เด็กนักศึกษาสมัยนี้ต้องเจอกับความท้าทายที่เราเองก็นึกไม่ถึงเมื่อยี่สิบปีก่อน การดูแลสุขภาพทางเพศยุคใหม่จึงต้องครอบคลุมทั้งเนื้อหาความรู้และทักษะดิจิทัลด้วย”

สำหรับนักศึกษาไทยหลายคน การเล่นแอปหาคู่ก็เหมือนเป็นการเปิดโลก ได้เจอคนใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งใช้เป็นพื้นที่ค้นหาตัวเอง ในสังคมไทยที่เรื่องความรักความสัมพันธ์มักถูกมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว หรือบางครั้งก็ถูกจำกัดด้วยกรอบวัฒนธรรม แอปหาคู่จึงกลายเป็นทั้งพื้นที่อิสระและพื้นที่เสี่ยงไปพร้อมๆ กัน ความเป็นนิรนามและการพูดคุยที่รวดเร็วทันใจ ทำให้หลายคนกล้าที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดหรือข้อห้ามทางสังคมได้ง่ายขึ้น นักวิชาการอย่าง ศาสตราจารย์พาวินี ตันสกุล จากมหาวิทยาลัยมหิดล เสนอว่า หลักสูตรเพศศึกษาจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับศตวรรษที่ 21 “ครูและผู้ปกครองต้องยอมรับความจริงว่าสังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว การปัดแอปฯ มันนำไปสู่ผลลัพธ์ในชีวิตจริงได้ เราควรเน้นสอนทักษะที่เอาไปใช้ได้จริง มากกว่าจะแค่เทศนาเรื่องศีลธรรม”

เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย งานวิจัยในยุโรปและอเมริกาก็พบผลลัพธ์คล้ายๆ กันว่า คนที่ใช้แอปหาคู่ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษา มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสูงกว่าคนที่พบเจอคู่นอนผ่านช่องทางดั้งเดิม JAMA Network อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่า ตัวแอปฯ เองไม่ใช่ผู้ร้ายโดยตรง แต่ปัญหาเกิดจากวิธีที่ผู้ใช้เลือกจะโต้ตอบกับเทคโนโลยี และช่องว่างด้านความรู้ความเข้าใจ หรือการสื่อสารเรื่องเพศที่ยังไม่ดีพอ

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังทบทวนนโยบายเพื่อส่งเสริมสุขภาพวัยรุ่น ก็เริ่มมีเสียงถกเถียงในหลายแง่มุม บางฝ่ายกังวลว่าการพยายามควบคุมแอปฯ อาจไปกระทบกับเสรีภาพในโลกดิจิทัล แต่บางฝ่ายก็มองว่า บริษัทเทคโนโลยีเองก็ควรมีส่วนรับผิดชอบในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ใช้งานด้วย ซึ่งปัจจุบัน บางแอปฯ ก็เริ่มมีฟีเจอร์ให้ความรู้เรื่องสุขภาพทางเพศ หรือแจ้งเตือนให้ไปตรวจโรคแล้ว แต่ก็ยังไม่แพร่หลายนัก จากผลสำรวจของกระทรวงศึกษาธิการ พบว่านักศึกษามหาวิทยาลัยไทยกว่า 60% ไม่เคยได้รับการสอนเกี่ยวกับความปลอดภัยในโลกดิจิทัลที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัวเลย UNICEF Thailand

ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ก็แตกต่างกันไป ฝ่ายอนุรักษนิยมอาจจะกังวลว่าค่านิยมไทยกำลังเปลี่ยนไป ในขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่อยากให้มีการพูดคุยเรื่องเพศกันอย่างเปิดอกและตรงไปตรงมามากขึ้น “อย่ามัวแต่โทษเด็ก แต่ต้องช่วยให้พวกเขามีความรู้และเครื่องมือในการตัดสินใจที่ดี” ดร.เบญจมาศ จิตวรรณกุล นักวิจัยด้านเพศศึกษากล่าว “จำไว้นะลูก” เธอเสริมเหมือนฝากถึงเด็กๆ “ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ ไม่ว่าจะในโลกจริงหรือโลกออนไลน์”

มองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำว่า เราควรหันมาเน้นการสร้างทักษะดิจิทัล การสื่อสารเรื่องความยินยอม (consent) ให้ชัดเจน และทำให้การเข้าถึงบริการตรวจโรคเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบาย การป้องกันง่ายๆ อย่างการพกถุงยางอนามัยติดตัว การเตรียมบทสนทนาเรื่องสุขภาพทางเพศกับคู่นอน หรือแม้กระทั่งการใช้ฟีเจอร์แจ้งเตือนในแอปฯ ให้นัดตรวจสุขภาพ ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงลงได้มาก ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยบางแห่งเริ่มจัดเวิร์กช็อปที่บูรณาการเรื่องเพศศึกษากับทักษะดิจิทัลเข้าด้วยกันแล้ว แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และบางครั้งก็ยังต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มที่ยึดแนวคิดแบบเดิมๆ

เมื่อสังคมเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้มากขึ้น ทั้งครอบครัว สถาบันการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายในไทย ควรเปิดใจพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศให้เป็นเรื่องปกติมากขึ้น สร้างทัศนคติที่เปิดกว้าง ไม่ตีตรา นักศึกษาควรได้รับการสนับสนุนให้ใช้ชีวิตอย่างมีอิสระควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ และรู้จักดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะผ่านการปรับปรุงหลักสูตร การให้ข้อมูลผ่านแอปฯ หรือการสร้างเครือข่ายเพื่อนช่วยเพื่อน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสุขภาวะที่ดีของเยาวชนไทยในยุคดิจิทัล

ข้อแนะนำสำหรับนักศึกษาและผู้ปกครองชาวไทย คือ ควรตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ เปิดอกคุยกับคู่นอนอย่างซื่อสัตย์ ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และหากมีข้อสงสัยหรือไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทันที สำหรับผู้ปกครอง ควรกล้าที่จะพูดคุยเรื่องความสัมพันธ์และเรื่องเพศกับลูกหลานอย่างเปิดอก สุภาพ และอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน ภาครัฐและเอกชนก็ควรจับมือกันรณรงค์ให้ความรู้เรื่องการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพทางเพศ เพื่อให้เยาวชนไทยเติบโตอย่างรู้เท่าทันและปลอดภัยในยุคที่แอปหาคู่เฟื่องฟู

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอคำปรึกษา สามารถติดต่อสายด่วนของกระทรวงสาธารณสุข หรือคลินิกที่เป็นมิตรกับวัยรุ่น เช่น Love Care Station ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำแนะนำที่เป็นส่วนตัว ในยุคที่โลกหมุนเร็วขนาดนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือเยาวชนไทยต้องมีความรู้เท่าทัน และกล้าตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ทั้งในโลกออนไลน์และในชีวิตจริง

แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง: