ช่วงนี้ประเด็นเรื่อง “โฮมสคูล” หรือการจัดการศึกษาโดยครอบครัว กลับมาเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในสหรัฐอเมริกา หลังจากมีข้อเสนอกฎหมายใหม่ที่มุ่งเพิ่มการกำกับดูแลและติดตามการเรียนการสอนที่บ้าน พ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมาก รวมถึงคุณแม่ท่านหนึ่งจากเมืองลอมบาร์ด รัฐอิลลินอยส์ ต่างออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านอย่างแข็งขัน โดยเฉพาะกับแนวคิดที่รัฐจะเข้ามามีบทบาทตรวจสอบการศึกษาของลูกๆ อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น แม้ว่ากฎหมายดังกล่าวในสหรัฐฯ จะไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อประเทศไทย แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็นับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ชวนให้คนไทยได้หันมามองและทบทวนถึงจุดสมดุลที่เหมาะสมระหว่างเสรีภาพในการจัดการศึกษากับบทบาทของรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจในสังคมไทย ท่ามกลางกระแสการศึกษาทางเลือกที่กำลังมาแรงในบ้านเรา

ชนวนเหตุของข้อถกเถียงในสหรัฐฯ คือร่างกฎหมายที่เสนอให้ผู้ปกครองที่เลือกทำโฮมสคูลต้องลงทะเบียนกับหน่วยงานของรัฐ ยื่นแผนการจัดการเรียนการสอนให้เจ้าหน้าที่พิจารณา และอาจต้องผ่านการประเมินผลเป็นระยะเพื่อติดตามความก้าวหน้าของเด็ก แต่เดิมนั้น รัฐอิลลินอยส์แทบจะไม่มีกฎระเบียบข้อบังคับในเรื่องนี้เลย กลุ่มผู้ปกครองที่คัดค้านจึงกังวลว่านี่เป็นการก้าวล่วงและแทรกแซงสิทธิของครอบครัวในการดูแลบุตรหลานมากเกินไป พวกเขาจึงเคลื่อนไหวคัดค้านกันอย่างคึกคัก ทั้งล่ารายชื่อและรณรงค์ผ่านช่องทางต่างๆ “เราก็แค่อยากให้ลูกเราได้รับสิ่งที่ดีที่สุด และไม่มีใครรู้จักลูกได้ดีเท่าพ่อแม่และครอบครัวของเขาเองหรอกค่ะ” คุณแม่จากลอมบาร์ดท่านหนึ่งกล่าว ซึ่งสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของผู้ปกครองอีกนับพันทั่วทั้งรัฐ ที่มา: Daily Herald

แล้วเรื่องนี้มาเกี่ยวอะไรกับบ้านเรา? ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ การเรียนแบบโฮมสคูลและการศึกษาทางเลือกรูปแบบต่างๆ ในประเทศไทยได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้โรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอน ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยเริ่มมองหาทางเลือกทางการศึกษาที่สอดคล้องกับคุณค่าของครอบครัวและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวของลูกๆ มากขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจุบันประเทศไทยยังมีกฎเกณฑ์กำกับดูแลเรื่องนี้น้อยกว่าในหลายประเทศ ตามกฎหมายไทย โฮมสคูลจัดเป็น “การศึกษานอกระบบ” รูปแบบหนึ่ง โดยครอบครัวที่เลือกแนวทางนี้จะต้องยื่นขออนุญาตต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และต้องจัดส่งรายงานความก้าวหน้าของบุตรหลานเป็นประจำทุกปี ที่มา: UNESCO Bangkok ที่มา: กระทรวงศึกษาธิการ แต่ในทางปฏิบัติ การติดตามตรวจสอบอาจจะยังไม่เข้มข้นนัก ทำให้เกิดคำถามและข้อถกเถียงเกี่ยวกับระดับการกำกับดูแลที่เหมาะสมตามมา

ผลการศึกษาวิจัยใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในต่างประเทศ ต่างชี้ให้เห็นทั้งข้อดีและข้อที่น่ากังวลของการทำโฮมสคูล งานวิเคราะห์ชิ้นหนึ่งในวารสาร “Education Policy Analysis Archives” พบว่า โดยทั่วไปแล้วเด็กที่เรียนโฮมสคูลมักทำคะแนนสอบมาตรฐานได้ดีกว่าเด็กที่เรียนในระบบโรงเรียน โดยเฉพาะในกรณีที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีความพร้อมด้านความรู้และสามารถทุ่มเทเวลาให้กับการสอนได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญก็ออกมาเตือนว่า หากขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสม อาจทำให้เด็กบางกลุ่มไม่ได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็น หรือมีความเสี่ยงที่จะถูกละเลย ไม่ได้รับการดูแล หรือถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานได้ ที่มา: PubMed

ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ดร.ร็อบ ไรช์ จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ย้ำว่า “รัฐมีหน้าที่สำคัญในการคุ้มครองเด็กทุกคนให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และต้องดูแลให้เด็กปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ การกำกับดูแลไม่จำเป็นต้องเข้มงวดควบคุมทุกรายละเอียดจนเกินไป แต่ก็ต้องมีกลไกการดูแลที่เหมาะสม” ในขณะเดียวกัน กลุ่มตัวแทนผู้ปกครองโฮมสคูลในสหรัฐฯ ก็แย้งว่ากฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกินไปอาจบั่นทอนความคิดสร้างสรรค์และความยืดหยุ่นในการเรียนรู้ และอาจกระทบต่อเสรีภาพในการดำเนินชีวิตตามความเชื่อของครอบครัว โดยเฉพาะในกลุ่มชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มศาสนาต่างๆ

ในบริบทสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับทั้ง “ความสามัคคีในสังคม” และ “สิทธิของครอบครัว” ประเด็นร้อนในรัฐอิลลินอยส์จึงเป็นเรื่องที่น่าหยิบมาขบคิด ในขณะที่ครอบครัวชาวไทยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มหันมาให้ความสนใจกับแนวทางการศึกษาแบบโฮมสคูล คำถามสำคัญคือ เราจะสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิเด็กในการได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ กับการเคารพในปรัชญาการจัดการศึกษาและวิถีปฏิบัติที่หลากหลายของแต่ละครอบครัวได้อย่างไร

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา การปฏิรูปการศึกษาในประเทศไทยได้พยายามเน้นย้ำเรื่องความยืดหยุ่นและเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากโครงการ “โรงเรียนทางเลือก” และ “การจัดการศึกษาโดยครอบครัว (โฮมสคูล)” ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวคนเมืองและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม รายงานจากกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า มีเด็กที่ลงทะเบียนเรียนในระบบโฮมสคูลอย่างเป็นทางการเพียงไม่กี่พันคน แต่คาดว่าตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านั้น เพราะยังมีอีกหลายครอบครัวที่จัดการเรียนการสอนเองแบบไม่เป็นทางการ

หากย้อนไปในอดีต สังคมไทยส่วนใหญ่วางใจให้ครูและโรงเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน แต่ในปัจจุบัน ความเบื่อหน่ายระบบการศึกษาที่เน้นท่องจำ การวัดผลด้วยข้อสอบมาตรฐานเพียงอย่างเดียว รวมถึงปัญหาการบูลลี่ในโรงเรียน ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนหนึ่งหันมาแสวงหาเส้นทางการเรียนรู้ที่เชื่อว่าเหมาะสมกับลูกหลานของตนเองมากกว่า สถานการณ์โควิด-19 ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดชุมชนโฮมสคูลออนไลน์มากมาย ที่ใช้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ LINE เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูล แหล่งเรียนรู้ และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน

เมื่อหันไปมองภาพรวมทั่วโลก จะพบว่าแต่ละประเทศมีแนวทางการกำกับดูแลโฮมสคูลที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น ฟินแลนด์กำหนดให้มีการประเมินผลเด็กเป็นประจำทุกปี เยอรมนีมีกฎหมายห้ามการทำโฮมสคูลโดยเด็ดขาด โดยให้เหตุผลเรื่องการส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้การเข้าสังคม ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา แต่ละรัฐก็มีกฎหมายและระดับการกำกับดูแลที่แตกต่างกันไป รัฐอิลลินอยส์ซึ่งเดิมมีข้อกำหนดค่อนข้างน้อย กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญหากร่างกฎหมายใหม่นี้มีผลบังคับใช้

มองไปในอนาคต สิ่งที่กำลังถกเถียงกันในอิลลินอยส์อาจเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าสำหรับหลายๆ ประเทศ เมื่อแนวโน้มการทำโฮมสคูลเพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลในแต่ละประเทศก็จำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่างการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กกับความยืดหยุ่นทางการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนคาดการณ์ว่า ข้อถกเถียงนี้อาจส่งแรงกระเพื่อมมาถึงการปรับปรุงกฎหมายการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงบ้านเราด้วย งานวิจัยในวารสาร “Comparative Education Review” ชี้ว่า เมื่อประเทศต่างๆ เริ่มวางกรอบกติกาสำหรับโฮมสคูลที่เข้มงวดขึ้น ก็มักจะเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในการติดตามและประเมินผลตามมา เช่น การใช้แฟ้มสะสมผลงานออนไลน์ การเชื่อมโยงกับกลุ่มเครือข่ายในชุมชน หรือรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Hybrid)

ข้อคิดสำหรับพ่อแม่ชาวไทยที่สนใจโฮมสคูล: สิ่งสำคัญคือ “ข้อมูลต้องพร้อม เอกสารต้องครบ และหาเครือข่ายไว้แบ่งปัน” ผู้ปกครองควรศึกษาทำความเข้าใจกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในเขตพื้นที่ของตนเองอย่างละเอียด หาเครือข่ายผู้ปกครองที่มีแนวคิดเดียวกันเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสื่อสารอย่างเปิดเผย โปร่งใสกับหน่วยงานด้านการศึกษา ส่วนผู้กำหนดนโยบายก็อาจพิจารณาทดลองแนวทางใหม่ๆ ที่มุ่งเน้นการปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก ควบคู่ไปกับการเคารพในเสรีภาพและทางเลือกของครอบครัว

เรื่องร้อนๆ ของโฮมสคูลในอิลลินอยส์จึงเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า “สูตรสำเร็จหนึ่งเดียวสำหรับการเรียนรู้ไม่มีจริง” ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ชานเมืองชิคาโก หรือในตรอกซอกซอยของกรุงเทพฯ ก็ตาม คำถามที่ว่าเราจะสอนลูกหลานของเราอย่างไร และรัฐควรเข้ามามีบทบาทมากน้อยแค่ไหน ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่พ่อแม่ผู้ปกครองทั่วโลกต้องขบคิดอยู่เสมอ

ผู้ที่สนใจข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษานอกระบบและการจัดการศึกษาโดยครอบครัว (โฮมสคูล) ในประเทศไทย สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ กระทรวงศึกษาธิการ หรือดูข้อมูลจากแหล่งรวมเครือข่าย เช่น Homeschool Thailand Network นอกจากนี้ ยังสามารถอ่านงานวิจัยเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ของการทำโฮมสคูลได้ ที่นี่ และติดตามข้อมูลแนวโน้มล่าสุดด้านนโยบายการศึกษาจากยูเนสโกได้ที่ UNESCO Bangkok