เมื่อเร็วๆ นี้ บทความใน The Telegraph ที่ชื่อว่า “ฉันเติบโตมากับแม่ที่ชอบใช้ความรุนแรง นี่คือสิ่งที่ฉันอยากให้ทุกคนเข้าใจ” ได้จุดประเด็นที่สำคัญแต่ถูกมองข้าม นั่นคือปัญหาแม่ทำร้ายลูก ทั้งทางร่างกายและจิตใจ แม้ในสังคมไทยหรือต่างประเทศ เวลาพูดถึงความรุนแรงในครอบครัว คนมักนึกถึงพ่อ แต่เรื่องจริงและงานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า “แม่ก็ทำร้ายลูกได้เหมือนกัน” ซึ่งสวนทางกับภาพจำและความเชื่อเดิมๆ ในสังคมที่ผู้ชายมักถูกมองว่าเป็นใหญ่ ประเด็นนี้เริ่มเป็นที่พูดถึงในสื่อตะวันตกมากขึ้น ทำให้หลายคนตื่นตัวถึงผลกระทบที่กว้างขวาง รวมถึงในบ้านเราที่ให้ความสำคัญกับความกตัญญูและหน้าตาของครอบครัวอย่างมาก

บทความต้นทางเล่าประสบการณ์ตรงของผู้รอดชีวิตที่โตมาในบ้านที่แม่ทั้งควบคุม บงการ และทำร้ายจิตใจ รวมถึงร่างกาย เรื่องราวเหล่านี้ไม่เพียงสะเทือนใจ แต่ยังชวนให้สังคมหันมาคุยกันถึงเรื่อง “แม่ใจร้าย” ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามในหลายวงสนทนา สำหรับผู้อ่านหลายคน โดยเฉพาะคนที่เคยเจอเรื่องคล้ายๆ กัน อาจรู้สึกเหมือนได้ทบทวนชีวิตตัวเอง หรือรู้สึกว่ามีคนเข้าใจเสียที หลายคนเลือกเก็บความเจ็บปวดไว้เงียบๆ เพราะกลัวถูกตีตราจากสังคมที่มองว่า “แม่คือผู้ให้และเสียสละเสมอ” ทำให้วงจรความรุนแรงในครอบครัวยังคงดำเนินต่อไป ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ไม่ว่าครอบครัวจะดูดีแค่ไหน หรือมีรูปแบบใด ผู้ใหญ่ก็สามารถสร้างบาดแผลให้เด็กได้ทั้งนั้น

งานวิจัยด้านจิตวิทยาเด็กช่วงหลังๆ พบว่า การถูกพ่อแม่ทำร้าย ไม่ว่าจะเป็นการดุด่า ตบตี หรือการทำร้ายแบบเงียบๆ เช่น ทอดทิ้ง ไม่ใส่ใจ บงการทางอารมณ์ หรือไม่แสดงความรัก ล้วนส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็กไปตลอดชีวิต จากบทความปี 2021 ในวารสาร “Child Abuse & Neglect” พบว่า เด็กที่โตมากับแม่ที่ใช้ความรุนแรง มีแนวโน้มสูงที่จะเจอปัญหาด้านสุขภาพจิต เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า PTSD หรือมีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นเมื่อโตขึ้น [ที่มา: https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/33831745/] ดร.ณัฐพงศ์ ทองไทย จิตแพทย์เด็กจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า “ผลกระทบจากการถูกแม่ทำร้ายมันทิ้งรอยแผลในใจ เช่น ทำให้เด็กไม่มั่นใจในตัวเอง ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่เป็น หรือไม่ไว้ใจใครเลย หลายคนโทษตัวเองว่าเป็นเด็กไม่ดี จนอาจนำไปสู่พฤติกรรมทำร้ายตัวเอง หรือพยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบเพื่อเรียกร้องความรัก” ประสบการณ์เหล่านี้สะท้อนอยู่ในบทความของ The Telegraph และพบเห็นได้ในทุกวัฒนธรรม

ในสังคมไทยที่เรื่องความนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ (การกราบไหว้ผู้ใหญ่) ฝังรากลึก เด็กหลายคนยิ่งไม่กล้าพูด ถ้าคนที่ทำร้ายคือแม่ จากผลสำรวจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ปี 2562 พบว่า เด็กไทย 1 ใน 4 เคยเผชิญความรุนแรงในครอบครัว แต่เคสที่แม่เป็นคนทำร้ายมักถูกรายงานน้อยกว่าพ่อหรือพ่อเลี้ยงอย่างเห็นได้ชัด [ที่มา: https://www.bangkokpost.com/thailand/general/1700440/domestic-violence-children-persistent-problem] คุณณิชา ศรีทรงกลด นักสังคมสงเคราะห์ด้านสิทธิเด็ก ชี้ว่า “เรื่องหน้าตาและชื่อเสียงของครอบครัวเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทย เด็กและผู้ใหญ่หลายคนไม่กล้าบอกใครว่าแม่ทำร้าย เพราะกลัวอับอาย กลัวโดนญาติพี่น้องตำหนิ” ทำให้บางคนเลือกที่จะเก็บความเจ็บปวดไว้ ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ

ภาพลักษณ์ “แม่ผู้เสียสละ” ไม่เพียงทำให้เหยื่อเงียบ แต่ยังเป็นอุปสรรคในการวางนโยบายที่ครอบคลุม งานวิจัยนานาชาติ รวมถึงงานศึกษาของ The Lancet Child & Adolescent Health ปี 2022 ชี้ว่า แม่มีส่วนในการทำร้ายเด็กรุนแรงถึง 40% หรืออาจมากกว่านั้น เพราะหลายกรณีถูกปกปิด [ที่มา: https://www.thelancet.com/journals/lanchi/article/PIIS2352-4642(22)00273-4/fulltext] วิธีการทำร้ายมีหลากหลาย ตั้งแต่ทำร้ายร่างกายไปจนถึงทำร้ายจิตใจ เช่น พูดจาบั่นทอน กดดัน เปรียบเทียบลูกกับคนอื่นอย่างรุนแรง หรือเมินเฉยต่อความรู้สึกของลูก “แผลใจที่แม่สร้าง แม้มองไม่เห็น แต่ฝังลึก เด็กที่เจอเรื่องแบบนี้มักมีปัญหาซ้ำๆ ในชีวิตตอนโต หรือไม่กล้าไว้ใจใครอีกเลย” ศ.หลุยส์ ดูบัวส์ หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัย กล่าว

สำหรับบริบทไทย หลักธรรมเรื่องความกตัญญูรู้คุณแม่ (บุญคุณของแม่) ถือเป็นรากฐานสำคัญ เห็นได้ชัดจากกิจกรรมวันแม่ ที่โรงเรียนมักจัดให้เด็กๆ นำพวงมาลัยไปกราบแม่อย่างนอบน้อม แต่การยกย่องเชิดชูภาพลักษณ์แม่ในอุดมคติเกินไป กลับกลบเสียงของเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ “ความเคารพแม่เป็นสิ่งที่ดีงาม แต่มันไม่ควรกลายเป็นกำแพงขวางกั้นความช่วยเหลือสำหรับเด็กที่กำลังเดือดร้อน” ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวเสริม

แม้จะมีอุปสรรค ประเทศไทยเองก็มีความก้าวหน้าในเรื่องนี้อยู่บ้าง พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 เปิดโอกาสให้เด็กและครอบครัวร้องเรียนและเข้าถึงกระบวนการช่วยเหลือฟื้นฟูได้มากขึ้น ถึงจะยังมีปัญหาเรื่องความไม่กล้าแจ้งความ โดยเฉพาะกรณีถูกแม่ทำร้ายทางจิตใจ องค์กรเอกชนอย่าง “มูลนิธิเพื่อนหญิง” ก็มีสายด่วนและบริการให้คำปรึกษา แม้ว่าทรัพยากรและการเข้าถึงอาจจะยังจำกัด

ทางออกที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ คือ การสร้างความรู้ความเข้าใจทั้งในสังคมและโรงเรียน เพิ่มเนื้อหาด้านสุขภาพจิต และอบรมครูให้รู้วิธีสังเกตสัญญาณเตือนในตัวเด็กตั้งแต่เนิ่นๆ ดร.ณัฐพงศ์เน้นว่า “เราต้องเปลี่ยนความคิดที่ว่ามีแต่พ่อเท่านั้นที่ทำร้ายลูกได้ ผู้ใหญ่ทุกคนมีบทบาทสำคัญในการดูแลใจเด็ก ขั้นแรกสุดคือ ‘รับฟัง’ โดยไม่ตัดสิน” ในต่างประเทศ แพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นพื้นที่ให้ผู้รอดชีวิตได้แบ่งปันเรื่องราว เชื่อมต่อถึงกัน และลดทอนความรู้สึกโดดเดี่ยว อย่างเช่นแฮชแท็ก #ToxicMoms และ #MotherWound บนโซเชียลมีเดียที่กลายเป็นกระแสไปทั่วโลก

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สงสัยว่าเด็กใกล้ตัวอาจกำลังเผชิญกับการถูกทำร้าย ควรสังเกตสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เช่น อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เก็บตัว หรือผลการเรียนแย่ลง ลองพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับสิทธิของตัวเอง และพยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เขากล้าเปิดใจ ผู้ใหญ่เองก็ต้องตระหนักว่า การเคารพผู้ใหญ่ไม่ได้หมายความว่าต้องยอมทนกับการถูกทำร้าย เพราะการปกป้องเด็กคือหน้าที่ร่วมกันของทุกคนในสังคมไทย (ความรับผิดชอบร่วมกันของสังคมไทย) หากต้องการคำแนะนำหรือแจ้งเหตุ สามารถติดต่อสายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 หรือปรึกษาจิตแพทย์ที่โรงเรียนหรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน

การจะทำลายกำแพงความเงียบเกี่ยวกับแม่ที่ทำร้ายลูก ต้องอาศัยทั้งความกล้าหาญ ความเห็นอกเห็นใจ และการกล้าตั้งคำถามกับความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมา หากทุกฝ่ายช่วยกันสร้างความตระหนักรู้และเข้าใจหัวอกกันมากขึ้น เราจะสามารถช่วยเยียวยาบาดแผลในครอบครัว และสร้างอนาคตที่มั่นคง ปลอดภัย และอบอุ่นยิ่งขึ้นให้กับเด็กไทยทุกคนได้

[ที่มา: The Telegraph – https://www.telegraph.co.uk/health-fitness/parenting/children/abusive-mother/; PubMed – https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/33831745/; Bangkok Post – https://www.bangkokpost.com/thailand/general/1700440/domestic-violence-children-persistent-problem; The Lancet Child & Adolescent Health – https://www.thelancet.com/journals/lanchi/article/PIIS2352-4642(22)00273-4/fulltext; มูลนิธิเพื่อนหญิง – https://www.friendsofwoman.or.th/]