เทรนด์ใหม่แกะกล่องในหมู่คนรักสุขภาพกำลังมาแรง ท้าทายภาพจำเก่าๆ ของ “สายเขียว” ว่าต้องขี้เกียจเสมอไป เพราะทั้งงานวิจัยใหม่ๆ และประสบการณ์ตรงจากผู้ใช้ ต่างชี้ไปในทางเดียวกันว่า กัญชาอาจช่วยกระตุ้นให้คนอยากลุกขึ้นมาขยับร่างกายมากขึ้น รู้สึกสนุกกับการออกกำลังกาย แถมบางคนยังบอกว่าเจอ “ฟีลนักวิ่ง” หรือความรู้สึกดีๆ ระหว่างวิ่งในแบบฉบับของตัวเองด้วย จากรายงานของ Yahoo! News และผลการศึกษาล่าสุด คนอย่างคุณมาร์ค (คุณพ่อวัยสี่สิบกว่า) ก็หันมาพึ่งกัญชา ไม่ว่าจะเป็นแบบปากกาสูบไฟฟ้า (วีป) หรือขนมผสมกัญชา เพื่อให้การซ้อมวิ่งไม่น่าเบื่อเกินไป มาร์คยืนยันหนักแน่นว่า กัญชาคือตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เขากัดฟันฝึกซ้อมอย่างหนัก จนพิชิตมาราธอนแรกในชีวิตได้สำเร็จ “ผมอาจจะวิ่งมาราธอนได้โดยไม่มีกัญชาก็ได้ แต่ไม่แน่ใจเลยว่าจะซ้อมหนักขนาดนั้นไหวไหมถ้าไม่มีมัน” (Yahoo! News)

ปรากฏการณ์นี้ถือว่าน่าสนใจมาก โดยเฉพาะในบริบทของไทย ที่มุมมองต่อกัญชาและการออกกำลังกายกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่ก่อน กัญชามักถูกตีตราว่าเป็นสัญลักษณ์ของความขี้เกียจ เซื่องซึม แต่หลังจากการปลดล็อกกัญชาบางส่วนในปี 2565 กระแสสังคมก็เริ่มเปลี่ยนทิศทาง หันมาให้ความสนใจกับประโยชน์ทางการแพทย์และการใช้เพื่อผ่อนคลายมากขึ้น การจับคู่กันระหว่างกัญชากับการออกกำลังกาย จึงเป็นการท้าทายความเชื่อเดิมๆ และอาจพลิกมุมมองของคนไทยที่มีต่อสุขภาพและนโยบายยาเสพติดไปเลยก็ได้

หัวใจสำคัญของเทรนด์นี้ คือการใช้กัญชาเพื่อเพิ่มความสนุกและสร้างแรงบันดาลใจ ไม่ใช่เพื่อเอาชนะในการแข่งขัน ดร.วิทนีย์ โอกเล นักกายภาพบำบัดจาก Cal Poly Humboldt University อธิบายว่า “ไม่ว่าจะกิจกรรมอะไร ก็มักจะมีคนที่ใช้กัญชาร่วมด้วยอยู่แล้ว ตั้งแต่ยิงธนูไปจนถึงเล่นสกีน้ำ” เรื่องนี้สอดคล้องกับงานวิจัยจาก University of Colorado Boulder ที่พบว่า แม้การใช้กัญชาอาจทำให้นักวิ่งช้าลงเฉลี่ยราว 31 วินาทีต่อไมล์ แต่มันกลับช่วยให้รู้สึกสนุกกับการออกกำลังกายมากขึ้น และเข้าถึงสภาวะ “ลื่นไหล” (flow) ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ “ฟีลนักวิ่ง” ที่นักกีฬาหลายคนพูดถึงกันบ่อยๆ (CU Boulder Study)

ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า ปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องกับระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ในร่างกายเรา ซึ่งทั้งกัญชาและการออกกำลังกายต่างก็เข้าไปกระตุ้นระบบนี้ในลักษณะคล้ายกัน ดร.ฮิลารี มารูซาก จาก Wayne State University ชี้ว่า “พอสารในกัญชาเข้าไปจับกับตัวรับสัญญาณบางตัวในสมอง มันจะสร้างความรู้สึกอิ่มเอมใจ ช่วยลดความเครียดหรือความกังวลได้” มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2023 รายงานว่า นักวิ่งที่ใช้กัญชาระหว่างซ้อม รู้สึกเจ็บปวดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด และมีความสุขมากขึ้น แม้ว่าความเร็วอาจจะลดลงไปบ้างก็ตาม (Yahoo! News)

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างกัญชากับการออกกำลังกายก็ไม่ได้มีแต่ด้านบวก งานวิจัยของ ดร.โอกเล พบว่า ประมาณ 1 ใน 4 ของผู้เข้าร่วมการศึกษาเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดี เช่น รู้สึก “เมาเกินไปจนออกกำลังกายได้ไม่ดี” มีอาการใจสั่น หรือเวียนศีรษะ ดังนั้น กัญชาจึงไม่ได้เหมาะกับทุกคนหรือทุกกิจกรรมเสมอไป และต้องพิจารณาถึงประเภทของกัญชาที่ใช้ด้วย (Yahoo! News, Cannabis Use for Exercise Recovery)

เมื่อมองในภาพรวมของสังคมไทย ปัจจุบันเราเห็นคนไปออกกำลังกายในสวนสาธารณะกรุงเทพฯ มากมาย ทั้งวิ่ง ฝึกโยคะ หรือแค่เดินเล่น ไอเดียที่ว่ากัญชาอาจเป็นตัวช่วยผลักดันให้คนที่ไม่ค่อยขยับตัว ลุกขึ้นมาออกกำลังกายจึงดูน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะในยุคที่คนไทยกำลังเผชิญกับปัญหาพฤติกรรมเนือยนิ่ง (sedentary lifestyle) และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วประเทศ มีงานวิจัยระดับนานาชาติที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Cannabis Research ชี้ว่า อัตราการมีกิจกรรมทางกายของผู้คนทั่วโลกกลับเพิ่มสูงขึ้นควบคู่ไปกับการบริโภคกัญชาที่มากขึ้น ไม่ได้สวนทางกันอย่างที่เคยเข้าใจ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมโยงในเชิงบวกที่หลายคนคาดไม่ถึง (Journal of Cannabis Research) จุดนี้จึงเกิดเป็นคำถามใหม่ๆ สำหรับผู้กำหนดนโยบายในไทยว่า หากมีการใช้กัญชาอย่างรับผิดชอบและในสถานการณ์ที่เหมาะสม จะสามารถช่วยเพิ่มจำนวนคนไทยที่หันมาใส่ใจการออกกำลังกายได้หรือไม่

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า องค์กรต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก (WADA) ยังคงสั่งห้ามใช้กัญชาในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น อาจทำให้ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลง หรือเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ตามหลักฐานใหม่ๆ และกระแสสังคมที่เปลี่ยนไปก็ตาม นักกีฬาและผู้ที่เกี่ยวข้องหลายคนโต้แย้งว่า การแบนนี้เป็นการตอกย้ำภาพเหมารวมที่ล้าสมัย และส่งผลกระทบต่อคนบางกลุ่มมากเกินควร ซึ่งประเด็นนี้ก็มีความคล้ายคลึงกับการถกเถียงเรื่องกัญชาในสังคมไทย ณ ปัจจุบัน (Yahoo! News)

ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทยก็มีส่วนเกี่ยวข้องไม่น้อย กัญชาเป็นสมุนไพรที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาแต่โบราณ เคยถูกใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดและกระตุ้นความอยากอาหารมานานก่อนที่จะถูกจัดเป็นยาเสพติด ท่าทีที่ผ่อนคลายมากขึ้นของรัฐบาลและคนไทยยุคปัจจุบัน ได้นำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมกัญชา การศึกษาวิจัยใหม่ๆ รวมถึงโครงการทดลองทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยเริ่มเปิดใจที่จะมองเห็นศักยภาพของกัญชาในมิติอื่นๆ นอกเหนือไปจากการใช้เพื่อสันทนาการเพียงอย่างเดียว

ในอนาคตข้างหน้า งานวิจัยใหม่ๆ ก็ยังคงเดินหน้าหาคำตอบต่อไป ล่าสุดมีผลการศึกษาในหนูทดลองเมื่อปี 2025 พบว่าสาร CBD (ซึ่งเป็นสารในกัญชาที่ไม่ทำให้เมา) อาจช่วยเพิ่มความทนทานในการออกกำลังกาย โดยไปปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้และช่วยในการฟื้นฟูสภาพกล้ามเนื้อ (PubMed) แม้ข้อมูลการวิจัยในมนุษย์จะยังมีไม่มากนัก แต่ก็มีแนวโน้มว่า หากใช้อย่างถูกวิธีและเหมาะสม กัญชาอาจเข้ามามีบทบาทในอนาคตได้ ทั้งในเรื่องการช่วยฟื้นตัวหลังออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพจิต (แต่ยังคงต้องการข้อมูลเพิ่มเติมอีกมาก ก่อนที่จะนำไปแนะนำเป็นมาตรฐานทางสาธารณสุข) (CBD Endurance Study)

สำหรับใครที่สนใจอยากลองใช้กัญชาร่วมกับการออกกำลังกาย มีคำแนะนำว่าควรเริ่มต้นอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ เริ่มจากปริมาณน้อยๆ และสังเกตผลที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างใกล้ชิด ไม่ควรใช้เพื่อการแข่งขันหรือตอนที่ต้องเล่นกีฬาที่ใช้แรงปะทะหนักๆ ควรเลือกกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น การเดินเล่น โยคะ หรือจ๊อกกิ้งเบาๆ มากกว่ากีฬาประเภททีมที่ต้องอาศัยการตัดสินใจที่รวดเร็ว นอกจากนี้ ควรใส่ใจกับสัดส่วนของสาร THC และ CBD ในผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้ รวมถึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายในพื้นที่และกฎระเบียบของสถานที่ออกกำลังกายอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญที่สุดคือ อย่าลืมว่าเป้าหมายหลักคือการสร้างแรงจูงใจและความสุขในการเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง แค่นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

ดร.มารูซาก ได้ให้ข้อคิดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ถ้ากัญชาทำให้คนลุกขึ้นมาขยับตัวมากขึ้น และสนุกกับการออกกำลังกายมากขึ้นได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่คุ้มค่า” สำหรับสังคมไทยที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างความเชื่อดั้งเดิมกับโอกาสใหม่ๆ เรื่องราวของกัญชากับการออกกำลังกายนี้ อาจเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจให้เราเปิดใจยอมรับนวัตกรรมและข้อมูลใหม่ๆ อยู่เสมอ ทั้งในแง่ของร่างกายและแนวคิด

แหล่งข้อมูล: