งานวิจัยล่าสุดอาจทำให้หลายคนประหลาดใจ เพราะข้อมูลดูจะสวนทางกับภาพจำเดิมๆ ของคนที่ใช้กัญชาว่ามักจะขี้เกียจอยู่ติดบ้าน งานวิจัยชิ้นใหม่พบว่า ผู้ใช้กัญชากลุ่มหนึ่งกลับเลือกใช้กัญชาเพื่อเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจในการออกกำลังกาย เพิ่มความสนุกสนาน และบางคนถึงกับบอกว่าช่วยให้เข้าถึงสภาวะ “ฟีลนักวิ่ง” (runner’s high) ได้ง่ายขึ้น! แนวทางใหม่นี้ ซึ่งถูกหยิบยกมาพูดถึงในบทความของ Salon.com (แหล่งข้อมูล) ก็ไปในทิศทางเดียวกับงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่ชี้ว่า หากใช้อย่างเข้าใจและพอเหมาะ กัญชาอาจเป็นตัวช่วยให้บางคนหันมาขยับร่างกายมากขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับความเชื่อเดิมๆ ที่ว่ากัญชากับการนั่งๆ นอนๆ เป็นของคู่กัน

สำหรับคนไทย หลายคนอาจจะยังติดภาพว่ากัญชาไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับการออกกำลังกาย โดยเฉพาะเมื่อเราคุ้นเคยกับกัญชาในฐานะสมุนไพรช่วยผ่อนคลาย และเพิ่งจะมีการปลดล็อกให้ใช้ได้อย่างถูกกฎหมาย (ในบางเงื่อนไข) ได้ไม่นาน แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า พอมีการเปิดเสรีกัญชาในอเมริกาเหนือและอีกหลายประเทศ ทำให้นักวิจัยมีโอกาสศึกษาความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างกัญชากับการออกกำลังกายได้ลึกซึ้งขึ้น ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือ สำหรับผู้ใช้บางราย กัญชาช่วยลดความรู้สึกเจ็บปวดระหว่างออกกำลังกาย ลดความวิตกกังวลเวลาต้องไปออกกำลังในที่สาธารณะ หรือกระทั่งเพิ่มความรู้สึกเพลิดเพลินขณะเคลื่อนไหวร่างกาย ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งเสริมให้คนอยากออกกำลังกายมากขึ้นนั่นเอง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยโคโลราโด ที่ตีพิมพ์ในปี 2019 ซึ่งถือเป็นงานแรกๆ ที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ ผลสำรวจพบว่า 81% ของผู้ใช้กัญชาในรัฐที่กัญชาถูกกฎหมาย รายงานว่าพวกเขาใช้กัญชาก่อนหรือหลังออกกำลังกาย และเกินกว่าครึ่งหนึ่งบอกว่า กัญชาทำให้การออกกำลังกายของพวกเขาสนุกขึ้น (อ้างอิง: Frontiers in Public Health) หลังจากนั้น ก็มีงานวิจัยอื่นๆ ที่ได้ผลลัพธ์ในแนวทางเดียวกัน รวมถึงงานศึกษาของศาสตราจารย์แองเจลา ไบรอัน ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและประสาทวิทยา ซึ่งให้สัมภาษณ์กับ NPR ว่า “มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนไม่น้อยเลยที่บอกว่า กัญชาทำให้พวกเขารู้สึกอยากออกกำลังกายมากขึ้น และออกกำลังกายได้นานขึ้น” (NPR coverage)

ส่วน “ฟีลนักวิ่ง” หรือ runner’s high ที่หลายคนรู้สึกสุขล้นหลังจากออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงนั้น ปกติเรามักจะเข้าใจว่าเกิดจากสารเอ็นดอร์ฟินที่ร่างกายหลั่งออกมา แต่ล่าสุด นักประสาทวิทยาพบว่า ระบบเอนโดแคนนาบินอยด์ (Endocannabinoid System) ในสมองของเรา ก็มีบทบาทสำคัญต่อความรู้สึกฟินนี้เช่นกัน ความคล้ายคลึงกันระหว่างสารแคนนาบินอยด์ที่ร่างกายสร้างขึ้นเองกับสารที่พบในต้นกัญชา อาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมบางคนถึงรู้สึกว่ากัญชาช่วยเสริมประสบการณ์การออกกำลังกายได้ “ระบบเดียวกันในสมองที่ทำให้คุณรู้สึกดีหลังวิ่งเสร็จ ก็คือระบบเดียวกับที่กัญชาเข้าไปทำงานด้วย” ดร.ไบรอัน อธิบาย พร้อมย้ำว่า “แน่นอนว่ามันไม่ได้ผลกับทุกคน และงานวิจัยด้านนี้ยังถือว่าค่อนข้างใหม่ แต่ก็มีเสียงจากผู้มีประสบการณ์จริงมากขึ้นเรื่อยๆ”

แล้วทั้งหมดนี้มีความหมายอย่างไรกับประเทศไทย ที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของนโยบายกัญชา และกระแสรักสุขภาพก็กำลังมาแรง? ท่ามกลางความไม่แน่นอนของกฎหมาย ที่เดี๋ยวก็ดูเหมือนจะผ่อนปรน เดี๋ยวก็มีกระแสเรียกร้องให้กลับไปควบคุมเข้มงวด สิ่งสำคัญคือการจับตาดูกระแสงานวิจัยจากทั่วโลกและนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทสังคมไทย (Bangkok Post coverage) แม้กระทรวงสาธารณสุขของไทยจะยังคงเน้นย้ำถึงความเสี่ยง โดยเฉพาะกับกลุ่มเยาวชนและผู้ที่มีแนวโน้มเสพติด แต่งานวิจัยเหล่านี้ก็กำลังเปิดมุมมองใหม่ๆ ถึงประโยชน์ที่ผู้ใหญ่บางกลุ่มอาจได้รับ เป็นไปได้หรือไม่ว่ากัญชาอาจกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการส่งเสริมให้คนไทยขยับร่างกายมากขึ้น เพื่อต่อสู้กับปัญหาพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary Behavior) ที่เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของบ้านเรา

แน่นอนว่า ผู้เชี่ยวชาญต่างก็ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของการใช้กัญชาร่วมกับการออกกำลังกาย โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เพราะกัญชาอาจส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หรือกระทบต่อการทรงตัว ซึ่งอาจเป็นอันตรายหากทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิสูง หรือเกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกล ดร.ไบรอัน เตือนว่า “กัญชาไม่ใช่ยาวิเศษครอบจักรวาล และไม่เหมาะกับทุกคนแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกีฬาที่ต้องการความแม่นยำ หรือต้องควบคุมอุปกรณ์” นอกจากนี้ บริบททางกฎหมายของไทยก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ แม้จะมีการผ่อนปรนไปบ้าง แต่กฎระเบียบก็ยังไม่นิ่ง และทัศนคติเชิงลบในสังคมก็ยังมีอยู่ กระทรวงสาธารณสุขเองก็ย้ำเตือนอยู่เสมอให้ระมัดระวังการใช้กัญชาในที่สาธารณะ หรือใช้ร่วมกับกิจกรรมอื่นๆ (Thai PBS coverage)

หากมองในเชิงวัฒนธรรม สังคมไทยเองก็มีรากฐานการใช้สมุนไพรและสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อสุขภาพมาช้านาน กัญชา หรือที่คนไทยรู้จักกันดี ก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของตำรับอาหารและยาไทยก่อนที่จะถูกสั่งห้ามไปในศตวรรษที่ 20 การกลับมาของกัญชาในฐานะพืชเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมายจึงจุดประเด็นถกเถียงขึ้นมาใหม่ในวิถีชีวิตร่วมสมัย ปัจจุบัน เริ่มมีสถานออกกำลังกายและสปาบางแห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ทดลองนำเสนอเครื่องดื่มผสมสารสกัดกัญชา หรือใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่นกัญชา เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรักสุขภาพในเมือง แม้จะยังเป็นเพียงกระแสเล็กๆ และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้างก็ตาม (South China Morning Post coverage)

มองไปข้างหน้า ในช่วงทศวรรษหน้านี้ เราน่าจะได้เห็นงานวิจัยที่เจาะลึกและละเอียดอ่อนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกัญชา การออกกำลังกาย และปฏิกิริยาตอบสนองที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามศึกษาว่า กัญชาสายพันธุ์ใด (เช่น อินดิก้า หรือ ซาติวา, สัดส่วนสาร THC/CBD) วิธีการใช้แบบไหน (เช่น สูบ กิน หรือทา) และปริมาณเท่าใด ถึงจะเหมาะสมและปลอดภัยที่สุดสำหรับวัตถุประสงค์นี้ ล่าสุด มีนักกีฬามืออาชีพบางคนในสหรัฐฯ และแคนาดา เริ่มออกมาเปิดเผยประสบการณ์ส่วนตัวในการใช้กัญชา จนเกิดเป็นคำถามตามมาว่า ในอนาคต วงการกีฬาของไทยจะเปิดกว้างให้มีการศึกษาหรือทดลองในลักษณะนี้ได้หรือไม่

สำหรับคนไทยที่สนใจอยากลองใช้กัญชาควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย ขอแนะนำให้ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป อย่างระมัดระวัง แม้งานวิจัยจะดูมีแนวโน้มที่ดี แต่ก็ยังมีข้อควรระวังมากมาย หากตัดสินใจจะลอง ควรเริ่มต้นด้วยปริมาณน้อยๆ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง และต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคหัวใจ หรือมีปัญหาด้านสุขภาพจิต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ ที่สำคัญที่สุด ต้องไม่ลืมว่า ไม่มีทางลัดหรือสารใดๆ จะมาทดแทนประโยชน์ของการมีวินัยในการออกกำลังกาย และการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีได้ ท่ามกลางกระแส “สุขภาพดี” ที่กำลังมาแรงนี้ เรามาร่วมกันหาวิธี (ไม่ว่าจะแปลกใหม่แค่ไหนก็ตาม) ที่จะช่วยให้คนไทยทุกคน — ไม่ว่าจะเคยเป็นสิงห์ติดโซฟา หรือเป็นนักวิ่งมาราธอนอยู่แล้ว — ได้ขยับร่างกายกันต่อไปอย่างมีความสุขและปลอดภัย

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่ Salon.com (ที่นี่), ผลการวิจัยใน Frontiers in Public Health, มุมมองด้านสุขภาพจาก NPR รวมถึงข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทยจาก Bangkok Post และ Thai PBS World