ในยุคที่สังคม การเมือง และชีวิตการทำงานเต็มไปด้วยความท้าทาย อำนาจและเสรีภาพส่วนบุคคลมักเป็นประเด็นที่ขัดแย้งกันอยู่เสมอ การทำความเข้าใจว่าทำไมคนเราถึงยอมทำตามคำสั่งจึงกลายเป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องหันมาขบคิดกันอย่างจริงจัง ล่าสุด รายการ Michael Shermer Show ตอน “Why We Follow Orders: The Neuroscience of Compliance and Control” ได้จุดประเด็นถึงงานวิจัยใหม่ๆ ที่เผยกลไกสมองและปัจจัยทางสังคมที่มีผลต่อการเชื่อฟังของเรา เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่ผู้มีอำนาจหรือครูบาอาจารย์ควรรู้ แต่ยังสำคัญต่อทุกคนที่ต้องหาจุดสมดุลระหว่างการทำตามคำสั่งกับการยืนหยัดในจุดยืนของตัวเอง
การเชื่อฟังผู้มีอำนาจถือเป็นกลไกพื้นฐานที่ทำให้สังคมดำเนินไปได้ ในสังคมไทยก็เช่นกัน เราให้ความสำคัญกับลำดับชั้น ไม่ว่าจะในห้องเรียน ที่ทำงาน หรือแม้แต่ในกองทัพ แม้สิ่งนี้จะช่วยสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ก็มักมีคำถามเชิงจริยธรรมตามมาเสมอ รากฐานของการเชื่อฟังนั้นหยั่งลึกไปถึงกลไกการทำงานของสมอง นักวิจัยที่รายการ Shermer อ้างถึง ได้พูดถึงการทดลอง Milgram อันโด่งดังและงานวิจัยด้านประสาทวิทยาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่าสมองส่วนที่จัดการกับความกลัว ความไว้วางใจ และการเรียนรู้ทางสังคม จะถูกกระตุ้นเมื่อเราตอบสนองต่อคำสั่งจากผู้มีอำนาจ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของวัฒนธรรม แต่ยังเกี่ยวกับชีววิทยาด้วย นักประสาทวิทยาอธิบายว่า “สมองส่วนหน้าผาก” ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการตัดสินใจและศีลธรรม อาจถูกลดบทบาทลงเมื่อเราได้รับคำสั่งจากผู้ที่เรามองว่ามีอำนาจโดยชอบธรรม ทำให้การเชื่อฟังกลายเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเกือบจะโดยอัตโนมัติ (อ่านสรุปทางวิทยาศาสตร์)
ประเด็นนี้ยังถูกศึกษาเพิ่มเติมด้วยเทคโนโลยีการถ่ายภาพสมอง อย่างเช่นงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน PubMed (Haggard และคณะ, 2015) นักวิจัยพบว่าเมื่อผู้เข้าร่วมการทดลองเชื่อว่าตนเองกำลังทำตามคำสั่ง พวกเขาจะรู้สึกว่าความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นลดน้อยลง ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากผลการสแกนสมอง ดร.เอมี่ คัดดี้ นักจิตวิทยาจากฮาร์วาร์ด ชี้ว่า “สมองเราถูกสร้างมาให้เลี่ยงการขัดแย้งกับผู้มีอำนาจเหนือกว่า เพราะในอดีต การรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นคือหนทางรอด” แต่อิทธิพลเหล่านี้ก็มีด้านมืด คือการเชื่อฟังโดยไม่ตั้งคำถาม ซึ่งอาจนำไปสู่การกระทำที่ผิดศีลธรรม ดังตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไทย เช่น เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หรือความขัดแย้งเกี่ยวกับคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐในการชุมนุมช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา (อ่านเพิ่มเติม)
ในสังคมไทยที่เน้นลำดับชั้นอาวุโส ค่านิยมเรื่อง “ความเกรงใจ” และระบบ “ผู้ใหญ่-ผู้น้อย” ยิ่งตอกย้ำแรงกดดันนี้ (อ้างอิงงานวิจัยไทย) ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ข้าราชการ หรือพนักงานบริษัท ก็มักรู้สึกกดดันให้ต้องทำตามคำสั่ง แม้จะรู้ว่าคำสั่งนั้นอาจไม่ถูกต้อง ดร.วิทยา เรืองตระกูล นักวิชาการด้านวัฒนธรรมไทย อธิบายว่า “การขัดคำสั่งผู้ใหญ่มักถูกมองว่าเป็นการทำลายความสามัคคีในหมู่คณะ สังคมไทยให้ค่ากับความมั่นคงของส่วนรวม ซึ่งบางครั้งก็ต้องแลกมาด้วยมโนธรรมส่วนบุคคล”
องค์ความรู้ด้านประสาทวิทยาศาสตร์เรื่องการเชื่อฟังนี้ กำลังกระตุ้นให้ผู้กำหนดนโยบายและนักการศึกษาในหลายประเทศ รวมถึงไทย หันมาทบทวนวิธีการปลูกฝังจริยธรรมและการคิดเชิงวิพากษ์ ปัจจุบัน เริ่มมีการส่งเสริมทักษะ “การคัดค้านอย่างสร้างสรรค์” ในโรงเรียนนานาชาติและมหาวิทยาลัยชั้นนำบางแห่ง ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า แม้การเชื่อฟังจะยังจำเป็นในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะภาวะฉุกเฉินหรือในองค์กรที่มีโครงสร้างชัดเจน แต่การทำตามโดยปราศจากการไตร่ตรองทางจริยธรรมก็อาจเป็นอันตรายได้ (ดูกรอบแนวคิดด้านจริยธรรม)
สำหรับอนาคต งานวิจัยชี้ว่าสังคมไทยควรส่งเสริมความสมดุลในโครงสร้างอำนาจ และให้ความสำคัญกับการศึกษาที่เน้นการคิดวิเคราะห์และความรับผิดชอบส่วนบุคคลมากขึ้น ควรเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยอย่างเปิดอกทั้งในครอบครัวและที่ทำงาน นำบทเรียนด้านจริยธรรมมาผนวกในหลักสูตรการศึกษา และส่งเสริมกลไกคุ้มครองผู้ที่กล้าแสดงความเห็นต่าง เพื่อให้การตั้งคำถามต่ออำนาจอย่างเหมาะสม นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
คำสอนทางพุทธศาสนาในไทยเองก็ให้มุมมองที่น่าสนใจ โดยเน้นเรื่อง “สติ” และ “สัมมาวาจา” ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำของนักประสาทวิทยา ที่มองว่าการรู้เท่าทันและหยุดยั้งการเชื่อฟังโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับศีลธรรม เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การผสานความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จะช่วยให้สังคมไทยสามารถสร้างแนวทางการเชื่อฟังที่นำไปสู่ทั้งความเป็นระเบียบและความถูกต้องเป็นธรรมในสังคมได้
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสาทวิทยาศาสตร์ของการเชื่อฟังและการควบคุม ได้ที่ Skeptic.com, PubMed และ BBC News