มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาอิสรภาพในการดำเนินชีวิต ทั้งในมิติของการคิด การพูด และการกระทำ อิสรภาพในที่นี้มิได้หมายถึงเพียงเสรีภาพจากการควบคุมของบุคคลภายนอก หากแต่หมายถึงความเป็นอิสระจากอำนาจภายในที่บีบบังคับให้มนุษย์ต้องดำรงอยู่ภายใต้กรอบแห่งความกลัว ความคาดหวัง และความยึดติด ในอีกด้านหนึ่ง มนุษย์ก็มีความอยากได้ใคร่เป็นเป็นธรรมชาติประจำจิตใจ ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญในการดำรงชีวิตและสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น ทั้งในแง่ของสถานะ ชื่อเสียง และทรัพย์สิน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโดยลึกซึ้งแล้ว จะพบว่าความอยากได้ใคร่เป็นนั้นเอง กลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของอิสรภาพ เพราะในขณะที่บุคคลหนึ่งปรารถนาจะเป็นอิสระจากกรอบความคาดหวัง เขากลับยินยอมผูกมัดตนเองไว้กับภาพลักษณ์และผลประโยชน์บางประการโดยไม่รู้ตัว
หลายครั้งที่ความอยากได้อยากเป็นทำให้มนุษย์ไม่กล้าคิดหรือแสดงออกอย่างแท้จริง ด้วยเกรงว่าจะขัดกับผู้มีอำนาจ หรืออาจกระทบกระเทือนต่อสถานะที่ตนเองยึดถือไว้ ความกลัวที่จะสูญเสียสิ่งที่ตนเองเคยได้รับหรือครอบครอง จึงกลายเป็นกรงขังที่ปิดกั้นการเป็นอิสระ แม้บุคคลจะรู้สึกว่าตนมีเสรีภาพในการใช้ชีวิต แต่ในทางลึกแล้ว เขาอาจกำลังดำรงอยู่ในสภาวะแห่งการยอมจำนนต่อเงื่อนไขทางสังคมโดยไม่รู้ตัว

ความย้อนแย้งในจิตใจมนุษย์จึงปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อบุคคลหนึ่งพึงปรารถนาอิสรภาพอย่างสุดหัวใจ แต่กลับมิอาจปล่อยวางจากความอยากได้ใคร่เป็นที่เหนี่ยวรั้งไว้อย่างแน่นหนา บางคนอยากแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์แต่ไม่กล้า เพราะเกรงว่าจะเสียภาพลักษณ์ บางคนปรารถนาจะริเริ่มสิ่งใหม่แต่ก็ถอยห่าง เพราะกลัวความล้มเหลวหรือคำวิจารณ์จากผู้อื่น ในที่สุด อิสรภาพที่ปรารถนาจึงถูกจำกัดเหลือเพียงแค่ในใจ ความกล้าหาญทางจริยธรรมลดน้อยถอยลง และความเงียบงันกลายเป็นเครื่องปกปิดความจริง
เมื่อพิจารณาผ่านสายตาแห่งพุทธธรรม จะพบว่าอุปสรรคสำคัญของอิสรภาพมิได้อยู่ที่เงื่อนไขภายนอก หากแต่อยู่ที่ความยึดมั่นถือมั่นใน “ตัวกูของกู” อันเป็นรากเหง้าของความหลงผิด พระพุทธศาสนาเสนอหลักการสำคัญไว้ว่า “สิ่งทั้งหลายไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา และไม่ใช่ตัวตนของเรา” การเข้าใจความเป็นอนัตตาของสิ่งทั้งปวงจะช่วยให้บุคคลลดละความอยากได้ใคร่เป็นลงได้ และเปิดพื้นที่ภายในให้กับอิสรภาพที่แท้จริง กล่าวคือ ความเป็นอิสระจากการตกอยู่ในอำนาจของกิเลสตัณหา ซึ่งเป็นอิสรภาพที่ลึกซึ้งและมั่นคงกว่าการปลอดจากพันธนาการภายนอก
การตระหนักรู้ว่าทุกสิ่งเป็นเพียงสมมติที่สังคมสร้างขึ้น จะช่วยให้บุคคลมองเห็นความจริงของชีวิตมากยิ่งขึ้น ความสำเร็จ ความล้มเหลว ชื่อเสียง หรือการยอมรับ ล้วนเป็นเพียงเงาที่เปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา มิใช่แก่นแท้ที่ต้องยึดถือ หากบุคคลสามารถหลุดพ้นจากความยึดมั่นในสมมติเหล่านี้ได้ ก็ย่อมมีพื้นที่ทางจิตใจสำหรับการคิด การพูด และการกระทำที่เป็นอิสระ มีคุณค่า และเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง
ความอยากได้ใคร่เป็นมิใช่สิ่งเลวร้ายโดยตัวมันเอง หากแต่การยึดติดในสิ่งนั้นโดยขาดปัญญาต่างหากที่เป็นปัญหา การมีอิสรภาพที่แท้จึงมิใช่การปล่อยให้ชีวิตล่องลอยไร้จุดหมาย แต่คือการมีจิตใจที่มั่นคง ไม่หวั่นไหว และรู้เท่าทันตนเอง พร้อมจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีสติและไม่ผูกพันกับสิ่งใดเกินพอดี เมื่อบุคคลเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอิสรภาพกับความอยากได้ใคร่เป็นอย่างลึกซึ้งแล้ว การดำเนินชีวิตก็จะไม่เป็นการวิ่งหนีหรือไล่ล่าความสำเร็จอย่างเลื่อนลอย หากแต่เป็นการดำเนินอยู่บนหนทางแห่งสติ ปัญญา และความกรุณาอย่างแท้จริง
อ้างอิง ;
๑) พระไพศาล วิสาโล. (๒๕๖๐). อิสรภาพ: เสรีภาพที่แท้จากภายใน. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: สถาบันวิถีทรรศน์.
๒) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (๒๕๔๗). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย.
๓) พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (๒๕๔๓). แนวคิดเชิงพุทธเพื่อการพัฒนาชีวิต. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธธรรม.
๔) วศิน อินทสระ. (๒๕๔๕). พุทธธรรมในชีวิตประจำวัน. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพฯ: ธรรมสภา
ขอบคุณที่เขียนบทความนี้นะคะ
ขอบคุณคุณแก้วมากครับ