บทความน่าสนใจจาก Times of India เผยว่า การสร้างความมั่นใจให้ลูกๆ ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการยิ่งใหญ่อะไรเลย แต่มันซ่อนอยู่ใน “นิสัยเล็กๆ น้อยๆ” ที่พ่อแม่ทำกับลูกเป็นประจำทุกวันต่างหาก – นี่คือข้อมูลดีๆ สำหรับครอบครัวไทยที่อยากเลี้ยงลูกให้เติบโตมาเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง รายงานชิ้นนี้ย้ำว่า “ความมั่นใจ” ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และไม่ได้สร้างขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลลัพธ์ที่ค่อยๆ สั่งสมจากวิธีที่พ่อแม่พูดคุย ให้กำลังใจ และใช้เวลากับลูกในแต่ละวัน (Times of India, 2025)

สำหรับหลายครอบครัวในบ้านเรา พอพูดถึง “ความมั่นใจ” ก็มักจะนึกถึงกันตอนลูกจะเลื่อนชั้น หรือตอนวัดผลการเรียน แต่ผลการศึกษาชิ้นใหม่นี้ชี้ให้เห็นว่า “ความมั่นใจ” มีความหมายต่อชีวิตลูกมากกว่านั้นเยอะ เพราะมันคือรากฐานสำคัญที่จะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่กล้าคิด กล้าตัดสินใจ และพร้อมลุกขึ้นสู้เมื่อเจอปัญหา ซึ่งเรื่องนี้ก็น่าคิด เพราะระบบการศึกษาไทยที่ยังเน้นการท่องจำและให้ความสำคัญกับลำดับคะแนนในห้องเรียน บางครั้งก็อาจบั่นทอนความคิดสร้างสรรค์และการกล้าแสดงออกของเด็กไปโดยไม่รู้ตัว

ในบรรดา 10 พฤติกรรมดีๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ “การเปิดโอกาสให้ลูกได้เลือกเอง” เช่น ให้เลือกว่าจะใส่เสื้อผ้าชุดไหน หรือจะกินขนมอะไรดี ถือเป็นจุดเริ่มต้นง่ายๆ ที่สำคัญมาก แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็ช่วยให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์มีเสียงในการจัดการชีวิตตัวเอง ช่วยฝึกทักษะการตัดสินใจ และสร้างความเชื่อมั่นว่าเมื่อโตขึ้น เขาจะสามารถเลือกทางเดินที่ใหญ่กว่านี้ได้ แนวทางนี้ก็สอดคล้องกับวิธีเลี้ยงลูกยุคใหม่ในไทย ที่พ่อแม่หลายคนเริ่มเปิดให้ลูกมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ ทั้งที่บ้านและโรงเรียน มากกว่าจะยึดติดกับความคิดเดิมๆ ที่ว่า “เด็กไม่ต้องพูด ถ้าผู้ใหญ่ไม่ถาม”

อีกนิสัยที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าสำคัญคือ “การให้ค่ากับความพยายาม มากกว่าผลลัพธ์ที่ได้” แทนที่จะชมลูกเฉพาะตอนที่ได้รางวัลหรือทำคะแนนได้ดี พ่อแม่ควรมองให้ลึกลงไปถึงความตั้งใจและความขยันหมั่นเพียร ซึ่งเป็นหัวใจของความสำเร็จในระยะยาว เรื่องนี้ตรงกับสำนวนไทยที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” หรือ “น้ำหยดลงหินทุกวัน หินมันยังกร่อน” งานวิจัยยังบอกด้วยว่า การชมเชยในความพยายามจะช่วยกระตุ้นแรงบันดาลใจและความภูมิใจในตัวเองได้ดีกว่าการชมแค่ตอนที่สำเร็จแล้วเท่านั้น (Dweck, 2006, PubMed)

อีกข้อที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “การตั้งใจฟัง” ซึ่งเป็นการให้เกียรติลูกแบบง่ายๆ แต่สร้างพลังใจได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะในบ้านคนไทยที่ส่วนใหญ่มักจะคึกคักวุ่นวายกันเป็นปกติ ถ้าพ่อแม่สละเวลาหยุดฟังลูกอย่างจริงจัง ไม่พูดแทรกหรือขัดจังหวะ จะทำให้ลูกรู้สึกว่าความคิดเห็นของเขามีคุณค่า กล้าที่จะแสดงออก และยังได้ฝึกทักษะการอธิบายเหตุผลเพื่อสื่อสารกับคนอื่นด้วย – ทักษะนี้ก็ไปในทิศทางเดียวกับแนวทางการศึกษาใหม่ๆ ในไทย ที่เริ่มส่งเสริมการทำงานเป็นกลุ่มและการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมากขึ้น

เรื่องง่ายๆ อย่าง “การแสดงความรัก” เช่น การกอด การเอ่ยปากชม หรือแค่ส่งยิ้มให้กำลังใจ ล้วนเป็นพื้นฐานที่ทำให้เด็กรู้สึกมั่นคง ว่าตัวเองเป็นที่รักและมีคุณค่าในบ้าน ดร.นฤมิต เจริญสุข นักจิตวิทยาเด็กจากจุฬาฯ อธิบายว่า “ถ้าเด็กรู้สึกว่าได้รับความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขจากที่บ้าน เขาจะกล้าที่จะลองเสี่ยงมากขึ้น ทั้งในเรื่องเรียนและเรื่องสังคม เพราะรู้ว่าต่อให้ล้มเหลวก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย” แนวคิดนี้สอดคล้องกับวัฒนธรรมครอบครัวไทยที่เน้นความอบอุ่น และให้ความสำคัญกับ “ความรักในครอบครัว” มาแต่ไหนแต่ไร

ที่สำคัญอีกอย่างคือ พ่อแม่ควรปล่อยให้ลูกได้เจอกับความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ บ้าง เช่น ทำของหล่น เล่นเกมแพ้ หรือทำอะไรผิดไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะการเรียนรู้จากความผิดพลาดโดยไม่ถูกตำหนิอย่างรุนแรง เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการฝึกให้ลูกมีใจสู้และรู้จักแก้ปัญหา ทั้งสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาและผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกต่างเห็นตรงกันว่า การเผชิญกับความผิดหวังเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางอารมณ์” ให้แข็งแรงขึ้น (AAP, 2018) ในบริบทสังคมบ้านเรา ที่เด็กไทยต้องเจอกับแรงกดดันเรื่องเรียนค่อนข้างสูง พ่อแม่ยิ่งต้องทำให้ลูกเห็นว่า การทำอะไรไม่สมบูรณ์แบบบ้างไม่ใช่เรื่องแย่ แต่เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการเติบโต

การชมเชยในจุดดีอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตาหรือคะแนนสอบ เช่น ความมีน้ำใจ ความใจเย็น หรือความใฝ่รู้ ช่างสงสัย จะช่วยสร้างความมั่นใจจากข้างในที่ยั่งยืนกว่าการยึดติดกับผลคะแนน โรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหลายแห่งในกรุงเทพฯ ก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับทักษะทางสังคมและอารมณ์ หรือ “EQ” กันมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อเด็กในระยะยาวแน่นอน

การมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบเล็กๆ น้อยๆ ให้ลูกทำตามวัย ทั้งที่บ้านหรือที่โรงเรียน เช่น ช่วยจัดโต๊ะอาหาร ช่วยรดน้ำต้นไม้ หรือแค่ให้เก็บกระเป๋านักเรียนเอง ก็ช่วยให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถ มีประโยชน์ และเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวหรือสังคม แนวคิด “ลูกฉันทำได้” ที่พ่อแม่ยุคใหม่กำลังให้ความสนใจนี้ ก็สอดคล้องกับทั้งหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา และงานวิจัยจากต่างประเทศที่แนะนำให้เด็กๆ ได้ฝึกรับผิดชอบงานเล็กๆ เพิ่มขึ้นตามวัย (Baumrind, 1991, Google Scholar)

“การส่งเสริมให้ลูกกล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ” เช่น สนับสนุนให้ลองลงแข่งกีฬา หรือเข้าร่วมชมรมที่ไม่เคยทำมาก่อน ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้เผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ และค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง แนวทางนี้เชื่อมโยงกับทักษะ “ความกล้าแสดงออก” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่ประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญ

และข้อสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ คือ “พ่อแม่ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความมั่นใจเสียเอง” เช่น แสดงให้ลูกเห็นถึงการมองโลกในแง่บวก การยอมรับความผิดหวังได้ และความกล้าที่จะลองเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ เพราะเด็กไทยก็เหมือนเด็กทั่วโลก ที่เรียนรู้การใช้ชีวิตและการรับมือกับปัญหาต่างๆ จากสิ่งที่เห็นพ่อแม่ทำในชีวิตประจำวัน มากกว่าจากคำสั่งสอนใดๆ

หากมองย้อนกลับไป การเลี้ยงดูในสังคมไทยแต่เดิมอาจจะเน้นเรื่องการเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่และระเบียบวินัย ซึ่งได้รับอิทธิพลจากหลักพุทธศาสนาและแนวคิดขงจื๊อ แต่ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา นักวิชาการและนักจิตวิทยาในไทยจำนวนมากเริ่มหันมาสนับสนุนแนวทางการเลี้ยงลูกที่ประนีประนอมมากขึ้น เน้นความเข้าอกเข้าใจ และเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งก็ตรงกับกระแสโลกและผลการวิจัยที่ยืนยันว่า บรรยากาศในบ้านที่อบอุ่นและสนับสนุน จะช่วยให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ “แข็งแกร่งและปรับตัวได้ดีกว่า” (World Bank, 2018)

ในอนาคตที่ลูกหลานชาวไทยจะต้องเผชิญกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด หรือความท้าทายด้านสุขภาพจิต กลยุทธ์ง่ายๆ ทั้ง 10 ข้อนี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยสร้างเด็กรุ่นใหม่ให้มีความยืดหยุ่นและเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง ซึ่งนักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายอาจพิจารณานำแนวคิดเรื่องการพัฒนาทักษะทางสมองและอารมณ์ (SEL) เข้ามาบูรณาการในหลักสูตรการศึกษาอย่างจริงจัง เหมือนที่หลายประเทศทั่วโลกทำสำเร็จมาแล้ว (UNICEF, 2021)

คุณพ่อคุณแม่ชาวไทยที่อยากปลูกฝังความมั่นใจให้ลูก อาจเริ่มต้นง่ายๆ ได้ตั้งแต่วันนี้ แค่หันมาฟังลูกให้มากขึ้น ชมเชยในความพยายาม ไม่ตำหนิซ้ำเติมเมื่อทำผิดพลาด มอบหมายความรับผิดชอบเล็กๆ น้อยๆ และแสดงความรักให้พวกเขารับรู้อยู่เสมอ สำหรับโรงเรียนเองก็อาจเข้ามามีบทบาทร่วม ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะทางอารมณ์และสังคม ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อป หรือโครงการที่เน้นความหลากหลาย ไม่ใช่แค่วัดผลกันที่คะแนนสอบเพียงอย่างเดียว “นิสัยเล็กๆ ที่ทำอย่างสม่ำเสมอด้วยความรัก มีพลังมหาศาลในการปั้นชีวิตลูกได้อย่างเงียบๆ” นี่คือบทสรุปสำคัญจากบทความของ Times of India ที่น่าจะโดนใจครอบครัวไทยทุกบ้าน ที่หวังจะสร้างผู้นำและนักสร้างสรรค์รุ่นต่อไปให้กับประเทศชาติ

แหล่งที่มา: