คุณปู่นักวิ่งวัย 85 ปี ที่เพิ่งพิชิตลอนดอนมาราธอนครั้งที่ 28 กลายเป็นไวรัลดังไปทั่วโลก แถมยังจุดประกายงานวิจัยชิ้นสำคัญที่มาหักล้างความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า “แก่แล้วออกกำลังกายไม่ไหว” ถึงแม้คนสูงวัยจำนวนไม่น้อยจะมองว่าวัยเกษียณคือช่วงเวลาพักผ่อนเต็มที่ แต่เรื่องราวของคุณปู่นักวิ่งกลับชี้ช่องทางใหม่ให้ทั้งวงการแพทย์และสังคม หันมาใส่ใจการสร้างสังคมผู้สูงวัยสุขภาพดี (Active Aging) พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยชาวไทยที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วได้เห็นทางเลือกใหม่ๆ ในชีวิต
เรื่องนี้ไม่ได้สำคัญแค่ชัยชนะส่วนบุคคล แต่มันตอกย้ำหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า “ไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่มออกกำลังกาย” งานวิจัยล่าสุดในวารสารชั้นนำอย่าง The Lancet และ Journal of Aging and Physical Activity ต่างชี้ตรงกันว่า ผู้สูงอายุที่ขยับร่างกายเป็นประจำ ไม่ว่าจะวิ่ง เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือแม้แต่เต้นรำ จะช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง เคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้น สมองแจ่มใส และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระยาวนานขึ้น งานทบทวนวรรณกรรมปี 2565 ใน The British Journal of Sports Medicine ก็ย้ำชัดว่า ต่อให้อายุเกิน 80 ปี ก็ยังเริ่มหรือเพิ่มระดับการออกกำลังกายได้อย่างปลอดภัย ขอแค่ปรับให้เข้ากับสภาพร่างกายและปัญหาสุขภาพของตัวเอง (อ่านเพิ่มเติมที่ BMJ Sports Medicine)
หันมามองบ้านเรา สถิติจากสำนักงานสถิติแห่งชาติคาดการณ์ว่า สัดส่วนผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะแตะ 20% ภายในปี 2568 (NSO) ข้อมูลนี้ยิ่งตอกย้ำความท้าทายที่สังคมไทยกำลังเผชิญ เพราะที่ผ่านมา คนไทยจำนวนไม่น้อยยังติดภาพจำว่าผู้สูงวัยนั้นเปราะบาง ไม่ควรออกแรงเยอะ แต่ ศ.ดร. สมชาย รัตนพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุจากจุฬาฯ ยืนยันเสียงแข็งว่า “ความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้สูงวัยไทยไม่ใช่การออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสม แต่คือการไม่ขยับตัวเลยต่างหาก! การนั่งๆ นอนๆ นี่แหละตัวเร่งให้โรคภัยไข้เจ็บมาเยือน แถมยังทำให้ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลงเรื่อยๆ” อาจารย์สมชายยังชวนให้ดูคุณปู่ที่ลอนดอนเป็นตัวอย่าง “ดูสิครับ อายุ 85 ยังวิ่งตั้ง 42 กิโลเมตรได้ แล้วพวกเราแค่ลุกมาเดิน เต้นแอโรบิก หรือรำไทเก๊กเนี่ย สบายมาก”
วงการแพทย์ทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่า “การขยับร่างกาย” นี่แหละคือยาวิเศษสำหรับผู้สูงวัย งานวิจัยสดๆ ร้อนๆ ปี 2566 จาก Mayo Clinic ยืนยันว่าผู้สูงวัยที่ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเป็นประจำ สามารถลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ถึง 30% แถมสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตโดยรวมก็ดีขึ้นเห็นๆ (ข่าวจาก Mayo Clinic) ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็แนะนำให้ผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ออกกำลังกายแบบแอโรบิกความหนักปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคู่ไปกับการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นคำแนะนำเดียวกับกลุ่มวัยอื่นๆ (WHO Guidelines)
แม้ข้อมูลจะดูดี แต่ในชีวิตจริง โดยเฉพาะกับผู้สูงวัยในเอเชีย ยังมีกำแพงอีกหลายด่าน ทั้งพื้นที่ออกกำลังกายที่ปลอดภัยและเข้าถึงง่ายยังมีน้อย ปัญหาข้อเข่าเสื่อมที่เป็นกันมาก หรือทัศนคติเดิมๆ ที่ฝังหัวว่า “แก่แล้วอยู่เฉยๆ ดีกว่า” ด้วยเหตุนี้ หลายหน่วยงานในไทยอย่าง สสส. จึงพยายามเข้ามาช่วยเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนชมรมออกกำลังกาย ปรับปรุงสวนสาธารณะให้เป็นมิตรกับผู้สูงวัย (Universal Design) หรือการสนับสนุนการตรวจสุขภาพ โครงการเหล่านี้ยังสอดรับกับเทรนด์ “สูงวัยอย่างมีพลัง” (Active Ageing) ที่กำลังมาแรงทั่วอาเซียน ซึ่งการประชุมอาเซียนว่าด้วยสุขภาวะผู้สูงอายุปี 2024 ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นกัน (ASEAN Secretariat)
คุณปู่นักวิ่งแห่งลอนดอนคือบทพิสูจน์ชั้นเยี่ยมว่า “ใจสู้และวินัย” นั้นสำคัญกว่าตัวเลขของอายุ หลังเข้าเส้นชัย คุณปู่ให้สัมภาษณ์ไว้อย่างน่าประทับใจว่า “ที่ผมวิ่ง ไม่ใช่แค่ให้ร่างกายแข็งแรง แต่เพื่อดูแลใจและสมองให้ยังฟิตไปด้วยกัน” ซึ่งก็ตรงกับผลวิจัยใหม่ๆ ในปี 2024 ที่ชี้ว่าการออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงทั้งโรคซึมเศร้าและภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุได้จริง (ดูการศึกษาใน PubMed) เรื่องราวของคุณปู่จึงเป็นแรงบันดาลใจและมอบความหวังครั้งใหม่ให้กับผู้สูงวัยไทยและครอบครัว ตอกย้ำให้เห็นว่า สุขภาพดีสร้างได้ไม่จำกัดวัย — และไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่มต้น
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญในไทยเห็นตรงกันว่า “การปรับเปลี่ยนทัศนคติและให้ความรู้ที่ถูกต้อง” คือกุญแจสำคัญ ดร. มยุรี สุขทิพย์ นักวิจัยด้านผู้สูงวัยจากมหิดล ย้ำว่า เราต้องเร่งลบความเชื่อผิดๆ ที่ว่า “แก่แล้วต้องอยู่นิ่งๆ” พร้อมเรียกร้องให้มีแคมเปญรณรงค์การออกกำลังกายที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงวัยโดยเฉพาะ เพิ่มการสนับสนุนในระดับชุมชน และที่สำคัญคือแรงหนุนจากคนในครอบครัว “ถ้าเราลงทุนส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสุขภาพดีตั้งแต่วันนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระของโรงพยาบาลและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว แต่ยังช่วยให้คนไทยสูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน”
สำหรับผู้อ่านชาวไทยทุกคน ข้อคิดสำคัญอาจอยู่ที่ว่า “ศักยภาพของเราไม่ได้วัดกันที่อายุ แต่อยู่ที่การใช้เวลาในแต่ละวัน” ไม่ว่าคุณจะอายุ 60, 70 หรือ 80 ก็เริ่มได้เสมอ ลองหากิจกรรมที่ชอบ จะเดินเล่นตอนเช้าในสวนสาธารณะ เต้นแอโรบิกกับเพื่อนๆ หรือฝึกฤๅษีดัดตนง่ายๆ ก็ได้ทั้งนั้น เพียงแต่หากมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาคุณหมอก่อนเริ่ม อย่ากลัวที่จะตั้งเป้าหมายใหม่ๆ ให้ชีวิต เพราะพลังใจสู้ได้ทุกวัย ดังที่คุณปู่นักวิ่งลอนดอนทำให้เราเห็นเป็นประจักษ์
แหล่งที่มา: