งานวิจัยชิ้นใหม่ที่หยิบยกมาพูดคุยในบทความของ Guardian ได้เปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับความเครียดที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง นั่นคือ ความเครียดมีหลายแบบ ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะเหมือนกันเป๊ะ แถมบางชนิดอาจมีประโยชน์กับเราด้วยซ้ำ ในขณะที่ความเครียดอีกแบบ—โดยเฉพาะถ้าเราเข้าใจผิดหรือรับมือไม่เป็น—กลับส่งผลเสียร้ายแรงในระยะยาวได้ ทุกวันนี้ชีวิตในเมืองไทยหมุนเร็ว วุ่นวายซับซ้อนขึ้น การทำความเข้าใจ “ความเครียด” ให้ถ่องแท้จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญกว่าที่เคย
สังคมไทยเรามักพูดถึงการ “ใจเย็นๆ” คือการคุมอารมณ์ให้นิ่ง ไม่ว่าจะเจอเรื่องกดดันแค่ไหนก็ตาม แต่พอลงลึกในมุมวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา นักวิจัยชี้ว่าการตอบสนองต่อความเครียดของคนเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมอย่างเดียว แต่หยั่งรากลึกจากประสบการณ์วัยเด็ก สภาพแวดล้อม และที่สำคัญคือ “ทัศนคติ” ที่เรามีต่อความเครียดนั่นเอง เรื่องนี้กระทบกับคนไทยทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะครอบครัว คนทำงาน หรือเด็กนักเรียนที่กำลังเผชิญความกดดันรอบด้านในยุคนี้
สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญย้ำคือ ต้องเข้าใจก่อนว่าความเครียดไม่ใช่แค่เรื่องของความคิด แต่มันเป็นเรื่องของร่างกายที่เกี่ยวกับฮอร์โมนอย่างคอร์ติซอลโดยตรง จุดเริ่มต้นอยู่ที่สมอง โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า “อะมิกดะลา” และ “ไฮโปทาลามัส” ซึ่งการทำงานของมันถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เรายังเด็ก หรือแม้กระทั่งตอนอยู่ในท้องแม่! มีงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่เครียดหนักตอนท้อง อาจส่งต่อรูปแบบการตอบสนองต่อความเครียดนี้ไปสู่ลูกได้ ทั้งในระดับร่างกายและพันธุกรรม The Guardian
เราอาจชินกับภาพจำของผู้บริหารงานล้นมือที่ดูโทรมๆ เครียดๆ แต่ความจริงแล้ว กลุ่มคนที่ “งานหนักแต่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ หรือควบคุมอะไรไม่ค่อยได้”—เช่น คนดูแลผู้ป่วย พนักงานบริการ หรือคนที่ต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน—กลับเป็นกลุ่มที่สุขภาพทรุดโทรมได้ง่ายกว่าเสียอีก ศาสตราจารย์ เซอร์ ไมเคิล มาร์มอต เปรียบเปรยว่า การบริหารองค์กรแบบเข้มงวด กดดัน เหมือนเป็นการฉีด “ยาพิษที่ค่อยๆ ซึมเข้าสู่จิตใจและสังคมการทำงาน” ทุกๆ วัน
ความเครียดไม่ใช่เรื่องใหม่ของยุคนี้ ย้อนไปในประวัติศาสตร์ แม้แต่คนยุควิกตอเรียในอังกฤษก็ยังเคยตื่นตระหนกกับรถไฟ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ในสมัยนั้น ปัจจุบันในไทย เราก็มีประเด็นเรื่องเรียนออนไลน์ เมืองที่ขยายตัวไม่หยุด หรือปัญหาปากท้อง ที่สร้างความกดดันให้คนไทยไม่น้อย เหมือนที่ อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ เขียนไว้ในหนังสือ “Future Shock” ว่ามนุษย์เราปรับตัวตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปเร็วปานสายฟ้าฟาดไม่ทัน ซึ่งเห็นภาพชัดมากในสังคมเมืองอย่างกรุงเทพฯ
ถ้าฟังนักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ จะพบว่าความเชื่อเดิมๆ บางอย่างอาจไม่จริงเสมอไป เช่น ความคิดที่ว่าความเครียดหนักๆ เกิดจากเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งใหญ่เท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว “เรื่องหยุมหยิมกวนใจในชีวิตประจำวัน”—อย่างรองเท้าขาดตอนกำลังไปทำงาน รถไฟฟ้าดีเลย์ หรือเจอใบแจ้งหนี้หลายใบพร้อมกัน—นี่แหละที่สะสมผลกระทบได้รุนแรงกว่าเรื่องใหญ่ๆ เสียอีก คนกรุงเทพฯ ที่ต้องฝ่ารถติด ขึ้น BTS หรือเดินตลาด คงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี
การออกกำลังกายมักถูกมองว่าเป็นยาวิเศษแก้เครียด แต่ผลการทดลองใหม่ๆ กลับชี้ว่าถ้าหักโหมเกินไป ฮอร์โมนคอร์ติซอลอาจค้างอยู่ในร่างกายนานหลายชั่วโมง กลายเป็นทำร้ายสุขภาพแทน คนไทยจำนวนมากฮิตเข้าฟิตเนสตามเทรนด์ หรือลงคอร์สออกกำลังกายหนักๆ แต่จริงๆ แล้ว กิจกรรมเบาๆ สบายๆ อย่างโยคะ การเต้นรำ หรือ “ออกกำลังกายให้สนุก ไม่ใช่เพื่อทรมานตัวเอง” อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับคนส่วนใหญ่ ซึ่งก็สอดคล้องกับภูมิปัญญาไทยเรื่องรำไทยและการฝึกสมาธิ
อีกความเชื่อผิดๆ คือ “เครียดแล้วต้องผอม” แต่สถิติชี้ว่า คนที่เครียดเรื้อรังประมาณ 2 ใน 3 กลับน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น! ทั้งเพราะฮอร์โมนกระตุ้นให้ไขมันไปสะสมที่หน้าท้อง และเพราะเวลาเครียด เรามักหาของหวาน ของมัน ของเค็มมากินปลอบใจตัวเอง อาหารไทยที่มีสมุนไพรสดๆ และรสชาติกลมกล่อมถือเป็นจุดแข็งที่ดี แต่ก็ต้องระวังพฤติกรรมติดขนมหรืออาหารแปรรูปที่หาซื้อง่ายในยุคนี้ด้วย The Guardian
ความเครียดไม่ใช่เรื่องของคนเท่านั้น สัตว์ต่างๆ ตั้งแต่ลิงบาบูนไปจนถึงนก ก็มีสัญชาตญาณ “สู้หรือหนี” เหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์คือ เราเครียดจาก “การคิดมาก กังวลไปก่อนเรื่องที่ยังไม่เกิด” ได้ เช่น กลุ้มใจเรื่องที่ยังมาไม่ถึง ชีวิตเด็กไทยที่ต้องเจอการแข่งขันสอบเข้าตั้งแต่ชั้นมัธยมไปจนถึงมหาวิทยาลัยนี่แหละ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก
ข้อสำคัญที่งานวิจัยยืนยันคือ “ความเครียดไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง” เพราะมันขึ้นอยู่กับปัจจัยรอบตัวเรา เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำในสังคม หรือประสบการณ์แย่ๆ ในวัยเด็ก บางทีแค่คิดถึงค่าซ่อมรถกะทันหัน ก็ทำให้สมองเราล้าได้พอๆ กับการอดนอนมาทั้งคืน คนไทยที่รายได้น้อยจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญสถานการณ์แบบนี้อยู่บ่อยๆ
ข่าวดีคือ แม้เราจะหนีเรื่องเครียดๆ ไม่ได้ทั้งหมด แต่เรายังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ เพื่อลดผลกระทบได้ เช่น กินผักใบเขียว ชาสมุนไพรที่มีสารโพลีฟีนอล นอนให้พอ ออกกำลังกายแต่พอดี และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ความหนักหนาของความเครียดจะเบาลงได้ด้วยกิจกรรมผ่อนคลายง่ายๆ อย่างการฟังเพลง ใช้กลิ่นหอมบำบัด หรือแค่การสัมผัสที่อบอุ่นจากคนที่ไว้ใจ ในสังคมไทย วัฒนธรรมครอบครัวและเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดยิ่งส่งเสริมเรื่องเหล่านี้
แต่การรับมือความเครียดไม่ใช่ภาระของปัจเจกบุคคลเท่านั้น “ทั้งในที่ทำงาน บริษัท หรือแม้แต่ในโรงเรียน” ของไทยก็ควรหันมาใส่ใจสร้างสมดุลระหว่างงานกับอิสระในการตัดสินใจ เปิดพื้นที่ให้พูดคุยเรื่องความเครียดได้โดยไม่ตีตราหรือมองเป็นเรื่องน่าอาย บทบาทของชุมชน วัด หรือหน่วยงานสุขภาพจึงสำคัญไม่แพ้กัน บางทีแนวคิดทางพุทธเรื่อง “ทุกข์” หรือความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต ก็ช่วยให้คนไทยเข้าใจได้ว่าความเครียดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนตัว
เมื่อมองไปข้างหน้า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ และโลกดิจิทัลที่ถาโถมเข้ามา ประเทศไทยจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือ ทั้งการรณรงค์เรื่องสุขภาพจิต การทำให้เข้าถึงบริการให้คำปรึกษาได้ง่ายขึ้น รวมถึงการบรรจุเรื่องการจัดการความเครียดเข้าไปในระบบโรงเรียนและที่ทำงาน สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างสังคมไทยที่แข็งแกร่งขึ้นได้ สำหรับคนทั่วไปก็เช่นกัน แค่หัดสังเกตว่าอะไรทำให้เราเครียด ลองหาวิธีรับมือที่เข้ากับตัวเอง (ถ้าวิธีไหนไม่เวิร์ก ก็ไม่เป็นไร—คำว่า “ไม่เป็นไร” ของไทยนี่แหละคือหัวใจสำคัญ) และเมื่อรู้สึกว่าต้องการกำลังใจ ก็อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ
ท้ายที่สุด ความเครียดมีหลายแง่มุม ซับซ้อน และเปลี่ยนไปตามบริบทสังคมไทยยุคใหม่ ขอแค่เราแยกแยะให้ออกว่าความเครียดแบบไหนเป็นประโยชน์ แบบไหนเป็นโทษ เลิกยึดติดกับความเชื่อเก่าๆ และค่อยๆ เลือกวิธีที่ใช่สำหรับเรา ความเครียดก็อาจกลายเป็น “พลังขับเคลื่อน” ให้เรามีสมาธิและเติบโตได้ โดยไม่ต้องแลกกับสุขภาพหรือความสุข ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญความเครียด อย่าเก็บไว้คนเดียว ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ฝึกสติ หรืออย่างน้อยแค่เล่าให้เพื่อนฟัง การ “แบ่งเบาภาระ” ตามสำนวนไทยนั้น…แบ่งแล้วเบาลงได้จริงๆ
เอกสารอ้างอิง: The Guardian - The truth about stress: from the benefits of the ‘good kind’ to the exercise that only makes it worse