งานวิจัยล่าสุดที่ใช้เทคโนโลยีเชื่อมสมองกับคอมพิวเตอร์ (Brain-Machine Interface) ค้นพบเรื่องน่าทึ่งว่า เมื่อเรา ตั้งใจ จะขยับตัว เรามักจะรู้สึกว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นเร็วกว่าความเป็นจริง เทียบกับการเคลื่อนไหวแบบเดียวกันที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ นี่เป็นการเปิดมุมมองใหม่ว่า “เจตนา” ของเราส่งผลต่อการรับรู้เรื่องเวลาและการกระทำของสมองได้อย่างไร ผลการศึกษานี้ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS Biology เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา และอาจส่งผลสะเทือนไปถึงประเด็นถกเถียงเรื่อง “เจตจำนงเสรี” หรืออิสระในการเลือกของมนุษย์ แถมยังอาจนำไปสู่แนวทางใหม่ๆ ในการฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพาตในอนาคตได้อีกด้วย (ที่มา)

สำหรับคนไทยและวงการประสาทวิทยาทั่วโลก จุดเด่นของงานวิจัยนี้คือการแสดงให้เห็นแบบจะๆ เป็นครั้งแรกว่า “เจตนา” เชื่อมโยงกับการทำงานของสมอง ณ ขณะที่เราตัดสินใจทำบางสิ่งด้วยความสมัครใจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีข้อจำกัดทางร่างกายอย่างรุนแรง ยิ่งในสังคมไทยที่แนวคิดพุทธเรื่อง “เจตนา” เป็นแกนหลักสำคัญทางจริยธรรม การเข้าใจรากฐานทางวิทยาศาสตร์ของเจตนาก็ยิ่งน่าสนใจและโดนใจคนไทย ทั้งในมุมสุขภาพและปรัชญา

การศึกษานี้นำทีมโดย ดร.ฌอง-ปอล โนเอล จากมหาวิทยาลัยมินนิโซตา ซึ่งได้โอกาสพิเศษศึกษากับอาสาสมัครที่เป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงมา (จากอุบัติเหตุกระดูกสันหลังส่วนคอ C4/C5) โดยทีมศัลยแพทย์ได้ฝังขั้วไฟฟ้าขนาดจิ๋ว 96 ตัวลงในสมองส่วนที่ควบคุมการทำงานของมือ จากนั้นเชื่อมสัญญาณสมองเข้ากับอัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อถอดรหัสความตั้งใจว่า “อยากจะกำมือ” หรือ “อยากจะแบมือ” พ ระบบเรียนรู้สัญญาณความตั้งใจแล้ว ก็จะส่งกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นกล้ามเนื้อที่มือให้ทำงานตามนั้น พร้อมกับเล่นเสียงตอบรับให้ผู้ทดลองได้ยินควบคู่กันไป (PLOS Biology)

ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือ ผู้เข้ารับการทดลองรับรู้ว่าจังหวะที่ตัวเอง ตั้งใจ จะขยับมือนั้นเกิดขึ้น เร็วขึ้น ถึง 71 มิลลิวินาที (เสี้ยววินาที) เมื่อเทียบกับเวลาที่นักวิจัยวัดได้จริง ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “temporal binding” หรือการที่สมองรับรู้ว่าการกระทำที่เกิดจากเจตนานั้นเกิดขึ้นเร็วกว่าการกระทำที่เกิดโดยบังเอิญหรือไม่ได้ตั้งใจ ตรงกันข้าม เมื่อนักวิจัยลองสั่งให้มือขยับเองแบบสุ่ม (โดยที่ผู้ป่วยไม่ได้ตั้งใจ) ผู้ทดสอบกลับรู้สึกว่ามันเกิดขึ้นช้ากว่าปกติ ทีมวิจัยยังทดลองเพิ่มเติมโดยป้องกันไม่ให้มือขยับได้จริง แต่ถ้า AI จับสัญญาณ “เจตนา” ได้ ก็ยังคงเล่นเสียงตอบรับ ผลปรากฏว่า แค่เพียงมีความตั้งใจ แม้ร่างกายจะไม่ได้เคลื่อนไหวจริง ผู้ทดสอบก็ยังรู้สึกว่าเหตุการณ์ (เสียง) เกิดขึ้นเร็วอยู่ดี—ยกเว้นในกรณีที่ไม่มีเสียงตอบรับ แสดงว่าปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีทั้ง “เจตนา” และ “ผลลัพธ์ที่รับรู้ได้” ควบคู่กัน

ดร.โนเอล อธิบายว่า “ผลวิจัยนี้ช่วยขยายวงถกเถียงเรื่องเจตจำนงเสรี โดยแสดงให้เห็นว่า การทำงานลึกลงไปถึงระดับเซลล์สมองในส่วนมอเตอร์คอร์เทกซ์ (ส่วนสั่งการสุดท้ายก่อนส่งคำสั่งไปร่างกาย) สอดคล้องกับประสบการณ์ส่วนตัวที่เรา ‘รู้สึก’ ว่าเราเป็นคนตัดสินใจเคลื่อนไหว มันสะท้อนว่าระบบประสาทของเราไม่ได้แค่เตรียมพร้อมที่จะกระทำการ แต่ยังบันทึกช่วงเวลาที่เจตนานั้นก่อตัวขึ้นด้วย” (ที่มา) งานวิจัยนี้ถือว่าก้าวหน้ากว่างานก่อนๆ เช่น งานวิจัยปี 2011 ที่แค่ชี้ว่าสมองบางส่วนอาจรับรู้เจตนาได้ก่อนที่เจ้าตัวจะรู้ตัวเสียอีกประมาณ 1 วินาที แต่งานวิจัยใหม่นี้สามารถวัดผลได้โดยตรงจากเซลล์ประสาทเดี่ยวๆ ซึ่งปกติแล้วทำไม่ได้หากไม่ใช้วิธีผ่าตัดฝังขั้วไฟฟ้า

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า นวัตกรรมนี้เป็นผลพวงจากการทำงานร่วมกันของศัลยแพทย์ระบบประสาท นักประสาทวิทยา และวิศวกรชีวการแพทย์ เทคโนโลยีสุดล้ำนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากองค์กรระดับนานาชาติหลายแห่ง เช่น มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสวิส (Swiss National Science Foundation) และมูลนิธิ Craig H. Neilsen ทำให้สามารถใช้เทคโนโลยีเชื่อมสมองกับคอมพิวเตอร์ในมนุษย์ และบันทึกสัญญาณสมองได้ละเอียดอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน แม้จะยังมีข้อจำกัดด้านความซับซ้อนและต้องอาศัยเทคนิคขั้นสูงก็ตาม (NIH NINDS, chnfoundation.org)

สำหรับประเทศไทย ซึ่งการฟื้นฟูผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังและผู้ป่วยอัมพาตถือเป็นโจทย์ใหญ่ด้านสาธารณสุขและสร้างภาระค่าใช้จ่ายมหาศาล เทคโนโลยีนี้จึงมีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง เพราะในแต่ละปี มีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้นกว่า 5,000 คนทั่วประเทศ โดยมีสาเหตุหลักมาจากอุบัติเหตุทางถนน (สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ) ความสำเร็จของเทคโนโลยีเชื่อมสมองกับคอมพิวเตอร์ในการแปล “เจตนา” ออกมาเป็นการกระทำได้อย่างแม่นยำเช่นนี้ จึงเปรียบเสมือนความหวังครั้งใหม่ในการฟื้นคืนความสามารถในการเคลื่อนไหวและอิสรภาพในการควบคุมร่างกายให้แก่ผู้ป่วย—อาจกล่าวได้ว่า เป็นการทำให้สำนวนไทยที่ว่า “ใจสั่งกาย” กลายเป็นจริงขึ้นมาได้ด้วยวิทยาศาสตร์

นอกเหนือจากประโยชน์ทางการแพทย์ งานวิจัยนี้ยังเชื่อมโยงกับแง่มุมทางปรัชญาและศาสนา ในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาหลักของไทย ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ระหว่าง “เจตนา” (ความตั้งใจ) กับ “กรรม” (การกระทำและผลของมัน) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สัมมาสังกัปปะ” หรือความดำริชอบ (เจตนาที่ถูกต้อง) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของอริยมรรคมีองค์แปด งานวิจัยนี้ช่วยตอกย้ำว่า “เจตนา” ไม่ใช่เป็นเพียงนามธรรมในหลักธรรมคำสอน แต่มีตัวตนและกลไกที่ชัดเจนในทางระบบประสาทด้วย

ในอนาคต นักวิจัยกำลังมองหาหนทางพัฒนาเทคโนโลยีเชื่อมสมองกับคอมพิวเตอร์ให้เข้าถึงง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น และศึกษาว่าเทคโนโลยีรุ่นต่อไปจะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยในกลุ่มโรคอื่นๆ ได้กว้างขวางขึ้นหรือไม่ เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (stroke), โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) หรือโรคพาร์กินสัน ให้กลับมาควบคุมร่างกายได้ดังใจมากขึ้น สังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยและเผชิญกับปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มสูงขึ้น เทคโนโลยีลักษณะนี้อาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดอัตราความพิการถาวรในอนาคตก็เป็นได้ (องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย)

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอุปสรรคและความท้าทายอยู่ไม่น้อย เพราะการผ่าตัดฝังขั้วไฟฟ้าในสมองยังเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูงและเหมาะสำหรับผู้ป่วยกรณีรุนแรงเท่านั้น ก้าวต่อไปจึงน่าจะมุ่งเน้นไปที่การคิดค้นวิธีการใหม่ๆ ที่ปลอดภัยกว่าและไม่ต้องผ่าตัดฝังอุปกรณ์ เช่น การพัฒนาอัลกอริทึมที่สามารถแปลเจตนาจากสัญญาณสมองที่วัดได้จากภายนอก นอกจากนี้ ประเด็นด้านจริยธรรมก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลสมอง การให้ความยินยอมโดยสมัครใจ และสิทธิ์ในการตัดสินใจของผู้ป่วย ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในบริบทวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง “ความกตัญญู” และ “ความเกรงใจ” ในการตัดสินใจเรื่องการรักษาพยาบาล

สำหรับครอบครัวไทย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้กำหนดนโยบายด้านสาธารณสุข สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่า ความเข้าใจเรื่องกลไกของเจตนาและสัญญาณสมองนั้น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นเพียงทฤษฎีอีกต่อไป แต่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของการฟื้นฟูสมรรถภาพ และนิยามความหมายของอิสรภาพในการใช้ชีวิตของผู้คนในแบบที่จับต้องได้ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความก้าวหน้าใหม่ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่แค่เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ของคนไทย แต่เพื่อให้พร้อมรับมือกับโจทย์ท้าทายด้านจริยธรรม วัฒนธรรม และศาสนา ที่จะตามมาในสังคมไทยด้วย

แนวทางที่สามารถทำได้ในปัจจุบัน เช่น การสนับสนุนงบประมาณสำหรับงานวิจัยด้านประสาทวิทยาในประเทศ การติดตามข้อมูลการทดลองทางคลินิกเกี่ยวกับเครื่องมือฟื้นฟูสมรรถภาพแบบใหม่ๆ และการพัฒนานโยบายสาธารณสุขที่คำนึงถึงมิติทางวัฒนธรรมควบคู่ไปกับนวัตกรรมทางชีวการแพทย์ สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง ความหวังกำลังใกล้เข้ามา—เมื่อสายใยเชื่อมโยงระหว่าง “จิต” และ “กาย” ที่คนไทยเชื่อมั่นมานาน กำลังจะถูกถักทอให้เป็นจริงได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ด้วยพลังของวิทยาศาสตร์

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากงานวิจัยต้นฉบับในวารสาร PLOS Biology (ลิงก์) และข่าวจาก Neuroscience News (ลิงก์)