เมื่อไม่นานมานี้ เจค็อบ สคิดมอร์ หนุ่มคอนเทนต์ครีเอเตอร์จากโอไฮโอ ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder - NPD) ได้ออกมาแชร์เรื่องราวส่วนตัวบน TikTok จนกลายเป็นไวรัลและจุดประเด็นถกเถียงร้อนแรงไปทั่วโลก รวมถึงในบ้านเรา เกี่ยวกับการตีตรา อคติในสังคมต่อปัญหาสุขภาพจิต และความจริงของการใช้ชีวิตอยู่กับ NPD เรื่องของเขาที่สื่อดังอย่าง Newsweek นำไปขยายความต่อ และถูกแชร์ว่อนในโซเชียลมีเดีย สะท้อนให้เห็นว่าผู้ที่ถูกวินิจฉัยด้วยโรคนี้ ไม่เพียงแต่ต้องรับมือกับอาการของตัวเอง แต่ยังต้องเผชิญกับความเข้าใจผิดและการเหมารวมจากสังคมอีกด้วย สำหรับคนไทยเรา ประเด็นนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์ด้านสุขภาพจิตและทัศนคติของเราเอง ที่อาจส่งผลต่อการตีตรา ทั้งในระดับสากลและในสังคมไทย
ตามหลักจิตเวช โรคบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (NPD) คือภาวะสุขภาพจิตอย่างหนึ่ง ที่ผู้ป่วยมีแบบแผนพฤติกรรมที่มักคิดว่าตัวเองสำคัญเหนือใคร ต้องการการยอมรับนับถืออย่างมาก และมักจะขาดความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น (“Narcissistic personality disorder,” Wikipedia) แม้ในชีวิตประจำวัน คำว่า “นาร์ซิซซิสต์” หรือ “พวกหลงตัวเอง” จะถูกหยิบมาใช้ล้อเลียนหรือเป็นคำด่ากันติดปาก แต่ความจริงเบื้องหลังนั้นซับซ้อนกว่าเยอะ สคิดมอร์ ซึ่งกล้าหาญพอที่จะเปิดเผยอาการและประสบการณ์ของตัวเองสู่โลกออนไลน์ ย้ำว่าภาพจำของคนที่เป็น NPD ที่สังคมมักมองว่าเป็น ‘พวกตัวร้าย’ หรือ ‘คนไม่ดี’ นั้น เป็นการเหมารวมแบบง่ายๆ ที่ส่งผลเสียมากกว่าผลดี “ผมไม่ได้คิดว่าคนเป็น NPD จะดีหรือแย่กว่าคนทั่วไป — จริงๆ แล้วมันซับซ้อนกว่านั้นมาก” เขาให้สัมภาษณ์กับ Newsweek (source)
เรื่องของสคิดมอร์สะท้อนภาพมายังบริบทของไทย ที่แม้ปัจจุบันประเด็นสุขภาพจิตจะถูกหยิบยกมาพูดคุยกันมากขึ้น แต่การตีตรา (stigma) ก็ยังคงฝังรากลึก ในวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับหน้าตาและชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล การถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางบุคลิกภาพจึงมักนำมาซึ่งความรู้สึกอับอายและไม่กล้าที่จะขอความช่วยเหลือ ปัญหานี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก เมื่อความเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตมักถูกปะปนไปกับการตัดสินเรื่องนิสัยใจคอส่วนบุคคล การที่เรื่องราวของสคิดมอร์กลายเป็นกระแส มีทั้งคนที่เห็นใจและคนที่เข้ามาต่อว่า ก็ไม่ต่างจากปฏิกิริยาที่อาจพบเห็นได้ในสังคมไทย
งานวิจัยในต่างประเทศก็ตอกย้ำความจริงข้อนี้ว่า ผู้ที่เป็น NPD มักเผชิญกับทัศนคติเชิงลบและการถูกกีดกันจากสังคม โดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับความรุนแรงของอาการเสมอไป การทบทวนงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร “Journal of Personality Disorders” เมื่อปี 2017 พบว่าคนกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับการถูกเหมารวมและตีตราอย่างชัดเจน (source) นอกจากนี้ นักจิตวิทยาและแพทย์หลายท่านก็เห็นพ้องกันว่า การถูกสังคมตัดสินถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าเข้ารับการวินิจฉัยหรือการรักษา ซึ่งนำไปสู่ความทุกข์ใจที่หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น และการถูกโดดเดี่ยวจากสังคม (Narcissistic personality disorder, Wikipedia)
ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชทั่วโลกเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแยกแยะระหว่างคำนิยามทางการแพทย์ กับการใช้คำว่า “นาร์ซิซซิสต์” แบบพร่ำเพรื่อในชีวิตประจำวัน ดร. ดรูว์ พินสกี จิตแพทย์ชาวอเมริกัน กล่าวว่า “เราควรใช้คำศัพท์ทางการแพทย์เฉพาะในบริบทของการพูดคุยเรื่องสุขภาพจิต ไม่ใช่เอามาใช้เป็นอาวุธทำร้าย หรือผลักไสใครออกจากสังคม” (source) เช่นเดียวกับ ดร. รามานี ดูร์วาซูลา นักจิตวิทยาชื่อดัง ที่ชี้ว่าแม้การปกป้องตัวเองจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่การแปะป้ายหรือด้อยค่าผู้ป่วยจะยิ่งเป็นการปิดกั้นโอกาสในการฟื้นฟูของทุกฝ่าย
สำหรับสังคมไทย บทสนทนาที่เกิดขึ้นในระดับโลกนี้นับเป็นบทเรียนสำคัญ ในยุคที่การพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตเริ่มเปิดกว้างมากขึ้นผ่านแพลตฟอร์มอย่าง TikTok, LINE หรือ Facebook ทั้งสื่อไทย ผู้ให้ความรู้ และบุคลากรทางการแพทย์ จำเป็นต้องนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน การด่วนสรุปว่าใครเป็นนาร์ซิซซิสต์จากพฤติกรรมเพียงบางอย่าง อาจนำไปสู่อคติและทำให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ ไม่กล้าเอื้อมมือไปหา ความสำคัญนี้ยิ่งเห็นได้ชัดในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่เปิดรับแนวคิดใหม่ๆ ได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็อาจยังต้องแบกรับความคาดหวังเรื่องภาพลักษณ์ของครอบครัว
ในอดีต สังคมไทยมองปัญหาสุขภาพจิตผ่านมุมมองทางศาสนาและสังคมปะปนกันไป ในบางพื้นที่ชนบท ความเชื่อเรื่องภูตผีหรือเวรกรรมยังคงมีอิทธิพล ขณะที่ในสังคมเมือง แม้ความเข้าใจจะพัฒนาขึ้น แต่การตัดสินและการกีดกันก็ยังคงมีอยู่ การใช้คำเรียกผู้ป่วย เช่น “โรคบุคลิกภาพผิดปกติ” ก็อาจฟังดูเน้นย้ำความแปลกแยกจนเกินไป แทนที่จะสร้างบรรยากาศแห่งความเข้าใจและการสนับสนุน
ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญแนะนำแนวทางลดการตีตราด้วยการนำเสนอเรื่องราวส่วนตัวอย่างกรณีของสคิดมอร์ แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้เน้นความดราม่าหรือนำไปสู่การตัดสิน ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ด้านสุขภาพจิตในระบบการศึกษาและในชุมชน รวมถึงการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนอย่างมีความรับผิดชอบ สิ่งที่พวกเราทุกคนทำได้ คือ การเปิดใจรับฟัง ยอมรับความแตกต่าง และพยายามทำความเข้าใจ แทนที่จะรีบตัดสินใครจากข้อมูลเพียงผิวเผิน
หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับความมั่นใจในตนเอง ความสัมพันธ์ หรือมีข้อกังวลด้านสุขภาพจิต รวมถึงอาการที่อาจเกี่ยวข้องกับ NPD การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือติดต่อสายด่วนสุขภาพจิตของโรงพยาบาลต่างๆ (ดูข้อมูลเพิ่มเติม: ภาพรวมสุขภาพจิต โดย WHO ประเทศไทย) ถือเป็นช่องทางที่น่าเชื่อถือและปลอดภัย ที่สำคัญ การขอความช่วยเหลือไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ แต่คือความกล้าหาญที่จะก้าวไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังที่ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค จิตแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิของไทยเคยกล่าวไว้ทำนองว่า “การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย เมื่อเรามีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่กำลังเผชิญความยากลำบาก สังคมโดยรวมก็จะเข้มแข็งขึ้นไปด้วยกัน”
สำหรับผู้อ่านชาวไทยทุกคน กระแสไวรัลระดับโลกครั้งนี้ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้เราหันมาทบทวนทัศนคติของตัวเอง และร่วมกันสร้างสังคมที่เปิดกว้าง เข้าอกเข้าใจ และพร้อมโอบรับทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับการวินิจฉัยทางสุขภาพจิตใดก็ตาม เมื่อคุณหรือคนที่คุณรักต้องการใครสักคน อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์หรือคนที่ไว้ใจ ความเมตตา การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และการสื่อสารกันด้วยความเคารพ คือหัวใจสำคัญของการสร้างสังคมที่มีสุขภาพจิตดีและปราศจากการตีตรา