แม้ชื่อ GliSODin (กลิโซดิน) อาจจะยังไม่คุ้นหูคนไทยเท่าไหร่ แต่ในวงการแพทย์ต่างประเทศตอนนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตัวนี้กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างหนาหู เพราะมีรายงานว่าอาจช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย ปกป้องหัวใจ และลดความเสี่ยงมะเร็งได้ ตามที่ New York Post เพิ่งตีพิมพ์ไป NY Post, 2025 ขณะที่คนรักสุขภาพบ้านเราอาจจะชินกับการเดินเข้าร้านวิตามินแถวสยาม หรืออัปเดตเทรนด์ซุปเปอร์ฟู้ดใหม่ๆ ผ่าน LINE อยู่แล้ว ชื่อของ GliSODin อาจกลายเป็น “ไอเทมลับ” ตัวใหม่ที่ต้องมีติดบ้าน มาดูกันว่าสารสกัดจากเมลอนผสมโปรตีนข้าวสาลีตัวนี้ มีดียังไงถึงขั้นผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกยกนิ้วให้ และมันจะตอบโจทย์คนไทยที่ห่วงใยสุขภาพเป็นพิเศษได้แค่ไหน
นายแพทย์โครี่ โกลด์เบิร์ก ศัลยแพทย์ตกแต่งชื่อดังจากโตรอนโต ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของ GliSODin ด้วย เล่าว่าตัวเขาเองใช้และแนะนำผลิตภัณฑ์นี้มานานกว่า 15 ปีแล้ว ยืนยันว่าเป็น “ของดีที่คนมองข้าม แต่ทรงประสิทธิภาพ” เพราะมันเข้าไปจัดการที่ต้นตอของโรคร้ายแรงหลายชนิด คุณหมอโกลด์เบิร์กอธิบายว่า จุดเด่นของ GliSODin คือการรับมือกับ “ภาวะเครียดออกซิเดชัน” (Oxidative Stress) หรือสภาวะที่ร่างกายเสียสมดุลจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง โรคหัวใจ หรืออัลไซเมอร์ เอนไซม์หัวใจหลักใน GliSODin ก็คือ ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส (Superoxide Dismutase หรือ SOD) ซึ่งจริงๆ แล้วมีอยู่เยอะในผักอย่างกะหล่ำปลี บรอกโคลี แต่ปัญหาก็คือ ร่างกายเราดูดซึม SOD จากการกินผักโดยตรงได้น้อยมาก ข้อได้เปรียบของ GliSODin อยู่ตรงที่เขาเอา SOD มาผสานกับ “ไกลอะดิน” (Gliadin) โปรตีนในข้าวสาลี ซึ่งช่วยปกป้องเอนไซม์ SOD ไม่ให้ถูกย่อยในกระเพาะ ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ดีขึ้นนั่นเอง
สรรพคุณของ GliSODin ที่คุณหมอโกลด์เบิร์กและงานวิจัยกว่า 40 ชิ้นพูดถึงนั้น ครอบคลุมแทบทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่ดวงตา ไต ปอด ไปจนถึงผิวหนัง จุดเริ่มต้นที่คุณหมอสังเกตเห็นจากประสบการณ์ตรงกับคนไข้ศัลยกรรมของตัวเองก็คือ คนไข้ฟื้นตัวหลังผ่าตัดได้เร็วขึ้น อาการบวมช้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด พองานวิจัยตามมา ก็เริ่มพบว่ามันมีประโยชน์รอบด้านจริงๆ
-
เรื่องผิวพรรณ: พอภาวะอนุมูลอิสระลดลง การอักเสบในผิวก็ลดตามไปด้วย ส่งผลดีต่อปัญหาจุดด่างดำ รอยด่างขาว ริ้วรอยต่างๆ แถมยังช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น กลไกนี้ยังไปเกี่ยวพันกับปรากฏการณ์ “เซลล์ชรา” (Cellular Senescence) หรือเซลล์แก่ๆ ที่ทำงานผิดปกติคล้าย “เซลล์ซอมบี้” ซึ่งคอยปล่อยสารเร่งความแก่ให้เซลล์อื่น คุณหมอโกลด์เบิร์กมองว่า “พอคุณลดการอักเสบและอนุมูลอิสระที่ผิวได้ มันก็ส่งผลดีต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกายด้วย” ซึ่งจุดนี้น่าจะโดนใจคนไทยอย่างจัง เพราะเรื่องชะลอวัยกับความสวยความงามถือเป็นตลาดใหญ่ในบ้านเรา
-
ด้านหัวใจ: มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งจากฝรั่งเศสที่คุณหมอโกลด์เบิร์กอ้างถึง พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่กิน GliSODin เป็นเวลา 2 ปี มีความหนาของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอลดลง สวนทางกับกลุ่มที่ไม่ได้กินซึ่งผนังหลอดเลือดกลับหนาขึ้น ผลลัพธ์แบบนี้ “หาไม่ได้ง่ายๆ จากยาตัวไหน” เพราะยังไม่เคยมีงานวิจัยยาที่ยืนยันผลการ ‘ย้อนกลับ’ ความเสื่อมของหลอดเลือดได้ชัดเจนขนาดนี้ GliSODin จึงอาจเป็นตัวเสริมที่น่าสนใจ ควบคู่ไปกับการดูแลหัวใจแบบเดิมๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโรคหัวใจยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย กระทรวงสาธารณสุข, 2565
-
ในแง่มะเร็ง: แม้จะย้ำว่า GliSODin “ไม่ใช่ยารักษามะเร็ง” แต่งานวิจัยในสัตว์ทดลองก็พบผลลัพธ์ที่น่าสนใจ เช่น ช่วยลดปริมาณอนุมูลอิสระในก้อนมะเร็ง และอาจลดโอกาสการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้ ในหนูทดลองที่ได้รับสารก่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ร่วมกับ GliSODin พบว่ามีรอยโรคเกิดขึ้นน้อยลง และ GliSODin ยังแสดงผลยับยั้งเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากบางชนิดได้อย่างชัดเจน แต่ผลลัพธ์ที่น่าจับตามองที่สุดคือ มันอาจช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราเข้าไปจัดการกับเซลล์ที่ผิดปกติได้ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการแพทย์เชิงบูรณาการในไทย ที่เน้นการฟื้นฟูร่างกายควบคู่ไปกับการรักษาหลัก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2567
ถึงแม้ผลวิจัยจะดูดีมีอนาคต แต่ GliSODin ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างนัก แม้แต่ในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านการชะลอวัยเองก็ตาม คุณหมอโกลด์เบิร์กให้เหตุผลว่า อาจเป็นเพราะผลลัพธ์มันดู “ดีเกินจริง” จนคนในวงการแพทย์ที่คุ้นเคยกับการโฆษณาเกินจริงพากันตั้งแง่ “ผมไม่ได้บอกว่านี่คือยาวิเศษรักษาได้ทุกโรค” เขาย้ำ แต่ถ้ามีข้อมูลมายืนยันหนักแน่นพอ เขาเชื่อว่า GliSODin มีศักยภาพที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีดูแลสุขภาพของผู้คนในยุคสังคมสูงวัยได้เลยทีเดียว
สำหรับคนไทยเรา ข้อมูลนี้นับว่าสำคัญไม่น้อย เพราะประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ คาดว่าในปี 2574 จะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปถึง 20% UN Thailand, 2023 ทำให้กระแส “กันแก่ กันโรค” ด้วยวิธีที่เข้าถึงง่ายและราคาไม่แรงกลายเป็นเทรนด์ฮิตติดลมบน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เคลมว่าช่วยให้หน้าใส ดูอ่อนกว่าวัย แถมยังดีต่อหัวใจ ช่วยป้องกันโรคร้ายที่คนไทยกลัวกันนักหนา
สังคมไทยที่ให้คุณค่ากับความอ่อนเยาว์อยู่แล้ว ประกอบกับภูมิปัญญาดั้งเดิมเรื่องสมุนไพรและการใช้สารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ เช่น ขมิ้นชัน หรือ มะรุม ยิ่งทำให้ผู้บริโภคไทยเปิดใจรับ “ซุปเปอร์ฟู้ด” หรืออาหารเสริมใหม่ๆ ได้ง่าย อย่างไรก็ตาม นักวิชาการไทยก็ออกมาเตือนให้ระวังข้อมูลที่มาจากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง นายแพทย์ ณัฐวุฒิ เจริญวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์ผ่านอีเมลว่า “ผลลัพธ์ของสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ที่เราเห็นในการศึกษาขนาดเล็ก หรือที่บริษัทนำเสนอ อาจจะไม่ตรงกับผลในงานวิจัยขนาดใหญ่ที่เป็นกลางเสมอไป ผู้บริโภคควรตรวจสอบข้อมูลจากหลายๆ แหล่งประกอบกัน”
ในต่างประเทศเอง วิตามินยอดฮิตอย่างวิตามินซีและอี ก็เคยมีข้อกังขาว่าช่วยป้องกันโรคหัวใจหรือมะเร็งได้จริงหรือไม่ ผลการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มเปรียบเทียบขนาดใหญ่หลายชิ้นพบว่า ประโยชน์อาจไม่ชัดเจนอย่างที่คิด หรือไม่ได้ช่วยยืดอายุขัยหรือป้องกันโรคเรื้อรังได้ตามที่หวัง Harvard Health, 2021, NIH, 2023 นอกจากนี้ วงการแพทย์ยังให้ความสนใจกับ “Paradox” หรือความย้อนแย้งของสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ว่าหากได้รับมากเกินไป อาจกลับไปรบกวนสมดุลในร่างกายเสียเอง งานวิจัยเกี่ยวกับ SOD ในรูปแบบ GliSODin แม้จะดูมีแนวโน้มดี แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาในระยะเริ่มต้น และยังขาดข้อมูลระยะยาวในมนุษย์จำนวนมาก PubMed, “GliSODin clinical trials”
ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน GliSODin เป็นยา และยังหาซื้อตามร้านขายยาทั่วไปได้ยาก ดังนั้น การควบคุมมาตรฐานและการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภคจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อป้องกันการโฆษณาเกินจริง รวมถึงแจ้งเตือนผู้ที่อาจแพ้โปรตีนจากข้าวสาลีซึ่งเป็นส่วนประกอบ (โดยเฉพาะคนที่มีภาวะแพ้กลูเตน หรือเป็นโรคเซลิแอค) “ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากข้าวสาลี จำเป็นต้องระบุข้อมูลบนฉลากให้ชัดเจน เพื่อป้องกันอาการแพ้” นักวิทยาศาสตร์การอาหารจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งกล่าวในรายการ เจาะข่าวเช้านี้ ช่อง 3HD 3HD Morning News, 2025
ในอนาคต กระแสการศึกษาเรื่องเอนไซม์ SOD และสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ น่าจะคึกคักยิ่งขึ้น มีการเรียกร้องให้ทำการวิจัยทางคลินิกในประชากรกลุ่มต่างๆ ให้มากขึ้น ซึ่งศูนย์วิจัยสุขภาพเกิดใหม่ของสภากาชาดไทยเอง ก็กำลังทดลองเกี่ยวกับการใช้อาหารฟังก์ชั่นที่ออกแบบให้เหมาะกับพันธุกรรมและวิถีชีวิตของคนไทยอยู่เช่นกัน หาก GliSODin ได้รับการพิสูจน์ประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระยะยาว ก็อาจกลายเป็นอีกทางเลือกของอาหารเสริมราคาย่อมเยา ที่ช่วยลดภาระโรคเรื้อรัง และสนับสนุนระบบสุขภาพถ้วนหน้าของไทยในอนาคตได้
สำหรับคนไทยที่สนใจอยากลองใช้ GliSODin ตอนนี้ แพทย์แนะนำว่าควรรอข้อมูลการวิจัยที่เป็นกลางและคำแนะนำจากหน่วยงานกำกับดูแลให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ “สิ่งสำคัญที่สุดคือ เน้นการกินผักผลไม้สดหลากหลายให้เป็นนิสัยหลัก แม้จะมีงานวิจัยใหม่ๆ ออกมาน่าตื่นเต้นก็ตาม” นายแพทย์ณัฐวุฒิกล่าวทิ้งท้าย ส่วนใครที่กินอาหารเสริมตัวอื่นอยู่แล้ว ก็ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีโรคประจำตัว หรือมีประวัติแพ้กลูเตน
สรุปแล้ว GliSODin ถือเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ที่น่าจับตามองในวงการอาหารเสริมชะลอวัย แต่ก็ต้องย้ำว่าไม่ใช่ยาวิเศษครอบจักรวาล และไม่สามารถทดแทน “หลัก 3 อ.” สุขภาพดีที่คนไทยคุ้นเคย คือ อาหารดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และอารมณ์ (จิตใจ) แจ่มใส รวมถึงการตรวจสุขภาพประจำปี หากมีข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ ทีมงาน Bangkok Post จะรีบนำมาอัปเดตให้ผู้อ่านชาวไทยได้ทราบกันอย่างแน่นอน ส่วนตอนนี้ ขอให้เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และเข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นนั้น ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ผลลัพธ์ในชีวิตจริง
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก: บทความต้นฉบับ New York Post, รวบรวมงานวิจัย PubMed, สรุปเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระ Harvard Health และแนวทางดูแลหัวใจจากกระทรวงสาธารณสุข ดูที่นี่