ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะวิตกกังวลพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ อย่างในอังกฤษ พบว่าเคสเด็กที่ถูกส่งต่อเพื่อรับการดูแลสุขภาพจิตด้วยเรื่องความวิตกกังวล เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวตั้งแต่ปี 2019 จากราว 99,000 คนต่อปี กลายเป็นกว่า 204,000 คน (The Times) แต่ในขณะที่สังคมกำลังพยายามหาทางช่วยเหลือเด็กๆ กลับมีอีกปัญหาใหญ่ที่มักถูกมองข้าม นั่นคือ ความวิตกกังวลของลูกส่งผลกระทบโดยตรง ทำให้พ่อแม่เครียดตามไปด้วย แรงสะเทือนทางอารมณ์นี้แผ่ขยายไปทั้งครอบครัว งานวิจัยใหม่ๆ หลายชิ้นยืนยันว่า หากเราละเลยสุขภาพจิตของพ่อแม่ การแก้ปัญหาความกังวลในเด็กอาจไม่ได้ผลอย่างที่หวัง
เรื่องนี้ยิ่งสำคัญมากสำหรับคนไทยในยุคปัจจุบัน เพราะสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การเรียนที่หนักขึ้น และผลพวงจากโควิด-19 ล้วนสร้างแรงกดดันให้ทั้งเด็กและพ่อแม่ต้องเผชิญปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น ในสังคมไทย ที่ซึ่งความรักความผูกพันในครอบครัวและการเป็นแบบอย่างที่ดีของพ่อแม่ถือเป็นสิ่งสำคัญ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่รบกวนชีวิตและการเรียนของลูก แต่ยังกัดกร่อนความมั่นใจ กำลังใจ และความสัมพันธ์ของพ่อแม่อย่างเงียบๆ ด้วย งานวิจัยจากต่างประเทศชิ้นใหม่ๆ ให้ข้อมูลเชิงลึกว่า ทำไมพ่อแม่ที่มีลูกวิตกกังวลจึงเป็นกลุ่มเสี่ยง และมีทางไหนบ้างที่จะช่วยประคับประคองให้ครอบครัวกลับมาสมดุลได้อีกครั้ง
ผลสำรวจในอังกฤษเผยว่า 41% ของพ่อแม่สังเกตเห็นลูกมีความกังวลมากขึ้นหลังช่วงโควิด-19 และเกือบ 1 ใน 4 ยอมรับว่าสุขภาพจิตของตัวเองก็แย่ลงเช่นกัน งานวิจัยตอกย้ำความเชื่อมโยงแบบสองทางนี้ว่า เมื่อลูกเครียด พ่อแม่ก็เครียด และเมื่อพ่อแม่เครียด ลูกก็ยิ่งเครียดหนักขึ้นไปอีก (The Times) ข้อมูลจากสหรัฐฯ และยุโรปก็ไปในทิศทางเดียวกัน แม้แต่ความเครียดเล็กๆ น้อยๆ ในบ้าน เช่น การทะเลาะกัน ปัญหาเรื่องเงิน หรือการตกงาน ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดความวิตกกังวลได้ทั้งในตัวเด็กและผู้ดูแล (PMC8120989)
หนึ่งในการศึกษาชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2021 ในวารสาร Developmental Psychobiology (อ่านได้ทาง PubMed Central ที่นี่) พบว่า ในบ้านที่มีเด็กเล็ก ความเครียดทั่วๆ ไปในครอบครัว เช่น พ่อแม่เปลี่ยนงาน ทะเลาะวิวาท หรือมีปัญหาการเงิน เป็นตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงปัญหาความวิตกกังวลและพฤติกรรมในเด็กอายุ 2-6 ขวบ และจุดสำคัญคือ เด็กจะได้รับผลกระทบหนักกว่าหากพ่อแม่เองแสดงอาการวิตกกังวล หรือรับมือกับอารมณ์ตัวเองได้ไม่ดี ดังนั้น แม้จะไม่ได้มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นกับเด็กโดยตรง แต่ถ้าพ่อแม่จัดการความเครียดของตัวเองไม่ได้ ลูกก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาทางใจมากขึ้น
งานวิจัยชิ้นนี้ยังชี้ด้วยว่า เหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจพ่อแม่โดยตรง เช่น การเปลี่ยนงาน หรือการเจ็บป่วย กลับเป็นปัจจัยที่ทำให้ลูกเครียดได้มากกว่าเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับตัวเด็กเองเสียอีก เช่น การทะเลาะกับพี่น้อง หรือปัญหาที่โรงเรียน พ่อแม่มักคิดว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดกับลูกเป็นเรื่องใหญ่กว่าความเครียดของตัวเอง ทั้งที่จริงแล้ว อารมณ์และความรู้สึกทุกข์ของพ่อแม่ต่างหากที่ส่งผลกระทบต่อลูกอย่างลึกซึ้ง
ดร.นิม ทอตเทนแฮม ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และหนึ่งในผู้เขียนงานวิจัย กล่าวว่า “พ่อแม่คือช่องทางหลักที่ความเครียดในบ้านจะส่งผ่านไปถึงลูก ถ้าพ่อแม่เครียดมากๆ ต่อให้พยายามเก็บงำแค่ไหน เด็กก็รับรู้ได้และเครียดตามไปด้วย” การส่งผ่านความเครียดนี้เกิดขึ้นได้ทั้งโดยตรง ผ่านคำพูด ท่าที หรือแม้กระทั่งผ่านกิจวัตรประจำวันที่เปลี่ยนไป รวมถึงผ่านกลไกทางชีวภาพ เช่น งานวิจัยที่วัดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ในเด็กช่วงเย็น พบว่าเด็กที่พ่อแม่รายงานว่าตนเองมีความวิตกกังวลสูง จะมีระดับคอร์ติซอลสูงกว่าปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเครียดนี้ส่งผลทั้งต่อจิตใจและร่างกาย
วงจรนี้กลายเป็นปัญหาซ้ำซ้อน เพราะเมื่อเด็กแสดงอาการวิตกกังวล เช่น ไม่อยากไปโรงเรียน กลัวการสอบ หรือมีปัญหากับเพื่อน พ่อแม่ก็มักจะเครียดมากขึ้น หรือหมดความอดทน จนอาจเผลอหมดแรงหรือตอบสนองลูกด้วยอารมณ์ด้านลบ ผลก็คือ ทั้งพ่อแม่และลูกต่างติดอยู่ในวังวนของความเครียดที่สะสมเรื้อรัง (“เครียดซ้อนเครียด”) ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ความเหนื่อยล้า หรือความรู้สึกผิดตามมา
โดยเฉพาะในสังคมไทย ประเด็นนี้ยิ่งละเอียดอ่อน เพราะค่านิยมเรื่องความเคารพพ่อแม่และความเป็นส่วนตัว อาจทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าไม่ควรแสดงความอ่อนแอ หรือไม่กล้าขอความช่วยเหลือเรื่องสุขภาพจิต หลายครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ มักต้องรับบทบาทเป็นเสาหลักทางอารมณ์ จึงรู้สึกว่าการยอมรับว่าตัวเองเครียดหรือกังวลนั้นเหมือนเป็นความล้มเหลว หรืออาจทำให้ครอบครัวเสียหน้าได้ (หน้าตาครอบครัว) อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยืนยันชัดเจนว่า การหันมาดูแลใจตัวเองไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือการสร้างเกราะป้องกันที่สำคัญให้ลูกต่างหาก
สำหรับครอบครัวและโรงเรียนในเมืองไทย ข้อมูลเหล่านี้มีความหมายอย่างยิ่ง ถ้าคุณครูสังเกตเห็นว่านักเรียนคนไหนมีอาการวิตกกังวล อาจต้องลองมองไปถึงที่บ้านด้วยว่ากำลังมีความเครียดอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ และพ่อแม่เองต้องการกำลังใจหรือความช่วยเหลือหรือเปล่า ดร.เจนนิเฟอร์ หลุยส์ นักจิตวิทยาคลินิกจาก Child Mind Institute ให้ความเห็นว่า “บางครั้งวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยเด็กที่กำลังเครียด คือการช่วยให้พ่อแม่รับมือกับความเครียดของตัวเองให้ได้ก่อน เมื่อพ่อแม่รู้สึกว่าจัดการอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น ลูกก็มักจะมีอาการดีขึ้นตามอย่างรวดเร็ว”
แนวคิดนี้กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีดูแลสุขภาพจิตในหลายประเทศมากขึ้น เช่น การบำบัดแบบครอบครัว ที่ไม่ได้เน้นแค่ตัวเด็ก แต่ให้คำปรึกษาและเครื่องมือแก่พ่อแม่ในการรับมือความเครียด รวมถึงปรับวิธีการตอบสนองต่อความกังวลของลูก งานวิจัยพบว่า เมื่อพ่อแม่ได้เรียนรู้เทคนิคผ่อนคลาย ปรับมุมมองจากความคิดลบ และสร้างขอบเขตที่เหมาะสม อาการของเด็กก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้จะไม่มีการบำบัดโดยตรงกับตัวเด็กเลยก็ตาม (Medical Xpress) หลายประเทศอย่างอังกฤษและออสเตรเลียจึงเริ่มนำกิจกรรมสำหรับพ่อแม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมสุขภาพจิตในโรงเรียนและคลินิกสำหรับเด็ก เพราะตระหนักดีว่าความสุขของทั้งครอบครัวคือเป้าหมายร่วมกัน
ในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการก็เริ่มส่งเสริมบริการให้คำปรึกษาออนไลน์และให้ความรู้ด้านสุขภาพจิตสำหรับพ่อแม่มากขึ้น โดยร่วมมือกับโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 (กระทรวงสาธารณสุข) แต่ก็ยังคงมีอุปสรรคอยู่บ้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล หรือในครอบครัวที่อาจยังไม่คุ้นเคยกับแนวคิดเรื่องสุขภาพจิตสมัยใหม่
จากข้อมูลล่าสุด มีข้อเสนอแนะที่น่าจะตรงใจพ่อแม่ คุณครู และบุคลากรด้านสุขภาพในไทย ดังนี้:
- ยอมรับว่าความเครียดของเราเป็นเรื่องปกติ เมื่อต้องดูแลลูกที่กำลังกังวลใจ และควรหาทางดูแลใจตัวเองด้วย อย่ามองข้าม อาจลองฝึกการเจริญสติ ฝึกหายใจ หรือออกกำลังกายเบาๆ หลักพุทธศาสนาเรื่อง “รู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง” (รู้เท่าทันจิตตนเอง) ก็สอดคล้องกับเทคนิคเหล่านี้
- เปิดใจพูดคุย กับคนในครอบครัวหรือคนที่ไว้ใจ เกี่ยวกับความเครียดที่กำลังเผชิญ เพราะการเก็บกดอารมณ์ไว้คนเดียวจะยิ่งสร้างความตึงเครียดในบ้าน
- มองหาการสนับสนุนแบบองค์รวม หากลูกเครียดเรื้อรัง อย่ามุ่งความสนใจไปที่เด็กเพียงอย่างเดียว ลองเข้าร่วมกลุ่มพ่อแม่ ใช้บริการสายด่วนสุขภาพจิต หรือปรึกษาทีมสุขภาพจิตในโรงเรียน ก็ช่วยได้มาก
- สร้างกิจวัตรประจำวันที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ เพราะความมีระเบียบและคาดเดาได้จะช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้ทั้งลูกและพ่อแม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลง
- ช่วยกันผลักดันให้โรงเรียนมีกิจกรรมให้ความรู้สุขภาพจิต ที่ครอบคลุมถึงพ่อแม่ด้วย สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือที่ดีระหว่างครู นักจิตวิทยา และครอบครัว
ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าปัญหาความวิตกกังวลทั้งในเด็กและพ่อแม่อาจจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกหลายปี อันเป็นผลจากแรงกดดันต่างๆ ในสังคมยุคหลังโควิด-19 อย่างไรก็ดี ข่าวดีก็คือ ทั้งความวิตกกังวลในเด็กและผู้ใหญ่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ และมักให้ผลดีหากได้รับการดูแลที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ องค์การอนามัยโลกระบุว่า หากได้รับการดูแลที่เหมาะสม ผู้ที่มีภาวะวิตกกังวลมากกว่า 70% สามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ (WHO Anxiety Fact Sheet)
เมื่อสังคมไทยกำลังปรับตัว การผสมผสานคุณค่าของครอบครัวแบบไทย เช่น ความรัก ความเมตตา เข้ากับองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิตสมัยใหม่ น่าจะเป็นแนวทางที่ดีในการสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัว หากเรามองว่าความเครียดหรือปัญหาสุขภาพจิตในบ้านเป็นเรื่องของ “เรา” ทุกคน ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง พ่อแม่ก็จะไม่ใช่แค่ผู้ดูแล แต่จะเป็นผู้นำในการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้ลูกและคนรุ่นต่อไป
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่อาจกำลังต้องการความช่วยเหลือ จริงๆ แล้วมีแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากมาย เช่น เว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐอย่าง กรมสุขภาพจิต คุณครูแนะแนวที่โรงเรียน หรือศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน ขอให้จำไว้ว่า การขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพใจให้ตัวเอง คือการมอบของขวัญที่ดีที่สุดให้ลูก ไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว งานวิจัยยืนยันหนักแน่นว่า ยิ่งเราดูแลใจพ่อแม่ได้ดีเท่าไร ก็ยิ่งเป็นการลงทุนเพื่อ “ความสุข” ของครอบครัวในระยะยาว
แหล่งข้อมูลและบทความน่าอ่านเพิ่มเติม: