เร็วๆ นี้ มีข่าวสุขภาพชวนระทึกขวัญที่กลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก เมื่อหญิงชาวอังกฤษวัย 41 ปี ต้องถูกหามส่งโรงพยาบาลด่วนด้วยภาวะ “กล้ามเนื้อสลาย” (Rhabdomyolysis หรือเรียกสั้นๆ ว่า แรบโด) หลังจากฝึกคาราเต้อย่างหนักหน่วงทั้งที่ร่างกายขาดน้ำ เรื่องนี้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัยที่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่คนรักสุขภาพในบ้านเรา Daily Mail ภาวะนี้แม้จะไม่ได้เจอกันบ่อยๆ แต่ก็อันตรายถึงชีวิต และดูเหมือนจะพบมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับเทรนด์ออกกำลังกายสุดโหดที่เน้นท้าทายขีดจำกัดร่างกาย แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักอันตรายนี้เท่าไหร่ การทำความเข้าใจภาวะกล้ามเนื้อสลาย ทั้งอาการ สาเหตุ และวิธีป้องกัน จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเมืองไทยที่กระแสรักสุขภาพและการออกกำลังกายแบบเข้มข้นกำลังมาแรง
ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อเซลล์กล้ามเนื้อลาย (skeletal muscle) ถูกทำลายอย่างรวดเร็วและรุนแรง สาเหตุส่วนใหญ่มักมาจากการออกกำลังกายหนักเกินไป ร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง หรือได้รับบาดเจ็บหนักๆ เมื่อกล้ามเนื้อสลาย จะมีการปล่อยสารต่างๆ โดยเฉพาะโปรตีนไมโอโกลบิน (myoglobin) เข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งเป็นพิษต่อไตอย่างมาก หากปล่อยไว้ไม่รักษาทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลันและเสียชีวิตได้ Wikipedia สัญญาณอันตรายที่ต้องจับตาดูคือ อาการปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงผิดปกติ กล้ามเนื้ออ่อนแรง แขนขาบวมเป่ง และที่สำคัญคือปัสสาวะมีสีเข้มจัดเหมือนสีโคล่าหรือชาดำ อย่างกรณีของหญิงชาวอังกฤษที่เป็นข่าว เธอก็รีบไปโรงพยาบาลทันทีหลังสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ ซึ่งแพทย์ก็วินิจฉัยยืนยันและรีบให้สารน้ำทางหลอดเลือดเพื่อขับสารพิษและป้องกันภาวะไตวาย
ถึงแม้ว่าใครๆ ก็มีความเสี่ยงได้ แต่ภาวะนี้มักเกิดกับคนที่หักโหมออกกำลังกายในรูปแบบที่ร่างกายยังไม่คุ้นชิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าทำในภาวะขาดน้ำหรือท่ามกลางอากาศร้อนจัด ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬามืออาชีพหรือคนทั่วไปก็เป็นได้หมด มีตัวอย่างให้เห็นจากข่าวในรัสเซีย ชายหนุ่มคนหนึ่งพยายามทำท่าสควอตถึง 2,000 ครั้งรวดเดียว ผลคือไตวายและต้องนอนพักรักษาตัวนานเป็นปี Daily Mail ในสหรัฐอเมริกาก็พบเคสลักษณะนี้บ่อย ประมาณปีละ 26,000 ราย ล่าสุดก็มีข่าวนักกีฬาลาครอสจากมหาวิทยาลัย Tufts ถึง 12 คน ต้องเข้าโรงพยาบาลหลังจากเข้าร่วมโปรแกรมฝึกสุดโหดกับหน่วยซีล (Navy SEAL) ทั้งที่ทุกคนเป็นนักกีฬาแข็งแรง CBS News, NY Times
ข้อมูลจากกองทัพสหรัฐฯ ในปี 2023 เผยว่า พบเคสกล้ามเนื้อสลายจากการออกกำลัง (exertional rhabdomyolysis) ในทหารถึง 529 ราย ซึ่งส่วนใหญ่มักเชื่อมโยงกับกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูงหรือใช้แรงอย่างหนักหน่วงเกินไป Health.mil “ภาวะนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์เลยนะคะ และมีแนวโน้มจะเจอบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เพราะเดี๋ยวนี้คนนิยมออกกำลังกายหนักๆ โดยอาจจะพักผ่อนไม่พอ หรือดื่มน้ำน้อยเกินไป” พญ.ประณี จันทวานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไตในกรุงเทพฯ อธิบาย “ยิ่งอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเรา ยิ่งเสี่ยงเข้าไปใหญ่ เพราะร่างกายเสียเหงื่อเยอะ ขาดน้ำได้ง่าย ทำให้กล้ามเนื้อสลายได้ง่ายขึ้น”
ผู้เชี่ยวชาญต่างย้ำว่า ภาวะขาดน้ำเป็นตัวการสำคัญที่ทั้งกระตุ้นให้เกิดและทำให้ภาวะนี้รุนแรงขึ้น เพราะเมื่อร่างกายขาดน้ำ กล้ามเนื้อจะยิ่งสลายตัวเร็วขึ้น แถมไตยังทำงานได้แย่ลงในการกรองของเสีย นพ. อรุณี ซันตินี แพทย์เวชศาสตร์การกีฬา แนะนำว่า “ไม่ว่าคุณจะฟิตแค่ไหน หรือเพิ่งเริ่มออกกำลังกาย ถ้ามีอาการปวดกล้ามเนื้อแปลกๆ หรือฉี่สีเข้มผิดปกติ อย่าลังเลค่ะ รีบไปหาหมอทันที การรักษาด้วยการให้สารน้ำทางเส้นเลือดเร็วที่สุด จะช่วยเซฟไตและร่างกายได้” คุณหมอยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดื่มน้ำให้เพียงพอ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยปกป้องกล้ามเนื้อได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าร้อนของเมืองไทย
แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะฟื้นตัวได้ดีหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที แต่หากช้าเกินไป อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างถาวร ภาวะความดันในช่องกล้ามเนื้อสูง (compartment syndrome) ซึ่งอันตรายมาก หรือไตเสียหายถาวร Wikipedia ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับนักกีฬาเด็กที่มีโรคประจำตัวแฝง เช่น ภาวะ Sickle cell trait ภาวะกล้ามเนื้อสลายอย่างรุนแรงอาจทำให้อวัยวะหลายระบบล้มเหลวและถึงแก่ชีวิตได้ PubMed study
สำหรับประเทศไทย ภาวะนี้น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ เพราะกระแสฟิตเนสกำลังมาแรง ทั้งการวิ่งมาราธอนรอบสวนลุมฯ คลาส HIIT สุดฮิต หรือกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์และฤดูร้อน ล้วนเพิ่มความเสี่ยงได้ทั้งสิ้น นอกจากปัจจัยเรื่องอากาศร้อนแล้ว คนไทยบางส่วนยังอาจมีความคุ้นเคยกับการดื่มแอลกอฮอล์หลังออกกำลังกาย ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความเสียหายต่อกล้ามเนื้อได้อีก นอกจากนี้ ทัศนคติแบบไทยๆ ที่ว่า “ทนๆ ไปก่อน เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง” อาจทำให้หลายคนมองข้ามสัญญาณเตือนของร่างกาย และพลาดโอกาสที่จะได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
อย่าเพิ่งคิดว่าภาวะนี้จะเกิดกับนักกีฬาเท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วยังพบได้ในกลุ่มทหารเกณฑ์ระหว่างการฝึก ผู้สูงอายุที่ใช้ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน (statins) หรือแม้แต่ในผู้ที่ติดเชื้อรุนแรง หรือถูกงูพิษกัด ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุที่พบได้ในเมืองไทยเช่นกัน Wikipedia กระทรวงสาธารณสุขเองก็เคยออกมาเตือนสถานออกกำลังกายและโรงเรียนต่างๆ ให้ความรู้แก่สมาชิกและนักเรียนเกี่ยวกับอันตรายของการออกแรงหนักเกินพอดีและการป้องกันภาวะขาดน้ำ
แล้วจะทำอย่างไรให้คนไทยออกกำลังกายได้อย่างปลอดภัย? คำตอบสำคัญอยู่ที่ “ความพอดีและการดื่มน้ำให้เพียงพอ” ควรดื่มน้ำให้พอทั้งก่อน ระหว่าง และหลังออกกำลังกาย ควรค่อยๆ เพิ่มความหนักของการออกกำลัง อย่าหักโหม และที่สำคัญคือ เมื่อร่างกายส่งสัญญาณเตือน เช่น รู้สึกเจ็บ หรืออ่อนแรงผิดปกติ ต้องหยุดพักทันที “ฟังเสียงร่างกายตัวเองให้ดีที่สุดค่ะ” พญ.ประณีแนะนำ “อย่าเอาตัวเองไปเทียบกับเพื่อน หรืออินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียล การออกกำลังกายที่ดีคือความสม่ำเสมอ ไม่ใช่การแข่งขันเอาเป็นเอาตาย”
สำหรับเจ้าของฟิตเนส เทรนเนอร์ และโค้ช การให้ความรู้และคอยสังเกตอาการของสมาชิกหรือนักกีฬาตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถช่วยชีวิตคนได้ ควรกระตุ้นให้ทุกคนสังเกตอาการผิดปกติของตัวเอง พักดื่มน้ำเป็นระยะๆ และช่วยกันปรับทัศนคติที่ว่า “ยิ่งเจ็บยิ่งดี” (No pain, no gain) การฝึกหนักทำได้ แต่ต้องไม่ฝืนร่างกายเกินไป พ่อแม่ผู้ปกครองและครูอาจารย์ก็มีส่วนสำคัญในการช่วยสอดส่องดูแลนักกีฬา โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องฝึกซ้อมหนักหรือทำกิจกรรมกลางแดดจัด
ในอนาคต หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอาจพิจารณาบรรจุเรื่องนี้ในการรณรงค์ด้านสุขภาพ หรือในหลักสูตรอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของสภาพอากาศร้อนชื้นในประเทศไทยต่อความเสี่ยงของภาวะกล้ามเนื้อสลาย ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับคนไทยโดยเฉพาะ
สุดท้ายนี้ หากคุณออกกำลังกายแล้วรู้สึกปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงผิดปกติ หรือสังเกตว่าปัสสาวะมีสีเข้มขึ้น อย่าได้นิ่งนอนใจเด็ดขาด — รีบไปพบแพทย์ทันที! การรักษาที่รวดเร็วสามารถช่วยให้หายได้เกือบ 100% ขอเพียงเรารู้เท่าทันและใส่ใจสัญญาณเตือนจากร่างกาย เราก็จะสามารถออกกำลังกายได้อย่างมีความสุข ปลอดภัย และมีสุขภาพดี ห่างไกลจากภัยเงียบนี้ได้
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาวะกล้ามเนื้อสลายจากการออกกำลังกาย สามารถศึกษาได้จาก Wikipedia, งานวิจัยล่าสุดใน PubMed, ข่าวสุขภาพจาก CBS News, NY Times และข้อมูลสถิติเชิงลึกจาก Health.mil