วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๘ ผมไปร่วมงาน ชื่นใจ...ได้เรียนรู้ (ภาคครูเพลิน) ครั้งที่ ๒๗ “คุณค่าและค่านิยมกับการศึกษาเพื่อเป็นมนุษย์” ที่โรงเรียนเพลินพัฒนา   เหมือนอย่างที่เคยไปร่วมทุกปี และบันทึกไว้ที่ (๑)    โดยที่หัวข้อของครั้งที่ ๒๗ นี้ตรงกับหัวข้อของครั้งที่ ๒๖ เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๗   ซึ่งผมบันทึกไว้ที่ (๒)

ก่อนวันงาน ๒ วัน ผมได้รับข้อเขียน ‘คุณค่า’ กับการศึกษาเพื่อเป็นมนุษย์  โดยครูปาด ศีลวัต ศุษิลวรณ์ ที่เขียนได้จับใจและลึกซึ้งมาก   ในการตีความ ความเป็นมนุษย์ ()  ที่ท่านบอกว่ายังเขียนไม่เสร็จ    แต่ผมก็ขอเอามาเผยแพร่ในที่นี้   เมื่อได้ฉบับสมบูรณ์จะนำมาเผยแพร่อีกครั้งหนึ่ง   

ท่านที่สนใจเรื่อง ค่านิยมศึกษา VbE – Values-based Education  อ่านหรือดาวน์โหลด หนังสือ ค่านิยมศึกษา สู่คุณค่านำทางชีวิต ได้ที่ (๓)   และอ่านการตีความหนังสือ เพื่อครูและนักเรียนเป็นนักพัฒนาตนเอง(๔)  บทที่ ๒ หน้า ๒๗ - ๖๘    ท่านจะพบว่า ผลงานของ ดญ. นภัค กิตติพิชัย ชั้น ป. ๓ โรงเรียนเพลินพัฒนา ลึกซึ้งกินใจเพียงใด   สะท้อนค่านิยมที่ดีแห่งความเป็นมนุษย์อย่างไร   ความเป็นมนุษย์ที่แท้ไม่ได้อยู่ที่ความคิดที่วนเวียนอยู่ที่ตัวตนของตนเอง (self) เท่านั้น   ต้องคิดเชื่อมโยงสู่คนอื่น สิ่งอื่น และสังคม --- ปฏิสัมพันธ์ (relationship)   

ผมลองถาม เจนเนอเรทีฟ เอไอ Copilot, DeepSeek R1, และ Gemini ว่า ความเป็นมนุษย์ที่แท้ (real or perfect human) เป็นอย่างไร   เกิดขึ้นได้อย่างไร  จากปัจจัยอะไรบ้าง   การศึกษาและการเลี้ยงดูที่บ้านมีส่วนส่งเสริมหรือขัดขวางอย่างไร   สังคมในภาพรวมมีส่วนส่งเสริมหรือขัดขวางอย่างไร   ระบบโซเชี่ยลมีเดียในปัจจุบันมีส่วนส่งเสริมหรือขัดขวางมากน้อยเพียงใด   ระบบอื่นๆ ในสังคม มีระบบใดบ้างที่มีบทยาทสำคัญต่อการส่งเสริมความเป็นมนุษย์ที่แท้     ได้รับคำตอบที่ดีมาก ท่านผู้อ่านลองถามเองนะครับ ผมขอไม่นำมาลง เพราะจะทำให้บันทึกยาวเกินไป   

อ่างปลาเสวนา คุณค่ากับการศึกษาเพื่อเป็นมนุษย์   

เป็นการเสวนาที่มีครูปาดทำหน้าที่ถามวิทยากร ๒ ท่านคือ ศ. ดร. รัศมี ชูทรงเดช (นักมานุษยวิทยา)  กับคุณเกล้ามาศ ยิบอินซอย (นักประวัติศาสตร์ศิลปะ)   เรื่องคุณค่าของการมีชีวิต   เป็นโอกาสให้ผมได้ฟังมุมมองและวิธีคิดของคนต่างศาสตร์กับผม   โดยผมเรียนมาทางด้านวิทยาศาสตร์จ๋า    กระหายอยากรู้ว่าคนศาสตร์อื่นเขามีมุมมองและคิดอย่างไร

ดร. รัศมี บอกว่าชีวิตมนุษย์มีวิวัฒนาการมา ๓ ล้านปี จากการมีความรักความผูกพันระหว่างกัน อยู่ร่วมกัน  แบ่งปันกัน  สร้างวัฒนธรรม คุณค่า คุณธรรม ค่านิยม เพื่อการอยู่ร่วมกัน   

คุณเกล้ามาศ บอกว่า ความดีเป็นสิ่งที่ไม่ชัดเจน ขึ้นกับคนมอง    มนุษย์ต้องฝึกฝนไม่ให้แก้ปัญหาโดยทำตามสัญชาตญาณ    ต้องฝึกฝนจิตใจจนตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้องดีงามอย่างอัตโนมัติ ไม่ต้องคิด   อย่างที่เรียกว่าตัดสินใจตาม gut feeling   สามารถวางตัวอยู่ในสังคมโดยไม่ตกเป็นเหยื่อกิเลส   

การเสวนาก้าวสู่ประเด็นว่า มนุษย์เกิดมาช่วยตัวเองไม่ได้เป็นเวลานานนับสิบปี    ช่วงนั้นเป็นช่วงของการเรียนรู้ฝึกฝน    เพื่อให้เติบโตเป็นคนที่ช่วยตัวเองได้ และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม  โดยตระหนักว่าตัวตนของตนเองเป็นส่วนเล็กนิดเดียวของจักรวาล และของสังคม   ต้องรู้จักเคารพผู้อื่น และเคารพตนเอง   ยอมรับความไม่รู้ของตน        

เปิดชั้นเรียน การสร้าง VA+SK ในหน่วยประสบการณ์ฯ ภูมิปัญญาภาษาไทย ป. ๓   เรื่องคุณค่าในวิถีชีวิต

โดย คุณครูนุ่น นางสาวจริญญา จันทะดวง และนักเรียนชั้น ๓   ภายใต้หลักการว่า ชีวิตสั้น วรรณศิลป์ยืนยาว   ที่ช่วยให้ผมเข้าใจคำว่า “ภูมิปัญญาภาษาไทย” ของครูใหม่    ว่ากินความกว้างกว่าภาษาไทย     แต่ยังรวม “ภาษาใจ” ที่สะท้อนค่านิยมของตนเอง  หรือสะท้อนการพัฒนาด้านในของนักเรียนในกรณีนี้   

ครูปาดบอกว่านักเรียนกลุ่มนี้ได้สั่งสมประสบการณ์มาก่อนแล้ว ๓ สัปดาห์ เพื่อเรียนรู้ ๔ ประการคือ  (๑) ชีวิตได้มายาก  (๒) ชีวิตของแต่ละคนเล็กนิดเดียว  (๓) ชีวิตของคนเราเปราะบาง และสั้น  (๔) ชีวิตของคนเรามีค่ามาก    ตาม PowerPoint ชุดนี้ (ไฟล์ ภูมิปัญญาภาษาไทย)    

มีการทบทวนการเรียนรู้ตามในวิดีทัศน์นี้ (เส้นทางการเรียนรู้ OC ภูมิไทย)    ที่บอกเราว่า เด็กชั้น ป. ๓ อายุ ๙ ขวบ สามารถเข้าใจเรื่องเชิงนามธรรมได้ขนาดนี้   โดยครูปาดอธิบายว่า ความเข้าใจชีวิตไม่ชึ้นกับวัย  ระดับการศึกษา ความฉลาด หรือประสบการณ์ 

นักเรียนได้ปิดตาฟังนิทานเรื่องดอกไม้ในทุ่งหญ้า   เพื่อมีประสบการณ์ตรงของสภาพตามองไม่เห็น ที่นักเรียนบอกว่าได้เรียนรู้ว่า 

สำหรับใช้เขียนนิทานเสียง  ที่ทีมนักเรียนกลุ่มละ ๔ - ๕ คน ตั้งชื่อและแต่งเรื่อง   สำหรับเอาไปอ่านให้ผู้พิการทางสายตาฟัง   โดยมีเงื่อนไข ๓ ข้อคือ  (๑) เนื้อหาของนิทานช่วยให้เข้าถึงความจริงของชีวิต ที่ได้มายาก เปราะบาง และแสนสั้น  แต่สร้างสรรค์คุณค่าที่ยิ่งใหญ่ได้มากมาย  (๒) ใช้ภาษาพรรณาให้เกิดจินตภาพ และอรรถรส   (๓) มีร้อยกรองประกอบ ๑ - ๒ บท    ให้เวลา ๓๐ นาที   

หลังจากนักเรียนอ่านผลงานจบ   เป็นช่วง AAR ที่ผู้เข้าชมการเปิดชั้นเรียนสะท้อนการเรียนรู้และข้อคิดเห็น    ที่ผมสรุปว่า นอกจากนักเรียนได้เรียนรู้เรื่องคุณค่าของการมีชีวิตแล้ว    ยังได้พัฒนาทักษะด้านค่านิยม และทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ อีกหลายอย่างให้แก่ตัวเอง

        

 เปิดชั้นเรียน “การสร้าง VA+SK ในหน่วยประสบการณ์ฯ แสนภาษา” ป. ๕ - ๖ 

โดยคุณครูหนึ่ง นายสันติ สุ้นกี้ และคุณครูกุ้ง นางสาวจินดาพร โสภาไฮ

ผมเพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า “แสนภาษา” เมื่อปีที่แล้ว    ว่าหมายถึงวิชาศิลปะ    ผมตีความว่าศิลปะเป็น “ภาษา” หรือการสื่อความหมายที่สื่อด้วยวาจาได้ไม่ครบถ้วน   หรือสื่อสารเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน สื่อสารด้วยวาจาหรือตัวหนังสือจะไม่สุภาพ   และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือสื่อเรื่องที่มีความซับซ้อนตีความได้หลายแง่หลายมุม   ศิลปะจึงเป็นการสื่อสารที่ให้อิสระแก่ผู้รับสารในการตีความเอาเอง    รวมทั้งให้อิสระแก่ผู้สื่อสารให้สื่อสารเรื่องที่ลี้ลับ หรือไม่ตรงไปตรงมา   

นักเรียนคละชั้น ป. ๕ และ ๖ ได้รับมอบหมายให้ทำงานกลุ่ม  ตีความผลงานของน้องๆ ชั้น ๓ ที่ทำเมื่อเช้า ออกมาเป็นชิ้นงานศิลปะ   โดยมีโจทย์ว่า ให้นักเรียนจับเวลาที่แสนจะมีคุณค่าในวัยเด็กก่อนที่มันจะเลือนหายไปจากตนเอง   และถ่ายทอดความรู้สึกต่อคุณค่านั้นออกมาเป็นงานศิลปะ   

เมื่อแต่ละกลุ่มนำเสนอชิ้นงาน และอธิบายความหมายของชิ้นงานต่อผู้ชม  เกิดความฮือฮาในหมู่ผู้ชมเมื่อกลุ่มหนึ่งอธิบายชิ้นงานศิลปะว่า สื่อชีวิตของพวกตนที่ตอนเรียนอนุบาลชีวิตมีอิสระ  แต่เมื่อขึ้นชั้นประถมชีวิตการเรียนถูกเข้ากรอบ ความสุขลดลง    เป็นโจทย์ให้ผู้บริหารโรงเรียนและครูนำไปหาทางปรับปรุงระบบนิเวศการเรียนรู้ ให้นักเรียนรู้สึกมีอิสระเพิ่มขึ้น   

การสะท้อนคิดบอกว่า จากกิจกรรม นักเรียนได้เรียนรู้อะไร  แสดงให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เห็นว่า นักเรียนโรงเรียนเพลินพัฒนาชั้น ป. ๕ - ๖  อายุ ๑๑ - ๑๒ ปี มีความงอกงามทางความคิด โดยเฉพาะความคิดเชิงนามธรรม สูงยิ่ง    เป็นความสำเร็จของโรงเรียน ในการเกื้อหนุนการพัฒนาค่านิยมที่ดีให้แก่นักเรียน           

 

เป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องสะท้อนคิดสิ่งที่ได้ฟังมาตลอดวัน ว่าผมเห็นอะไร เรียนรู้อะไร   จากกิจกรรม KM ครั้งนี้    ซึ่งว่าด้วยความเป็นมนุษย์  ว่าด้วยชีวิต    ผมชี้ให้เห็นว่า คนเราเกิดมายังมีความเป็นมนุษย์นิดเดียว   แต่มีศักยภาพที่จะงอกงามความเป็นมนุษย์ขึ้นมาหลังคลอดออกมาจากท้องแม่   การเลี้ยงดูและการศึกษาเป็นเครื่องช่วยหนุนความงอกงามนั้น    แต่การศึกษาไทยบิดเบี้ยว อย่างที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า “การศึกษาหมาหางด้วน”   คือละเลยเรื่องมิติของความเป็นมนุษย์ที่แท้    สนใจแต่จะให้เรียนหนังสือ เรียนความรู้   เรียนไปมีอาชีพการงานที่ดี    ซึ่งไม่ผิด แต่ไม่ครบถ้วน หรือขาดประเด็นสำคัญไป   คือเรื่องจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์   เพื่อการเป็นมนุษย์ที่ดีงาม เป็นประโยชน์แก่สังคม   

ผมได้เรียนรู้จากการไปร่วมงาน KM ของโรงเรียนเพลินพัฒนามากว่าสิบปี   ว่าศิลปะเป็นเครื่องมือหนึ่งของการกระตุ้นการงอกงามด้านในของความเป็นมนุษย์   

ข้อสะท้อนคิดของผมที่เล่านี้ไม่ตรงกับที่พูดเป๊ะๆ    ดู PowerPoint ประกอบได้ ที่นี่ 

วิจารณ์ พานิช

๑๔ เม.ย. ๖๘

 

    

 

1 นร. ชั้น ป. ๓ เตรียมทำงานกลุ่ม

2 บรรยากาศการผลิตชิ้นงานนิทานเสียง

 

3 บรรยากาศผู้ชมสะท้อนคิดข้อเรียนรู้จากการเปิดชั้นเรียนภูมิปัญญาภาษาไทย

 

4 นร. ชั้น ป. ๕ - ๖ กลุ่มที่สร้างชิ้นงานศิลปะสะท้อนชีวิตที่ถูกตีกรอบ

 

5 บรรยากาศการเริ่มผลิตชิ้นงานศิลปะ นร. ป. ๕ – ๖

6 นพ. สมบูรณ์ จิรวัฒนาสมกุล จาก จ. สกลนคร ให้ข้อสะท้อนคิดในตอนท้าย