มีข่าวดีมาให้วงการแพทย์ด้านมะเร็งทั่วโลกได้ใจชื้นกันบ้าง เมื่อรายงานวิจัยชิ้นใหญ่ล่าสุดเผยว่า ตัวเลขการวินิจฉัยมะเร็งระยะลุกลามในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยพุ่งสูงน่าตกใจในช่วงแรก ๆ ที่โควิด-19 ระบาดหนัก ตอนนี้ได้กลับสู่ระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตแล้ว รายงานฉบับนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Cancer เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากในสหรัฐฯ ซึ่งช่วยคลายความกังวลที่หลายฝ่ายมีก่อนหน้านี้ว่า การที่คนงดไปตรวจคัดกรองช่วงโควิด อาจทำให้เจอผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายมากขึ้นอย่างถาวร และอาจทำให้อัตราการเสียชีวิตสูงขึ้นตามไปด้วย (AP News)

งานวิจัยนี้สำคัญกับคนไทยไม่น้อย เพราะมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของบ้านเรา แต่ละปีคร่าชีวิตคนไทยไปกว่า 80,000 คน โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม ปากมดลูก ตับ และลำไส้ใหญ่ ที่พบได้บ่อย การตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรก ๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการรอดชีวิต โดยเฉพาะในประเทศที่การเข้าถึงการตรวจคัดกรองยังไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร อย่างประเทศไทยเอง ในช่วงโควิด คนจำนวนมากก็เลื่อนหรือยกเลิกนัดตรวจสุขภาพประจำปีไปเหมือนกัน คล้ายกับที่เกิดขึ้นทั่วโลก รายงานชิ้นนี้จึงไม่ได้แค่บอกว่าเกิดอะไรขึ้นในอเมริกา แต่ยังเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อนักวางแผนนโยบายและคนไทยทั่วไปที่อยากเห็นระบบสาธารณสุขบ้านเราฟื้นตัวได้ดีหลังโควิด

ย้อนไปช่วงต้นปี 2563 ตอนที่โรงพยาบาลต่าง ๆ กำลังหัวหมุนกับการรับมือผู้ป่วยโควิดที่ทะลักเข้ามา คนอเมริกันนับล้านคน—รวมถึงคนไทยในอเมริกาจำนวนไม่น้อย—ต่างหลีกเลี่ยงการไปตรวจสุขภาพตามนัด ไม่ว่าจะเป็นการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ตรวจแมมโมแกรม หรือเอกซเรย์ปอด ข้อมูลในช่วงแรก ๆ ก็ดูน่าเป็นห่วง เพราะพบว่าจำนวนผู้ป่วยมะเร็งที่ตรวจเจอในระยะลุกลามเพิ่มสูงขึ้นจริง ๆ ในปี 2563 ทำให้เกิดความกลัวว่าต่อไปจะมีคนเป็นมะเร็งระยะที่รักษาไม่ทันมากขึ้น แต่รายงานฉบับใหม่นี้—ซึ่งจัดทำโดยสมาคมทะเบียนมะเร็งกลางแห่งอเมริกาเหนือ ร่วมกับองค์กรด้านสาธารณสุขชั้นนำอื่น ๆ—กลับพบว่า พอถึงปี 2564 สัดส่วนของมะเร็งระยะลุกลามส่วนใหญ่ได้กลับมาอยู่ในระดับปกติแล้ว คุณเรซินดา เชอร์แมน หัวหน้าทีมวิจัย บอกกับสำนักข่าว AP ว่า “ณ ตอนนี้ เรายังไม่เห็นว่ามีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายเพิ่มขึ้นกว่าปกติ” ซึ่งหมายความว่าโอกาสที่อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งจะพุ่งสูงขึ้นเพราะผลกระทบจากโควิดนั้นค่อนข้างต่ำ “ถือเป็นข่าวดีมาก ๆ ค่ะ” คุณเชอร์แมนเสริม

แนวโน้มเดียวกันนี้ยังเห็นได้จากภาพรวมของการวินิจฉัยมะเร็งทั้งหมด คือ จำนวนผู้ป่วยใหม่ที่ตรวจพบทั้งหมดลดลงในปี 2563 เพราะคนไม่กล้าไปโรงพยาบาล แต่พอระบบสาธารณสุขเริ่มปรับตัวได้และคนเริ่มกลับมาตรวจกันมากขึ้นในปี 2564 ตัวเลขผู้ป่วยใหม่ก็ดีดกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ที่น่าสนใจคือ แนวโน้มนี้เกิดขึ้นคล้าย ๆ กันในทุกรัฐของสหรัฐฯ แม้ว่าแต่ละรัฐจะมีนโยบายรับมือโควิดที่แตกต่างกันก็ตาม ซึ่งสะท้อนว่าพฤติกรรมของประชาชนและแนวทางปฏิบัติของแต่ละโรงพยาบาลน่าจะมีผลต่อการเข้าถึงการตรวจมะเร็งมากกว่ามาตรการล็อกดาวน์โดยตรง

แม้จะพบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งต่อมลูกหมากที่ตรวจเจอในระยะลุกลามเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปี 2564 แต่นักวิจัยชี้ว่าการเพิ่มขึ้นนี้ “ไม่ได้มากจนน่ากังวล” ซึ่งเป็นประเด็นที่บุคลากรสาธารณสุขไทยควรให้ความสนใจ เพราะบ้านเราเองก็ยังมีความท้าทายเรื่องการเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในการศึกษานี้เก็บถึงแค่ปี 2564 เท่านั้น นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพยังคงแนะนำว่า ควรจะต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไป และต้องระวังว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ หากมีผู้ป่วยที่การวินิจฉัยล่าช้ามาก ๆ หรือเป็นมะเร็งชนิดที่โตเร็ว แต่ถึงอย่างนั้น ข้อมูลล่าสุดนี้ก็นับเป็นสัญญาณที่ดี

รศ.นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรเลิศ (สมมติชื่อ) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้ความเห็นว่า “ข้อมูลจากสหรัฐฯ ชุดนี้นับว่าดีมากครับ และเริ่มเห็นแนวโน้มคล้าย ๆ กันในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ของไทย คือมีช่วงที่การตรวจลดลงฮวบตอนโควิด แล้วก็ฟื้นตัวกลับมาเร็วเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย มันสะท้อนว่าระบบดูแลผู้ป่วยมะเร็งของเราปรับตัวฟื้นฟูได้ ถ้าประชาชนมั่นใจและกลับมาเข้ารับบริการตรวจอีกครั้ง” ขณะที่ตัวแทนจากสมาคมมะเร็งอเมริกันก็กล่าวในทำนองเดียวกัน โดยยกย่องผลการศึกษานี้ว่าเป็นบทวิเคราะห์ “ที่ครอบคลุมที่สุด” เท่าที่เคยมีมา ด้วยความร่วมมือจากองค์กรระดับชาติหลายแห่ง

สำหรับประเทศไทย ผลการศึกษานี้มีความหมายสำคัญหลายอย่าง ระบบการดูแลผู้ป่วยมะเร็งของอเมริกาได้เปรียบตรงที่มีฐานข้อมูลมะเร็งที่แข็งแกร่ง และระบบบริการสุขภาพที่ปรับตัวได้เร็ว ซึ่งของไทยเราก็มีจุดแข็งจากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค และระบบทะเบียนมะเร็งระดับชาติ โดยเฉพาะในเขตเมืองหรือจังหวัดใหญ่ ๆ แต่ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการในพื้นที่ชนบทห่างไกล เช่น แถบอีสานตอนบน หรือจังหวัดชายแดนใต้ ที่อาจติดขัดทั้งเรื่องการเดินทาง และความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพ ซึ่งอาจทำให้การฟื้นตัวของการตรวจคัดกรองช้ากว่าที่เห็นในสหรัฐฯ จุดนี้เป็นสิ่งที่ทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นต้องเร่งหาทางแก้ไข

ในมุมมองเชิงวัฒนธรรม คนไทยส่วนใหญ่ ถ้าจะไปตรวจสุขภาพ ก็มักจะไปตามคำชวนของคนในครอบครัว และมีบางกลุ่มที่อาจมีความเชื่อเรื่องบุญกรรม ทำให้ไม่เน้นการรักษาที่ต้องต่อสู้กับโรคมากนัก พอเจอช่วงโควิด หลายคนก็กลัวติดเชื้อ ประกอบกับมีข้อมูลไม่พอ หรือมีข้อจำกัดด้านอื่น ๆ เลยทำให้พลาดโอกาสตรวจไป แต่ด้วยวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ที่ให้ความสำคัญกับชุมชน และการที่คนไทยกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ค่อนข้างเร็วหลังคลายล็อกดาวน์ ก็อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนกลับมารับบริการตรวจสุขภาพได้เร็วพอ ๆ กับแนวโน้มที่เห็นในสหรัฐฯ

สิ่งที่น่ายินดีคือ อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งในสหรัฐฯ ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงโควิด ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มในประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ในเอเชีย ตามข้อมูลของสมาคมมะเร็งอเมริกัน ความก้าวหน้าในการตรวจคัดกรองที่แม่นยำขึ้น และการเข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้น น่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบระยะสั้นจากโควิดได้ (American Cancer Society) สำหรับคนไทย ข้อค้นพบนี้ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการสร้างความมั่นใจในระบบบริการสาธารณสุข และต้องเร่งรณรงค์ “ตามเก็บ” กลุ่มคนที่ตกหล่น ไม่ได้มาตรวจคัดกรองในช่วงโควิดให้ได้

ในระยะต่อไป บุคลากรทางการแพทย์และหน่วยงานสาธารณสุขของไทยควรจับตาข้อมูลจากระบบทะเบียนมะเร็งอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่เข้าถึงบริการได้ยาก และควรส่งเสริมบทบาทของ “อสม.” (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ให้มากขึ้น ในการลงพื้นที่ให้ข้อมูลและชักชวนคนมาตรวจ เพราะ อสม. ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งในไทยให้ได้ตามเป้าหมาย แนวทางของสถาบันมะเร็งแห่งชาติเองก็เน้นเรื่องนี้เช่นกัน ทั้งการให้ความรู้ประชาชน การใช้หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ลงไปในพื้นที่ชนบท และการนำระบบปรึกษาทางไกล (telemedicine) มาช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ (สถาบันมะเร็งแห่งชาติ)

โดยสรุป แม้ระบบสุขภาพของไทยจะเจอบททดสอบหนักหน่วงในช่วงโควิด แต่ข้อมูลจากสหรัฐฯ ก็เป็นเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ว่า หากเราสามารถฟื้นฟูบริการตรวจคัดกรองและสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว เราก็อาจจะหลีกเลี่ยงคลื่นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายและอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างที่เคยกลัวกันได้ ความหวังอยู่ที่การกระตุ้นให้คนไทยหันกลับมาใส่ใจตรวจคัดกรองมะเร็งอย่างสม่ำเสมอ และช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ในชุมชน

ข้อแนะนำสำหรับคนไทย: ใครที่รู้ตัวว่าพลาดนัดตรวจคัดกรองมะเร็งไปในช่วงปี 2563–2565 ควรรีบกลับไปนัดตรวจใหม่ โดยเฉพาะมะเร็งที่พบบ่อยอย่างมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุข ควรเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกและติดตามกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มที่เข้าถึงยาก ขณะที่ภาครัฐก็ต้องลงทุนกับระบบข้อมูลและการให้ความรู้ถึงระดับชาวบ้านอย่างจริงจัง ด้วยสไตล์ไทย ๆ ที่ผสมผสานหลักการแพทย์เข้ากับพลังของชุมชน เราจะสามารถก้าวผ่านวิกฤตมะเร็งในยุคหลังโควิดไปได้อย่างเข้มแข็งและเป็นธรรม

แหล่งข้อมูล: