สำหรับมอลลี่ สาวน้อยวัย 16 ปีจากเมืองเวย์มัธ แต่ละวันคือการต่อสู้ที่หนักหนาสาหัส—เรื่องราวนี้เริ่มต้นเมื่อ 4 ปีก่อน ตอนที่เธอเริ่มป่วยด้วยอาการลองโควิด (Long Covid) ครั้งแรก อาการของมอลลี่รุนแรงมาก ทั้งอ่อนเพลียสุดขีด ใจสั่น หน้ามืด หมดสติ ชัก และมีอาการแพ้สารเคมีบางอย่าง ทำให้ชีวิตประจำวันกลายเป็นเรื่องยากลำบาก ต้องนั่งรถเข็น และมี “วันที่พอจะโอเคแค่ 2-3 วันต่อสัปดาห์” เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่น (NHS) ในดอร์เซ็ทตัดสินใจยุติการให้บริการดูแลผู้ป่วยลองโควิดในกลุ่มเด็กและเยาวชน มอลลี่จึงต้องเตรียมตัวเดินทางไกลเกือบ 500 กิโลเมตรไปยังเมืองลิเวอร์พูล เพื่อรับการรักษาจากคลินิกเอกชน นี่คือภาพสะท้อนปัญหาใหญ่ที่เด็กและเยาวชนทั่วประเทศ รวมถึงทั่วโลก กำลังเผชิญกับภาวะลองโควิด และเป็นคำถามสำคัญถึงระบบสาธารณสุขว่าจะรับมืออย่างไร (BBC)

ถึงแม้ความน่ากลัวของการติดเชื้อโควิด-19 แบบเฉียบพลันจะลดลงไปมากแล้ว แต่ “ลองโควิด” หรือในศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า post-acute sequelae of SARS-CoV-2 infection (PASC) ยังคงส่งผลกระทบระยะยาวต่อผู้คนทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย เด็กและวัยรุ่นที่ต้องเผชิญกับอาการเรื้อรังเหล่านี้ยังคงเจอกับอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก การขาดแคลนแนวทางการรักษาที่เฉพาะเจาะจง และความเข้าใจผิดจากสังคม องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า ราว 1% ของเด็ก และ 6-7% ของผู้ใหญ่ทั่วโลก อาจมีอาการลองโควิด ซึ่งอาจคงอยู่นานเป็นสัปดาห์ หลายเดือน หรือกระทั่งหลายปี อาการที่พบบ่อยๆ ได้แก่ เหนื่อยล้าอ่อนเพลียอย่างรุนแรงตลอดเวลา ไม่มีสมาธิ นอนไม่หลับ สมองตื้อ คิดอะไรไม่ค่อยออก รวมถึงอาการทรุดลงหลังออกแรงเพียงเล็กน้อย ซึ่งในบางราย อาการเหล่านี้คล้ายคลึงกับโรคอ่อนเพลียเรื้อรัง (ME/CFS) อย่างมาก (Wikipedia)

การปิดตัวลงของคลินิกรักษาลองโควิดในพื้นที่ยิ่งซ้ำเติมภาระให้กับมอลลี่และครอบครัว ในเดือนพฤศจิกายน 2023 บริการ Dorset Post Covid Syndrome Service ได้หยุดรับผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นรายใหม่ โดยแนะนำให้ไปตามเส้นทางการวินิจฉัยโรคอ่อนเพลียเรื้อรังแทน ซึ่งแนวทางนี้ไม่สามารถตอบโจทย์ความซับซ้อนของลองโควิดได้ทั้งหมด เพราะมักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบประสาท ภูมิคุ้มกัน และอาการอื่นๆ อีกหลายระบบพร้อมกัน มิหนำซ้ำ บริการสำหรับผู้ใหญ่ก็มีแผนจะปิดตัวลงทั้งหมดภายในกลางปี 2025 ทำให้ครอบครัวของมอลลี่แทบหมดหนทาง ต้องดั้นด้นไปพึ่งพาคลินิกเอกชนที่อยู่ห่างไกล เรื่องราวทำนองนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอังกฤษ ในประเทศไทยเอง ครอบครัวจากต่างจังหวัดหลายรายก็ต้องยอมเสียทั้งเงินและเวลา เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหาคลินิกเฉพาะทางหรือโรงพยาบาลใหญ่ ด้วยความหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือ

ทั่วโลกยังคงพยายามค้นหาวิธีรักษาลองโควิดที่มีประสิทธิภาพ การรักษาในปัจจุบันจึงเน้นไปที่การดูแลตามอาการ (supportive care) เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ การรู้จักบริหารจัดการพลังงานในแต่ละวัน (pacing) การทำกายภาพบำบัด การให้คำปรึกษา และการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเฉพาะอย่าง แนวทางการรักษาแบบเฉพาะบุคคลจาก American Academy of Physical Medicine and Rehabilitation ย้ำว่าต้อง “ปรับให้เข้ากับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย” เพราะยังไม่มีสูตรสำเร็จหรือยาตัวใดที่ใช้รักษาได้ผลกับทุกคน (PubMed) อย่างไรก็ตาม ยังมีความหวังจากการวิจัยอยู่บ้าง ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน Walter and Eliza Hall (WEHI) ในออสเตรเลีย ค้นพบสารประกอบยาตัวใหม่ที่ทดลองในหนูแล้วพบว่าช่วยป้องกันอาการลองโควิดได้ แม้จะยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่ก็นับเป็นสัญญาณที่ดี (WEHI; SciTechDaily) ขณะเดียวกัน ในสหรัฐอเมริกา มียาที่ได้รับการอนุมัติจาก FDA แล้ว ซึ่งพบว่าช่วยให้ปอดฟื้นตัวเร็วขึ้นและลดความเสียหายของเนื้อเยื่อในการทดลองกับสัตว์ (DW) แต่ถึงกระนั้น สำหรับผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นอย่างมอลลี่ โอกาสที่จะเข้าถึงการรักษาทางเลือกเหล่านี้ยังคงมีจำกัดมาก

การป้องกันยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สุด งานวิจัยขนาดใหญ่หลายชิ้นที่ตีพิมพ์ในช่วงต้นปี 2025 ชี้ชัดไปในทิศทางเดียวกันว่า เด็กที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบถ้วน มีโอกาสเกิดภาวะลองโควิดน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่าเด็กและวัยรุ่นที่ไม่ได้รับวัคซีนมีความเสี่ยงที่จะเป็นลองโควิดสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับวัคซีนถึง 20 เท่า (Medical Xpress; HealthLeaders Media) สำหรับประเทศไทย การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้รับวัคซีนยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไวรัสยังคงมีการกลายพันธุ์และแพร่ระบาดได้ง่าย งานวิจัยนี้สอดคล้องกับการรณรงค์ฉีดวัคซีนในไทย และเป็นเครื่องย้ำเตือนให้สังคมไม่ควรการ์ดตก แม้ข่าวคราวเรื่องโควิดจะดูเงียบหายไปแล้วก็ตาม

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านกังวลว่า หากบุคลากรทางการแพทย์ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับลองโควิด อาจทำให้เด็กจำนวนมากถูกวินิจฉัยผิดพลาด หรือถูกมองข้ามอาการไป มอลลี่เองก็บอกว่า “หนูแค่อยากให้หมอและคนอื่นๆ เข้าใจจริงๆ ว่าเราเป็นอะไร ไม่ใช่รีบตัดสินกันไปก่อน” เพราะทัศนคติของสังคมมักเปลี่ยนแปลงได้ช้า โดยเฉพาะในวัฒนธรรมที่ให้ค่ากับความอดทน และมักไม่เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น ในบริบทของไทย วัฒนธรรม “ความเกรงใจ” อาจยิ่งทำให้เด็กๆ ที่รู้สึกเหนื่อยล้า สมองตื้อ ไม่กล้าที่จะบอกเล่าอาการของตนเองให้ครอบครัว ครู หรือแม้แต่แพทย์ได้รับทราบ

ผลกระทบทางด้านจิตใจของลองโควิดก็เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ต่างจากเด็กไทยที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังอื่นๆ พวกเขาอาจรู้สึกโดดเดี่ยว แปลกแยก เรียนตามเพื่อนไม่ทัน หรือต้องจำใจเลิกเล่นกีฬาและกิจกรรมที่เคยรัก แม้ว่าบางโรงพยาบาลทั้งในไทยและยุโรปจะมีบริการเสริม เช่น “สัตว์บำบัด” การให้คำปรึกษาแบบครอบครัว หรือกลุ่มช่วยเหลือออนไลน์ ซึ่งช่วยบรรเทาความทุกข์ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถทดแทนการดูแลแบบองค์รวมจากทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพได้อย่างสมบูรณ์

แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย แต่ก็ยังพอมีแสงแห่งความหวังอยู่บ้าง ในขณะที่หลายประเทศเริ่มปรับตัว บริหารจัดการโควิด-19 ให้เป็นเหมือนโรคประจำถิ่น ก็เริ่มมีข้อมูลมากขึ้นเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรคและแนวทางการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพ แนวทางสากลกำลังมุ่งเน้นไปที่ “การฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม การจัดตั้งคลินิกฟื้นฟูเฉพาะทาง การมีทีมดูแลแบบครบวงจร และการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อหาแนวทางการรักษาที่ตรงจุด” ในประเทศไทย โรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้เปิดให้บริการคลินิกดูแลผู้ป่วยหลังติดเชื้อโควิดแล้ว ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังพัฒนาแนวทางการวินิจฉัย ดูแล และส่งต่อผู้ป่วยลองโควิด—แม้จะยังคงมีช่องว่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็ก

สำหรับอนาคต ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกต่างเน้นย้ำว่า การดูแลผู้ป่วยลองโควิดจำเป็นต้องมีความเท่าเทียม เข้าถึงได้ และมีความต่อเนื่อง การเปลี่ยนผ่านจากยุคโรคระบาดใหญ่มาสู่การเป็นโรคประจำถิ่น ไม่ควรส่งผลให้การบริการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ถูกลดทอนหรือหายไป ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากลองโควิดก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย—บางงานวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ภาวะนี้อาจทำให้ GDP โลกหดตัวลงถึง 1% อันเนื่องมาจากผลิตภาพแรงงานที่ลดลงและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เพิ่มสูงขึ้น (Wikipedia) สำหรับสังคมไทย ซึ่งยึดมั่นในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (“30 บาท รักษาทุกโรค”) และมีความผูกพันในครอบครัวเป็นที่ตั้ง นี่คือทั้งความท้าทายและโอกาสที่เราต้องกล้าที่จะพัฒนา ปรับปรุงระบบ และไม่ทอดทิ้งให้ใครต้องต่อสู้กับโรคร้ายนี้เพียงลำพัง

คำแนะนำสำหรับผู้อ่านชาวไทย:

  • ควรพาลูกหลานไปรับวัคซีนโควิด-19 ให้ครบตามกำหนด เพราะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดลองโควิดได้อย่างชัดเจน
  • หากสังเกตว่าลูกมีอาการผิดปกติหลังติดเชื้อโควิด เช่น เหนื่อยเพลียง่ายผิดปกติ สมองตื้อ คิดช้าลง หรือมีอาการแปลกๆ อื่นๆ นานเกิน 4 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์ทั่วไป (GP) และสอบถามถึงความเป็นไปได้ในการส่งต่อไปยังคลินิกดูแลหลังโควิด หรือกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • ให้กำลังใจและสนับสนุนลูกทั้งทางร่างกายและจิตใจ ช่วยให้เขายังคงติดต่อกับเพื่อนๆ ได้ รู้จักแบ่งพลังในการทำกิจกรรมต่างๆ และหากจำเป็น ควรขอรับคำปรึกษาด้านสุขภาพจิต
  • ติดตามข้อมูลความรู้และงานวิจัยใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการดูแลเด็ก และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเรียกร้องให้ระบบสาธารณสุขจัดสรรทรัพยากรสำหรับการฟื้นฟูผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างเหมาะสม
  • สิ่งสำคัญที่สุด คือ การรับฟังและเข้าใจเสียงของเด็กๆ อย่ามองข้ามหรือตัดสินอาการที่อาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

ในขณะที่ประเทศไทยและทั่วโลกยังคงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับโควิด-19 ต่อไป การสนับสนุนซึ่งกันและกันในสังคม การพัฒนางานวิจัยอย่างต่อเนื่อง และการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจ คือพลังสำคัญที่สุด—ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกครอบครัวที่กำลังเผชิญหน้ากับภาวะลองโควิด

แหล่งข้อมูล: BBC, Wikipedia, Medical Xpress, WEHI, DW, PubMed, HealthLeaders Media