ช่วงนี้หลายคนคงได้ยินข่าว โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี้ จูเนียร์ (RFK Jr.) ที่ถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขสหรัฐฯ กันมาบ้าง โดยเฉพาะหลังจากที่เขาออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับโรคหัด ออทิสติก วัคซีน และผลของอาหารต่อสุขภาพ เรื่องพวกนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถกเถียงกันไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในบ้านเรา ยิ่งตอนนี้ไทยเราเองก็เจอปัญหาโรคหัดเริ่มกลับมาระบาด บวกกับความกังวลเรื่องออทิสติกในเด็ก การแยกแยะให้ได้ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือความเชื่อผิดๆ จึงสำคัญมากๆ สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง คุณครู และทุกคนที่เกี่ยวข้อง

ที่อเมริกา คำพูดของเคนเนดี้จุดประเด็นให้มีทั้งคนเห็นด้วยและคนคัดค้านเพียบ ในช่วงแถลงข่าวและปราศรัยแรกๆ เขาอ้างตัวเลขที่บ่งชี้ว่าเกิด “การระบาดของออทิสติก” ตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยของวัคซีนรวมหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) และเสนอว่าการปรับเปลี่ยนอาหารช่วยลดโรคอ้วนและพฤติกรรมก้าวร้าวได้ หัวข้อเหล่านี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ในอเมริกา เพราะพ่อแม่ชาวไทยจำนวนไม่น้อยก็กำลังเผชิญความลังเลเรื่องวัคซีนเหมือนกัน แถมอัตราเด็กอ้วนก็เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความกังวลเรื่องสารปรุงแต่งในอาหาร ซึ่งเป็นปัญหาคล้ายๆ กับที่เจอในอีกหลายประเทศทั่วโลก (แหล่งข่าว).

เคนเนดี้อ้างว่าสมัยเขายังเด็ก อัตราเด็กเป็นออทิสติกอยู่ที่ 1 ต่อ 10,000 คน แต่ปัจจุบัน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) พบว่าเด็กอเมริกันถึง 1 ใน 31 คน ถูกวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก เขาหยิบข้อมูลนี้มาบอกว่านี่คือ “โรคระบาด” และโทษว่าเป็นเพราะปัจจัยแวดล้อมเป็นหลัก แต่ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ชี้แจงว่า เกณฑ์การวินิจฉัยออทิสติกเปลี่ยนไปเยอะมาก โดยเฉพาะหลังมีการใช้คำว่า “กลุ่มอาการออทิสติกสเปกตรัม” (Autism Spectrum Disorder) ความตระหนักรู้ที่มากขึ้น การคัดกรองที่ดีขึ้น และวิธีวินิจฉัยที่แม่นยำขึ้นต่างหาก คือสาเหตุที่ทำให้ตัวเลขดูสูงขึ้น สถานการณ์แบบนี้ก็พบในไทยเหมือนกัน ทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) และ CDC สหรัฐฯ ต่างยืนยันซ้ำๆ จากงานวิจัยขนาดใหญ่จำนวนมาก ว่าวัคซีนกับออทิสติก ไม่มี ความเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย – ซึ่งประเด็นนี้ก็ตรงกับปัญหาในไทยที่ยังคงมีกระแสต่อต้านวัคซีนอยู่เป็นระยะๆ (PubMed: ความปลอดภัยวัคซีนและออทิสติก).

ในประเด็นเรื่องวัคซีน เคนเนดี้กล่าวหาว่าวัคซีน MMR ทำให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ และภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีนก็ “หมดเร็วมาก” แต่ความจริงก็คือ วัคซีน MMR เป็นหนึ่งในวัคซีนที่ถูกศึกษาเรื่องความปลอดภัยมากที่สุดในโลก ข้อมูลจาก CDC สหรัฐฯ และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งอเมริกา (IDSA) ยืนยันหนักแน่นว่า ยังไม่เคยมีรายงานการเสียชีวิตในเด็กสุขภาพดีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับวัคซีนตัวนี้ แม้จะมีโอกาสเกิดอาการแพ้รุนแรงได้บ้าง แต่ก็น้อยมาก เมื่อเทียบกับประโยชน์มหาศาลในการป้องกันโรค จึงแนะนำให้ฉีดตามเกณฑ์ต่อไป เด็กที่ได้รับครบ 2 เข็ม จะมีภูมิคุ้มกันโรคหัดสูงถึง 97% การระบาดของโรคหัดในไทยเองก็ตอกย้ำความสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เพราะแค่การฉีดวัคซีนสะดุดไปเพียงช่วงสั้นๆ ก็ทำให้โรคกลับมาระบาดได้ทันที (CDC ข้อมูลโรคหัด, กรมควบคุมโรค).

เกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนจากโรคหัด เคนเนดี้บอกว่าส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ไม่ใช่เพราะตัวไวรัสหัดเอง แถมยังพูดถึงวิธีรักษาทางเลือกต่างๆ อีกด้วย แต่วงการแพทย์ยืนยันว่า โรคหัดเกิดจากเชื้อไวรัส และยังไม่มียารักษาโดยตรง ส่วนใหญ่หายได้เอง แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดบวมและสมองอักเสบ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากเชื้อไวรัสหัดเอง ไม่ใช่แค่การติดเชื้อแบคทีเรีย (CDC: ภาวะแทรกซ้อนโรคหัด) ข้อมูลจากทั่วโลกชี้ว่าโรคหัดมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 1-3 ราย ต่อผู้ป่วย 1,000 ราย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีน (WHO ข้อเท็จจริงโรคหัด).

เคนเนดี้ยังให้ข้อมูลผิดๆ ว่ายาบางตัว เช่น บูเดโซไนด์ (สเตียรอยด์ชนิดพ่น) กับ คลาริโทรมัยซิน (ยาปฏิชีวนะ) “รักษาโรคหัดได้” ซึ่งทั้งสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (AAP) และสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ต่างออกมาเตือนชัดเจนว่า ยาปฏิชีวนะใช้รักษาโรคจากไวรัสไม่ได้ ส่วนสเตียรอยด์ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ดังนั้น วิธีป้องกันและลดความรุนแรงของโรคหัดที่ดีที่สุดและได้รับการยืนยันจากทุกงานวิจัยในปัจจุบัน คือ “การฉีดวัคซีน” เท่านั้น (American Academy of Pediatrics, สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย).

ส่วนเรื่องโรคอ้วนในสังคม เคนเนดี้พูดถึงแนวโน้มที่น่ากังวลซึ่งเป็นเรื่องจริง: CDC รายงานว่าชาวอเมริกันเกือบ 70% มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ตัวเลขนี้ในไทยก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนในเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพฯ แต่ข้อมูลที่เคนเนดี้อ้างว่ายุค 1960s มีคนอ้วนแค่ 3% นั้น งานวิจัยจริงๆ พบว่าตัวเลขอยู่ที่ราว 13% เสียมากกว่า สาเหตุหลักของโรคอ้วนยุคนี้ คือ วิถีชีวิตที่เนือยนิ่ง ไม่ค่อยขยับตัว บวกกับการกินอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูปที่แคลอรีสูง หาง่าย กินง่าย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม ทั้งเรื่องน้ำหนัก เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็งบางชนิด แม้แต่ในกลุ่มวัยรุ่นไทยเอง (Lancet Global Health).

อีกประเด็นร้อนคือความเชื่อที่ว่า “สีผสมอาหาร” เป็นต้นเหตุของปัญหาการเรียนรู้และพฤติกรรมในเด็ก รวมถึงความรุนแรงในโรงเรียน แม้จะมีงานวิจัยบางชิ้นพบว่าเด็กบางคนอาจไวต่อสีผสมอาหารบางชนิด ทำให้มีอาการคล้ายสมาธิสั้นหรือซนมากกว่าปกติ (OEHHA การประเมินสีผสมอาหาร) แต่ทั้งองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) และงานวิจัยส่วนใหญ่ยืนยันว่า สำหรับเด็กส่วนมากแล้ว สีผสมอาหารไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงอะไร และยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่เชื่อมโยงสีผสมอาหารกับพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง หรือผลการเรียนที่แย่ลงได้โดยตรง เพราะปัญหาเหล่านี้มีปัจจัยอื่นที่ซับซ้อนเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ใช่แค่เรื่องสารปรุงแต่งในอาหารอย่างเดียว (แถลงการณ์ FDA).

เคนเนดี้ยังกล่าวเกินจริงเกี่ยวกับอัตราโรคเบาหวานในจีน โดยอ้างว่า “พุ่งจาก 0% เป็น 50% ภายใน 20 ปี” ทั้งที่ข้อมูลจริงระบุว่า ในช่วงปี 2001–2002 ประชากรจีนเป็นเบาหวานประมาณ 6.1% และปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 12.4% เท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าสูงแต่ยังห่างไกลจาก 50% มาก แนวโน้มนี้ก็สอดคล้องกับสถานการณ์ในไทย ที่ปัจจุบันพบว่าผู้ใหญ่ไทยเป็นเบาหวานมากกว่า 9% แล้ว (Lancet เบาหวานในจีน, IDF สถิติเบาหวานโลก).

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้ากระดาษ แต่ส่งผลกระทบต่อความคิด ความเชื่อ และอาจนำไปสู่นโยบายที่ไม่ถูกต้องในสังคมไทยได้ ปัญหาความลังเลใจเรื่องวัคซีนยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ข่าวปลอมและความเข้าใจผิดๆ ถูกแชร์ต่อกันว่อนในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว ด้วยลักษณะสังคมไทยที่ใกล้ชิดกัน และความห่วงใยเรื่องสุขภาพลูกหลานรวมถึงคุณภาพการศึกษา ทำให้ทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองและคุณครูจำเป็นต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ

แล้วอนาคตของไทยจะเป็นอย่างไร? งานวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยแวดล้อมที่อาจเชื่อมโยงกับออทิสติกยังคงต้องทำกันต่อไป ผู้เชี่ยวชาญในไทยเสนอว่า เราควรมีข้อมูลและเครื่องมือคัดกรองที่เหมาะสมกับบริบทวัฒนธรรมและภาษาของเราเอง (งานวิจัยออทิสติก จุฬาฯ) สำหรับเรื่องวัคซีน ประเทศไทยต้องเดินหน้าสร้างความเข้าใจและรณรงค์ให้เด็กๆ ได้รับวัคซีนตามเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง ให้ครอบคลุมประชากรเกิน 95% เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ที่แข็งแกร่ง ส่วนปัญหาโรคอ้วนและกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งการปรับปรุงคุณภาพอาหารกลางวันในโรงเรียน ส่งเสริมให้ออกกำลังกายมากขึ้น ควบคุมการโฆษณาอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ดีต่อสุขภาพ โดยอาจดูตัวอย่างจากประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์และญี่ปุ่น (WHO ประเทศไทย).

คำแนะนำสำหรับคนไทยเรา? ข้อแรกเลย ปรึกษาคุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญเสมอ และเชื่อถือข้อมูลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น กรมควบคุมโรค หรือ อย. ก่อนจะตัดสินใจเรื่องวัคซีนหรือการรักษาใดๆ ก็ตาม ข้อสอง ตัวเลขการวินิจฉัยออทิสติกที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นเพราะเรามีความรู้ความเข้าใจและเครื่องมือที่ดีขึ้น ไม่ใช่การระบาดอย่างที่เข้าใจผิดกัน ดังนั้น หากสงสัยเรื่องพัฒนาการของลูก ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ สำหรับพ่อแม่ที่กังวลเรื่องโรคอ้วนและสารปรุงแต่งอาหาร ลองหันมาเลือกอาหารจากธรรมชาติให้มากขึ้น ลดหวาน ลดเค็ม ลดเครื่องดื่มปรุงแต่งรส และหัดอ่านฉลากข้างซองดูว่ามีส่วนผสมอะไรบ้าง – จำง่ายๆ คือ เลือก “อาหารพื้นบ้าน” ดีกว่าขนมนำเข้า สุดท้าย โรงเรียนและชุมชนควรมีบทบาทสำคัญในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ให้เด็กๆ สนุกกับการกินอาหารที่มีประโยชน์และได้ขยับร่างกาย ซึ่งดีต่อทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการเรียนรู้

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารถาโถมเข้ามาไม่หยุด ทั้งข่าวจริง ข่าวลวง การคิดวิเคราะห์บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ และการเปิดใจพูดคุยกันระหว่างครู พ่อแม่ และแพทย์ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยสร้างสังคมไทยให้มีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน เมื่อวาทกรรมและกระแสจากต่างแดนไหลบ่าเข้ามาทางสื่อต่างๆ สติปัญญาในการไตร่ตรองและภูมิปัญญาของเราเองนี่แหละ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: