แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำออกมาตีระฆังเตือนภัยเรื่องมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่กำลังระบาดหนักขึ้นอย่างน่าใจหายในหมู่คนรุ่นใหม่ ทั้งกลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียล พร้อมย้ำให้คนอายุน้อยหันมาใส่ใจ “5 สัญญาณเตือนภัยสำคัญ” หลังจากที่ทั่วโลกเจอเคสคนป่วยโรคนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดร. ซิออน โค แลมม์ คุณหมอคนดังในโลกโซเชียลที่มีคนติดตามเกือบล้าน ออกมาฟันธงเลยว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่ “ไม่ใช่โรคของคนแก่” อีกต่อไปแล้ว เพราะอัตราการเจอโรคในคนอายุน้อยกว่า 50 ปี พุ่งสูงขึ้นถึง 80% ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา สวนทางกับในกลุ่มผู้สูงอายุที่แนวโน้มกลับลดลงหรือไม่ก็ทรงตัว เทรนด์น่าเป็นห่วงนี้ ซึ่งสื่ออย่าง Daily Mail ก็ลงรายละเอียดไว้ (อ่านต้นฉบับที่นี่) ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมไทยต้องจับตาดูให้ดี เพราะวิถีชีวิตบ้านเราก็กำลังเปลี่ยนไปเร็วไม่แพ้ฝั่งตะวันตกเลย
ที่น่ากลัวคือ การตรวจเจอมะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนหนุ่มสาวมักจะช้ากว่าที่ควร ส่วนหนึ่งก็เพราะคนยังเชื่อผิด ๆ ว่าโรคนี้เป็นเฉพาะในคนสูงอายุ คนไทยหลายคนคงชินหูกับการรณรงค์ให้ผู้สูงวัยไปตรวจคัดกรอง แต่คำแนะนำจาก ดร. แลมม์ ชัดเจนว่า “ตอนนี้อัตราในคนอายุน้อยกำลังสูงขึ้น มันไม่ใช่โรคคนแก่แล้วจริง ๆ” แถมงานวิจัยใหญ่ ๆ ทั้งที่ลงใน NPR และวารสารการแพทย์ (NPR, PubMed 1, 2) ก็ยืนยันตรงกันว่า คนไข้กลุ่มนี้มักจะเป็นมะเร็งชนิดที่ลุกลามเร็วและกว่าจะรู้ตัวก็ช้าไปแล้ว
5 สัญญาณเตือนภัยที่ไม่ควรมองข้าม หมอผู้เชี่ยวชาญฝากบอก
-
ปวดแน่นท้องหรือท้องอืดเรื้อรัง ถ้ามีอาการแน่นท้อง อึดอัดท้อง ไม่สบายท้อง ปวดบิด หรือรู้สึกไม่ปกติในท้องนานเกิน 4 สัปดาห์ อย่าเพิ่งวางใจ โดยเฉพาะถ้าอาการเป็นมากขึ้นหลังกินข้าว หรือปวดจุก ๆ เป็นจุด ๆ แม้ว่าคนไทยเราจะชอบกินอาหารรสจัดหรือมีกากใยเยอะ จนอาจเผลอนึกว่าเป็นแค่ท้องอืดธรรมดา แต่ถ้าเป็นนาน ๆ ก็ต้องระวัง
-
น้ำหนักลดฮวบฮาบโดยไม่ทราบสาเหตุ อยู่ดี ๆ น้ำหนักก็ลดลงไปเอง ทั้งที่ไม่ได้อดอาหารหรือเปลี่ยนพฤติกรรมการกินการออกกำลังกาย ถือเป็นเรื่องผิดปกติ ยิ่งถ้ามีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยยิ่งต้องสงสัย เพราะเซลล์มะเร็งมันไปเปลี่ยนระบบเผาผลาญในร่างกาย ทำให้สูญเสียกล้ามเนื้อและไขมันไป ต้องรีบไปหาหมอทันที เรื่องนี้มีคนไข้ทั้งเมืองนอกเมืองไทยเจอกันเยอะ
-
ถ่ายเป็นเลือด ถ้าเห็นว่ามีเลือดปนมากับอุจจาระ ไม่ว่าจะเป็นสีแดงสด หรือสีเข้ม ๆ ดำ ๆ เหมือนยางมะตอย จะมากจะน้อย หรือบางทีอาจเป็นแค่รอยจาง ๆ ที่ตาเปล่ามองไม่ค่อยเห็น ก็อย่าได้นิ่งนอนใจ แม้บางทีอาจเป็นแค่ริดสีดวงหรือแผลที่ขอบทวาร แต่คุณหมอทุกคนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า อาการแบบนี้ต้องรีบไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจทันที
-
ภาวะซีด (ขาดธาตุเหล็ก) โดยหาสาเหตุไม่เจอ การที่ร่างกายขาดธาตุเหล็กเรื้อรังเพราะเสียเลือดไปทีละนิดโดยไม่รู้ตัว จะทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย ใจสั่น เวียนหัว อ่อนเพลีย ทั้งที่อาจจะยังไม่เห็นเลือดปนในอุจจาระชัด ๆ ก็ตาม คุณหมอในไทยก็เตือนว่า โดยเฉพาะผู้หญิงวัยทำงานที่ชีวิตเร่งรีบ มักจะคิดว่าอ่อนเพลียเป็นเรื่องปกติ แต่จริง ๆ แล้ว นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของโรคได้
-
ลักษณะการขับถ่ายเปลี่ยนไปจากเดิม ถ้าอุจจาระเปลี่ยนไป เช่น ถ่ายเหลวกว่าปกติ ถ่ายแข็งผิดปกติ ก้อนเล็กลีบเหมือนแท่งดินสอ หรือมีอาการปวดเบ่งแบบกะทันหันบ่อย ๆ รวมถึงรู้สึกเหมือน “ถ่ายไม่สุด” หรือ “อยากถ่าย” ตลอดเวลา อาการเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม ดร. แลมม์ ย้ำว่า “อย่าอายที่จะพูดเรื่องนี้ หรือสังเกตอุจจาระของตัวเอง พวกเราทุกคนควรใส่ใจ” แม้ว่าคนไทยอาจจะเขิน ๆ เวลาพูดเรื่องขับถ่าย แต่การกล้าสังเกตและเปิดใจคุยกับหมออาจช่วยชีวิตคุณได้
ความน่ากลัวของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนหนุ่มสาวยิ่งชัดเจนขึ้นจากเคสที่เคยเป็นข่าว เช่น ซู ราฟาลาท (Zu Rafalat) นักเดินทางวัย 39 ปี ที่สุดท้ายก็เสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะสุดท้าย หลังจากที่ถูกวินิจฉัยผิดพลาดและไม่ได้รับการตรวจอย่างละเอียดตั้งแต่แรก เคสนี้ยิ่งตอกย้ำปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในบ้านเราเหมือนกัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตวุ่นวาย เร่งรีบ หรือบางทีก็กลัวการไปโรงพยาบาล
ทั่วโลกมีการตั้งข้อสังเกตกันว่า ต้นตอของปัญหานี้น่าจะมาจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องพันธุกรรม การกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การไม่ค่อยออกกำลังกาย และภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ซึ่งสังคมไทยเองก็กำลังมีพฤติกรรมคล้าย ๆ กับฝั่งตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ กินอาหารสำเร็จรูปกันเยอะขึ้น เคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง และมีความเครียดสะสมมากขึ้น ทางกระทรวงสาธารณสุขของไทยเองก็ออกมาเตือนเรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) รวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสัมพันธ์กับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปนี่แหละ (ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข)
ที่สำคัญคือ แนวทางการตรวจคัดกรองในบ้านเรายังเน้นไปที่กลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไปเป็นหลัก ทำให้คนที่อายุน้อยกว่านั้นซึ่งก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน อาจไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมเท่าที่ควร ดร.พิชัย วัชระวิภาส แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เคยให้ความเห็นกับบางกอกโพสต์ว่า “เราควรต้องมาทบทวนแนวทางการคัดกรองกันใหม่ การตรวจให้เร็วขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย จะช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยในระยะยาวได้” ซึ่งแนวทางปฏิบัติสากลล่าสุด (จาก American Cancer Society) ก็ปรับเกณฑ์แนะนำให้คนทั่วไปเริ่มตรวจคัดกรองเร็วขึ้นเป็นตั้งแต่อายุ 45 ปี และอาจต้องเร็วกว่านั้นอีกในคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ (American Cancer Society)
สมัยก่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่ในไทยแทบจะเจอแต่ในผู้สูงอายุ หรือคนที่อยู่ต่างจังหวัด ซึ่งส่วนหนึ่งก็เชื่อว่าเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน และการเข้าถึงการตรวจคัดกรองที่ยังไม่ทั่วถึง แต่ในยุคปัจจุบัน ที่สังคมเมืองเต็มไปด้วยความเร่งรีบ คนหันมากินเนื้อแดงและอาหารแปรรูปมากขึ้น นั่งทำงานติดเก้าอี้กันมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุน้อยกว่า 40 ปี กลับพบว่าเทรนด์มันเริ่มจะคล้าย ๆ กับที่ฝั่งตะวันตกเจอมาก่อนหน้านี้แล้ว (Exact Sciences) ผลวิจัยยังชี้ด้วยว่า พันธุกรรมมีส่วนแค่ไม่ถึงครึ่ง ที่เหลือมาจากปัจจัยแวดล้อมและพฤติกรรมล้วน ๆ ซึ่งนี่เป็นข้อคิดสำคัญให้ครอบครัวไทยที่อาจจะไม่มีใครเคยเป็นมะเร็งมาก่อน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะ “ไม่เสี่ยง” เสมอไป
ถ้าเราไม่ปรับตัวกันตั้งแต่วันนี้ ผลกระทบต่อสุขภาพของคนวัยทำงานและต่อประเทศโดยรวมจะยิ่งใหญ่กว่าที่คิด เพราะมะเร็งที่ตรวจเจอช้าจะรักษายาก โอกาสรอดชีวิตน้อยลง ค่าใช้จ่ายในการรักษาในระยะยาว และภาระที่ตกกับครอบครัวก็จะหนักหนาสาหัสกว่ามาก ข้อมูลจากสถาบันชั้นนำทั้งในไทยและต่างประเทศยืนยันตรงกันว่า ถ้าตรวจเจอมะเร็งตั้งแต่ระยะแรก ๆ โอกาสรอดชีวิตมีสูงเกิน 90% แต่ถ้าไปเจอตอนที่ลุกลามไปไกลแล้ว โอกาสรอดจะลดลงอย่างน่าใจหาย (CDC)
แล้วคนไทยเราควรทำอย่างไร?
1. ทุกคน ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ หากมีอาการเข้าข่าย 1 ใน 5 สัญญาณเตือนที่ว่ามานี้ โดยเฉพาะถ้าอาการเป็นต่อเนื่องนานเกิน 2-3 สัปดาห์ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที 2. หากมีคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรปรึกษาคุณหมอเรื่องการตรวจคัดกรองให้เร็วขึ้นกว่าคนทั่วไป คืออาจจะเริ่มตั้งแต่อายุ 40 ปี หรือเร็วกว่านั้นถ้าถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง 3. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน หันมากินผัก ผลไม้ และธัญพืชให้มากขึ้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดการกินอาหารแปรรูป เนื้อแดง รวมถึงลด ละ เลิกเหล้า บุหรี่ ตามคำแนะนำด้านสุขภาพทั้งของไทยและสากล (Mayo Clinic)
และที่สำคัญที่สุด คือต้องเปลี่ยนความคิดความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพของลำไส้ อย่าอาย หรือมองว่าเป็นเรื่องน่ารังเกียจ เพราะอาการผิดปกติต่าง ๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ช่วยให้เรารู้ตัวและรักษาได้ทันท่วงที อย่างที่ ดร. แลมม์ ย้ำไว้ว่า “เรื่องขับถ่ายไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มันคือสัญญาณชีพที่เราต้องใส่ใจ อย่ารอจนสายเกินแก้”
สรุป ในเมื่ออัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่กำลังคุกคามคนหนุ่มสาวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สังคมไทยจึงต้องปรับมุมมองกันใหม่ ทั้งเรื่องการให้ข้อมูลความรู้ การเข้าถึงการตรวจคัดกรอง และการลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อย่างจริงจังและเร่งด่วน การรู้เท่าทันอาการผิดปกติ กล้าที่จะสงสัย และกล้าไปหาหมอตั้งแต่เนิ่น ๆ คือเกราะป้องกันมะเร็งร้ายที่ดีที่สุดและง่ายที่สุดที่เราทุกคนทำได้
อ้างอิง
- Daily Mail: Leading doctor reveals five key signs of colon cancer
- NPR: Colorectal cancer is rising among Gen X, Y, and Z: Here are 5 key signs
- Exact Sciences: Colorectal cancer in young people
- American Cancer Society: Colorectal Cancer Screening Tests
- Mayo Clinic: Colon cancer – Diagnosis and Treatment
- กระทรวงสาธารณสุข