วงการแพทย์และสังคมกำลังจับตา เมื่อผลการศึกษาวิจัยขนาดใหญ่เปิดเผยว่า คนที่ใช้กัญชาหนักถึงขั้นต้องเข้าห้องฉุกเฉิน มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมภายใน 5 ปี เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนทั้งในแวดวงสุขภาพและสังคมไทยทันที งานวิจัยที่เก็บข้อมูลชาวแคนาดากว่า 6 ล้านคน พบว่าประมาณ 5% ของคนที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะปัญหาจากกัญชา ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมภายใน 5 ปี และตัวเลขนี้พุ่งขึ้นเป็น 19% หากติดตามผลในระยะ 10 ปี ซึ่งชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงที่น่ากังวลระหว่างการใช้กัญชากับสุขภาพสมองในระยะยาว (Local 12, The New York Times, CNN, JAMA Neurology).
ข่าวนี้ออกมาในช่วงที่ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการทบทวนและปรับแก้กฎหมายกัญชา หลังเพิ่งปลดล็อกไปไม่นาน แม้กัญชาจะหาได้ง่ายและใช้กันอย่างเปิดเผยมากขึ้น แต่การถกเถียงเรื่องนโยบายและมุมมองของคนในสังคมก็ยังคงแตกต่างกันไป ขณะที่เหล่าสายเขียวทั่วโลกอาจกำลังเฉลิมฉลองเทศกาล 4/20 ข้อมูลล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชั้นนำอย่าง JAMA Neurology ก็เป็นเหมือนสัญญาณเตือนครั้งสำคัญ ให้ทุกฝ่ายหันมาใส่ใจประเด็นสุขภาพที่อาจตามมาอย่างจริงจัง
ผลวิจัยชี้ชัดว่า คนที่เคยต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉินเพราะใช้กัญชา มีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมสูงกว่าคนทั่วไปถึง 72% ภายใน 5 ปี เรื่องนี้นับว่าสำคัญมากสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะหลังกระทรวงสาธารณสุขประกาศ “ปลดล็อกกัญชา” เมื่อปี 2565 ทำให้การใช้กัญชาเพื่อสันทนาการแพร่หลายมากขึ้น ขณะเดียวกัน นักวิชาการหลายฝ่ายก็ออกมาเตือนให้รัฐบาลเร่งให้ความรู้ด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนอย่างรอบด้านมากขึ้น (Hospital News, CNN).
โรคสมองเสื่อม คือภาวะที่ความสามารถในการคิดและความจำค่อยๆ ถดถอยลง จนส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของไทย ปัจจุบันคาดว่ามีคนไทยราว 800,000 คน (ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ) กำลังเผชิญกับโรคนี้ และตัวเลขมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุเฉลี่ยของประชากรที่เพิ่มขึ้น (Alzheimer’s Disease International) การที่กัญชากลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่ายขึ้น ข้อมูลใหม่นี้จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงในอนาคต หากไม่มีการเฝ้าระวังและให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างเพียงพอ
นพ.แดเนียล ไมแรน หนึ่งในทีมวิจัยหลักและอายุรแพทย์ด้านสาธารณสุข จากมหาวิทยาลัยออตตาวา ให้ข้อมูลว่า “เราพบว่าคนที่มาห้องฉุกเฉินหรือต้องนอนโรงพยาบาลด้วยเหตุผลเกี่ยวกับกัญชา มีความเสี่ยงที่จะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับคนที่เข้าโรงพยาบาลด้วยสาเหตุอื่นๆ” ความเชื่อมโยงนี้ยังคงเห็นได้ชัด แม้จะพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น สุขภาพโดยรวม ปัญหาทางจิตเวช หรือการใช้สารเสพติดชนิดอื่นแล้วก็ตาม (Toronto Sun)
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยอื่นๆ ก็เคยชี้ให้เห็นว่ากัญชามีประโยชน์ในการรักษาอาการบางอย่างได้ เช่น อาการปวดเรื้อรัง โรคลมชัก หรือช่วยจัดการอารมณ์ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ แต่ผลการศึกษาล่าสุดก็เริ่มบ่งชี้ชัดเจนขึ้นว่า การใช้กัญชาอย่างหนักหรือใช้ติดต่อกันนานๆ อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม หรือปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นได้ (PubMed: Association Between Cannabis Use and Subjective Cognitive Decline) เรื่องนี้จึงมีทั้งสองด้านที่ต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ท่ามกลางกระแสการเปิดเสรีกัญชาที่กำลังขยายตัวในเอเชียและทั่วโลก
จุดแข็งของงานวิจัยชิ้นนี้คือการใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่มาก ครอบคลุมประชากรแคนาดาหลายล้านคน ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้น่าเชื่อถือทางสถิติมากกว่างานวิจัยขนาดเล็กก่อนหน้านี้ วิธีการศึกษายังเน้นไปที่กลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาเฉียบพลันจากการใช้กัญชา ช่วยลดอคติที่อาจเกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้น กลไกที่แท้จริงว่ากัญชาส่งผลต่อความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมได้อย่างไร ยังเป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์กำลังหาคำตอบกันอยู่ บางทฤษฎีเชื่อว่าสารในกัญชาอาจส่งผลกระทบต่อสมองโดยตรง ในขณะที่บางส่วนมองว่าอาจเป็นผลทางอ้อม เช่น เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง ปัญหาทางจิตเวช หรือโรคหัวใจ (JAMA Neurology, CNN).
ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงท้วงติงว่ายังไม่ควรรีบด่วนสรุปว่ากัญชาคือ “ผู้ร้าย” เพียงอย่างเดียว นพ.เควิน ฮิลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์การเสพติด จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ให้ความเห็นว่า “คนที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะกัญชา หลายคนก็มีปัญหาทางจิตเวชหรือใช้สารเสพติดตัวอื่นร่วมด้วยอยู่แล้ว แม้ความเชื่อมโยงที่พบในงานวิจัยนี้จะค่อนข้างชัดเจน แต่ควรมองเป็นสัญญาณเตือนให้ระวัง มากกว่าจะเป็นข้อสรุปตายตัว” อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ก็นับว่าสำคัญพอที่จะทำให้แพทย์และผู้กำหนดนโยบายต้องหันมาให้ความสนใจอย่างจริงจัง
สำหรับประเทศไทย ผลวิจัยชิ้นนี้ถือว่า “ออกมาได้จังหวะพอดี” ในช่วงที่สังคมกำลังถกเถียงเรื่องผลกระทบหลังการปลดล็อกกัญชาอย่างหนัก รัฐบาลเริ่มมีความเคลื่อนไหวในการออกกฎระเบียบเพื่อควบคุมร้านค้าและจุดจำหน่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และพัทยา ขณะที่นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดล ต่างเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขกำหนดมาตรการที่เข้มแข็งขึ้น เพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กและผู้สูงอายุ ไม่ให้เข้าถึงกัญชาโดยขาดการควบคุม หรือต้องเผชิญความเสี่ยงดังที่งานวิจัยใหม่ชี้ให้เห็น (Bangkok Post).
ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัญชานั้นมีความผันผวนมาตลอด จากที่เคยเป็นสมุนไพรในตำรับยาโบราณ สู่ช่วงเวลาที่ถูกจัดเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย และล่าสุดคือการเปิดทางให้ทดลองใช้ในรูปแบบ “เสรีภาพแบบมีเงื่อนไข” ในทางการแพทย์แผนไทย กัญชาเคยถูกใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดหรือช่วยให้นอนหลับ แต่ก็อยู่ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวด ซึ่งสะท้อนภูมิปัญญาโบราณที่ว่า “สรรพสิ่งล้วนมีคุณอนันต์และโทษมหันต์” หรือ “ยาเป็นยา พิษเป็นพิษ” ที่เตือนใจว่าทุกอย่างมีสองด้านเสมอ แต่ประเด็นความเสี่ยงเรื่องสมองเสื่อมนั้นไม่เคยถูกกล่าวถึงในบริบทดั้งเดิมมาก่อน
ในเชิงนโยบาย ข้อมูลใหม่นี้อาจเป็นแรงกดดันให้สมาชิกรัฐสภาและผู้ร่างกฎหมายของไทยต้องทบทวนท่าทีต่อการควบคุมกัญชาที่ยังเป็น “พื้นที่สีเทา” และอาจต้องเพิ่มคำเตือนหรือข้อจำกัดสำหรับกลุ่มผู้ใช้หนักมากขึ้น ขณะนี้ผู้บริหารระดับสูงด้านสาธารณสุขต่างเน้นย้ำว่า แม้กัญชาอาจมีประโยชน์หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสมทางการแพทย์ แต่การใช้เพื่อสันทนาการบ่อยครั้ง หรือใช้ในปริมาณมาก อาจก่อให้เกิดผลเสียที่ร้ายแรงกว่าที่คาดคิด นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังเน้นย้ำว่า “การพิจารณาเรื่องกัญชาต้องอยู่บนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ผลประโยชน์ทางการค้า สุขภาพของเยาวชนและผู้สูงอายุต้องมาก่อนเสมอ” (Bangkok Post)
ในภาพรวมระดับโลก ประเทศไทยไม่ได้เผชิญความท้าทายนี้เพียงลำพัง หลายประเทศที่เปิดเสรีกัญชาไปก่อนหน้า เช่น แคนาดา สหรัฐอเมริกา หรือเยอรมนี ต่างก็พบว่าอัตราการใช้กัญชาพุ่งสูงขึ้น และมีรายงานผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเฉียบพลัน หรืออาการข้างเคียงรุนแรงอื่นๆ จากกัญชาเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ผลกระทบต่อสุขภาพในระดับประชากรเพิ่งจะเริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้น เมื่อมีงานวิจัยระยะยาวขนาดใหญ่เช่นนี้ออกมา (CNN, Yahoo)
เมื่อมองไปข้างหน้า นักวิชาการย้ำว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน เพื่อทำความเข้าใจกลไกความเสี่ยงที่แตกต่างกันในแต่ละรูปแบบการใช้กัญชา ไม่ว่าจะเป็นการใช้เป็นครั้งคราว, ใช้ทางการแพทย์ หรือใช้หนักเพื่อสันทนาการ พร้อมทั้งเสนอให้มีการสื่อสารความเสี่ยงเหล่านี้แก่ประชาชนอย่างตรงไปตรงมา คล้ายกับการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องพิษภัยของบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นพ.ไมแรน กล่าวทิ้งท้ายว่า “เราไม่ควรสร้างความตื่นตระหนกหรือตีตราผู้ใช้กัญชาทุกคน แต่หลักฐานก็ชี้ชัดว่ากลุ่มที่ใช้ต่อเนื่องในปริมาณมาก โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีอาการรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉิน มีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อสมองในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” (WebMD)
สำหรับคนไทยทุกคน ข้อคิดสำคัญคือควรใช้กัญชาด้วยความระมัดระวัง ไม่ควรใช้เกินความจำเป็น หากตนเองหรือคนใกล้ชิดมีการใช้บ่อยๆ หรือสังเกตเห็นอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทันที ไม่ควรมองข้ามความเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่เคยได้รับผลกระทบเฉียบพลันจากการใช้กัญชามาก่อน
ข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรมสำหรับสังคมไทย คือ ควรมีป้ายเตือนความเสี่ยงติดไว้ในร้านจำหน่ายกัญชาอย่างชัดเจน การรณรงค์ให้ความรู้ต้องอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง เพื่อให้ทั้งเยาวชน (วัยรุ่น) และผู้สูงวัย (ผู้สูงอายุ) เข้าใจถึงคุณและโทษของกัญชาอย่างรอบด้านและเป็นกลาง นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการทำวิจัยในบริบทของประเทศไทย เพื่อหาจุดสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการใช้ประโยชน์ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ท้ายที่สุดแล้ว นโยบายทุกอย่างที่เกี่ยวกับกัญชา ต้องยึดถือสุขภาพของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ โดยอาศัยข้อมูลและข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือเป็นพื้นฐาน
แหล่งข้อมูล: