เรื่องจริงสุดช็อกที่ตีพิมพ์ใน Slate กำลังจุดประเด็นร้อนเรื่องการสะกดรอยตามแบบดิจิทัลในความสัมพันธ์ กลายเป็นอุทาหรณ์เตือนใจทั้งครอบครัว นักจิตวิทยา และตำรวจทั้งในไทยและต่างประเทศ เรื่องนี้เล่าถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่เจอเรื่องน่าขนลุก เมื่อพบว่าอดีตคนรักแอบเอาอุปกรณ์ติดตาม (tracker) ซ่อนไว้ในกระเป๋า ยิ่งตอกย้ำความสงสัยของครอบครัวที่เคยระแคะระคายถึงพฤติกรรมชอบควบคุมและส่อเค้าอันตรายของเขามาก่อน ซึ่งนักวิจัยชี้ว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาใหญ่ที่น่ากังวลและกำลังแพร่ระบาดไปทั่ว
ในยุคที่สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ติดตามราคาไม่แพงอย่าง Apple AirTags หรือ Tile หาซื้อง่ายและใช้กันทั่วไป ก็ยิ่งทำให้เส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความรักกับการล้ำเส้นความเป็นส่วนตัวแบบดิจิทัล (digital intrusion) พร่าเลือนและอันตรายยิ่งขึ้น ในบทความของ Slate ครอบครัวของหญิงสาวที่ตกเป็นเหยื่อเคยเตือนแล้วว่าอดีตแฟนหนุ่มมีพฤติกรรมชอบบงการ จนในที่สุดก็เจอหลักฐานคาหนังคาเขาว่ามีการแอบติดตามตัวกันจริง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องที่เกิดขึ้นนานๆ ครั้ง เพราะงานวิจัยทั่วโลกต่างชี้ไปในทางเดียวกันว่า การใช้เทคโนโลยีใกล้ตัวแบบนี้เพื่อสะกดรอยตาม (stalking) และคุกคามทางอารมณ์ในความสัมพันธ์กำลังมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ (The Guardian, BBC)
สำหรับสังคมไทยเรา เรื่องนี้น่ากังวลอย่างยิ่ง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่าคดี “คุกคามผ่านเทคโนโลยี” เพิ่มสูงขึ้นตามการใช้สมาร์ทโฟนที่แพร่หลาย ผลสำรวจเมื่อปี 2566 โดย สสส. พบว่า เกือบ 15% ของกลุ่มตัวอย่างอายุ 18-35 ปี เคยถูกสอดส่องติดตามหรือล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวผ่านโทรศัพท์หรือโซเชียลมีเดีย โดยฝีมือของคนรักหรืออดีตคนรัก (Thai PBS) การคุกคามลักษณะนี้มักเป็นภัยเงียบที่คนนอกมองไม่เห็น แต่กลับส่งผลกระทบหนักหน่วงต่อสุขภาพจิตและความปลอดภัยในชีวิตของเหยื่อ
“การสะกดรอยตามแบบดิจิทัลในความสัมพันธ์นี่คือภัยเงียบที่ระบาดหนัก” ดร.จิราภรณ์ สิริมล ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาความรุนแรงในครอบครัว จาก ม.มหิดล ให้ความเห็น “เหยื่อส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกตามติดหรือควบคุมอยู่ จนกระทั่งเรื่องโป๊ะแตก เช่น ไปเจออุปกรณ์ติดตามเข้า สัญชาตญาณของคนในครอบครัว อย่างในเคสล่าสุดที่ Slate นำเสนอ จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัยสำคัญได้” ดร.จิราภรณ์ เสริมว่า พฤติกรรมแบบนี้มักจะค่อยๆ คืบคลานรุนแรงขึ้น และที่น่าห่วงคือในวัฒนธรรมไทย บางครั้งกลับถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแค่ ‘ความห่วงใย’ หรือ ‘อยากปกป้อง’ ซึ่งยิ่งทำให้การเข้าช่วยเหลือทำได้ยากขึ้นไปอีก
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร BMJ Public Health พบว่า การคุกคามโดยใช้เทคโนโลยีไม่ได้แค่ละเมิดความเป็นส่วนตัว แต่ยังสัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า และทำให้เหยื่อเสี่ยงต่อการถูกทำร้ายร่างกายมากขึ้น (BMJ Public Health) ด้าน ดร.อนวรรค์ สุขถนอม จิตแพทย์ผู้ดูแลเหยื่อความรุนแรงในกรุงเทพฯ อธิบายว่า พฤติกรรมควบคุมโดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ คือสัญญาณของการครอบงำทางจิตใจรูปแบบหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันทั้งกฎหมายไทยและสากลเริ่มให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้น
ประเด็นความเป็นส่วนตัวยุคดิจิทัลยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้น จากการเติบโตของอุปกรณ์อัจฉริยะบวกกับกฎระเบียบที่อาจยังตามไม่ทันในไทย เทคโนโลยีทั่วไปส่วนใหญ่ไม่ได้ออกแบบมาโดยคำนึงถึงการป้องกันการคุกคาม จึงเปิดช่องให้อุปกรณ์ธรรมดากลายเป็นเครื่องมือสอดแนมได้ง่ายๆ ในเคสของ Slate ผู้หญิงคนนั้นเพิ่งมารู้ว่าความกังวลของครอบครัวเป็นเรื่องจริง ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าเราต้องเร่งสร้างความตระหนักและเรียกร้องความรับผิดชอบกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในสังคมไทยที่วัฒนธรรม ‘รักษาหน้าตา’ และความรู้สึก ‘ไม่อยากยุ่งเรื่องคนอื่น’ อาจทำให้ปัญหาการคุกคามถูกปล่อยปละละเลยไปโดยไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วย
เรื่องทำนองนี้สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับความเห็นและความห่วงใยของครอบครัว “คำที่ว่า ‘พ่อแม่รู้ดีที่สุด’ ซึ่งบางทีก็ถูกมองว่าเป็นการจุ้นจ้าน อาจกลายเป็นเหมือนสัญชาตญาณเตือนภัยในยุคดิจิทัลไปแล้ว” ดร.จิราภรณ์ กล่าว “คนในครอบครัวเราบางครั้งอาจเห็นสัญญาณอันตรายที่เรามองข้ามไป เพราะความรักหรือความผูกพันบังตา” เธอย้ำว่า หัวใจสำคัญคือ การเปลี่ยนความห่วงใยเหล่านั้นให้เป็นการลงมือช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีก่อนจะสายเกินแก้ การเปิดใจคุยกันและรับฟังอย่างตั้งใจ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คนใกล้ตัวกล้าขอความช่วยเหลือได้ทันเวลา
ในทางกฎหมายก็มีความคืบหน้า พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2565 ได้เปิดช่องให้ผู้เสียหายสามารถดำเนินการกับการเก็บข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ แม้ว่าการบังคับใช้ในทางปฏิบัติอาจยังต้องใช้เวลา ขณะเดียวกัน ทั้งตำรวจและองค์กรพัฒนาเอกชนต่างก็แนะนำให้ผู้ที่สงสัยว่าตนเองกำลังถูกติดตามผ่านเทคโนโลยี รีบขอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเพื่อตรวจสอบอุปกรณ์ ติดต่อสายด่วนให้คำปรึกษาเรื่องการถูกคุกคาม หรือขอรับบริการจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA)
มีการคาดการณ์ว่าในอนาคต ปัญหาลักษณะนี้จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นและซับซ้อนตามเทคโนโลยีที่ตรวจจับได้ยากขึ้น จึงมีเสียงเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีเร่งพัฒนาเครื่องมือป้องกันการสะกดรอย เช่น ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อมีอุปกรณ์ติดตามแปลกปลอมอยู่ใกล้ตัว และรวมถึงการจัดแคมเปญให้ความรู้ในโรงเรียนและที่ทำงาน ที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ที่ดีต่อสุขภาพ ขอบเขตความเป็นส่วนตัว และสัญญาณเตือนภัยการคุกคาม “วัยรุ่นไทยต้องเรียนรู้ว่าความรักที่ดี ไม่ควรต้องแลกมาด้วยความไม่ปลอดภัยหรือการสูญเสียอิสรภาพส่วนตัว” ดร.อนวรรค์ กล่าวทิ้งท้าย
สุดท้ายนี้ จึงมีคำแนะนำสำหรับผู้อ่านชาวไทยว่า ควรหมั่นสังเกตสิ่งของส่วนตัว เปิดใช้ฟีเจอร์ปกป้องความเป็นส่วนตัวบนมือถือ เช่น การป้องกันการติดตาม และที่สำคัญคือ รับฟังคำเตือนจากคนใกล้ชิด แม้บางครั้งอาจดูเหมือนวิตกเกินเหตุก็ตาม หากสงสัยว่ากำลังถูกคุกคาม ควรรีบขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งด้านกฎหมายและสุขภาพจิต การนำความผูกพันในครอบครัวแบบไทยมาปรับใช้ร่วมกับความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยในโลกดิจิทัล คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดจากภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในความสัมพันธ์ยุคนี้
หากต้องการข้อมูลหรือความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ มูลนิธิผู้หญิง (Thai Women’s Network) หรือสายด่วนที่ให้คำปรึกษาโดยเก็บข้อมูลเป็นความลับ เพราะความรู้ การตระหนักรู้ และการสนับสนุนจากคนรอบข้าง คือเกราะป้องกันที่สำคัญ อย่าเมินเฉยต่อความห่วงใยของครอบครัว เพราะบางครั้งคนที่รักคุณ อาจเห็นในสิ่งที่คุณมองไม่เห็น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: