ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานว่าอีก 3 รัฐในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ หลุยเซียนา เวอร์จิเนีย และมิสซูรี ยืนยันพบผู้ป่วยโรคหัดรายแรกของปี 2025 ทำให้ตอนนี้มีรัฐที่พบการระบาดแล้วกว่าครึ่งประเทศ กลายเป็นการแพร่ระบาดที่หนักที่สุดในรอบหลายปี สำนักข่าว UPI รายงานว่า ขณะนี้มีผู้ป่วยยืนยันแล้วอย่างน้อย 800 รายใน 27 รัฐ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ไม่เคยได้รับวัคซีนหรือไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีน สถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นนี้สะท้อนปัญหาอัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลงทั่วโลก และถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสาธารณสุขไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับจำนวนผู้ป่วยโรคหัดที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงสองปีที่ผ่านมา (UPI, CDC)
โรคหัด ถือเป็นโรคติดต่อที่แพร่กระจายได้ง่ายมากที่สุดโรคหนึ่ง ยิ่งในยุคที่การเดินทางข้ามประเทศทำได้ง่าย ก็ยิ่งน่ากังวล ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) รายงานว่าจากผู้ป่วย 800 รายในปี 2025 จนถึงปัจจุบัน กว่า 96% เป็นผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนหรือไม่ทราบประวัติ ทั้งนี้ มีผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาล 85 ราย และพบผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย โดยรัฐเท็กซัสมีจำนวนผู้ป่วยสูงสุดเกือบ 600 ราย สะท้อนให้เห็นว่าเชื้อแพร่กระจายได้เร็วแค่ไหนหากคนในชุมชนไม่มีภูมิคุ้มกัน (CDC) ส่วนเคสในหลุยเซียนา เวอร์จิเนีย และมิสซูรี พบว่าเชื่อมโยงกับผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกำลังเร่งสอบสวนโรคและแจ้งเตือนผู้สัมผัสเสี่ยง เพื่อหยุดการระบาดให้เร็วที่สุด (NBC News)
การกลับมาระบาดของโรคหัดในสหรัฐฯ ซึ่งเคยประกาศว่าปลอดโรคนี้ไปแล้ว ทำให้เราต้องหันมาทบทวนมาตรการป้องกันในบ้านเราด้วย ในปี 2024 ไทยพบผู้ป่วยยืนยันแล้วกว่า 2,000 ราย และมีผู้ป่วยสงสัยที่ต้องสอบสวนโรคอีกกว่า 4,000 ราย องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญการระบาดของโรคหัดอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ปัจจัยหลักคือการนำเชื้อเข้าจากต่างประเทศและอัตราการฉีดวัคซีนที่ลดต่ำลง (WHO, WellMed Bangkok) รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่า ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2024 การระบาดก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน และยังคงน่ากังวลต่อเนื่องมาถึงปี 2025 (PDF – รายงานกระทรวงสาธารณสุข)
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคหัดกลับมาระบาดรุนแรงทั้งในสหรัฐฯ และไทย คือ “ช่องว่างทางภูมิคุ้มกัน” จากการฉีดวัคซีนที่ไม่ครอบคลุม แม้ว่าวัคซีน MMR (ป้องกันหัด คางทูม หัดเยอรมัน) จะมีประสิทธิภาพสูงถึง 97% หากฉีดครบสองเข็ม แต่ผลพวงจากโควิด-19 ทำให้เด็กจำนวนมากทั่วโลกพลาดการฉีดวัคซีนตามกำหนด ทำให้เกิดกลุ่มที่ไม่มีภูมิคุ้มกันขึ้นในชุมชน แม้ภาพรวมการฉีดวัคซีนของประเทศจะดูดีก็ตาม (PubMed – Global Burden of Disease Study 2021) ดร.ลอรี่ ฟอร์ลาโน นักระบาดวิทยาจากเวอร์จิเนีย กล่าวเน้นย้ำว่า “วัคซีนยังเป็นเกราะป้องกันโรคหัดที่ดีที่สุด ปลอดภัย และได้ผลจริง ขอให้ประชาชน โดยเฉพาะคนที่วางแผนจะเดินทาง ตรวจสอบประวัติวัคซีนของตัวเอง และวางแผนฉีด MMR ให้ครบตามเกณฑ์” เรื่องนี้สำคัญกับไทยมากเช่นกัน เพราะการเดินทางระหว่างประเทศกลับมาคึกคักเหมือนเดิมแล้วหลังช่วงโควิด-19 (UPI)
ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกต่างย้ำว่า โรคหัดเป็นโรคที่แพร่กระจายได้ง่ายมาก มีค่า R0 (ค่าเฉลี่ยที่ผู้ป่วย 1 คนจะแพร่เชื้อให้ผู้อื่น) สูงถึง 12-18 นั่นหมายความว่า เพียงแค่มีช่องว่างเล็กน้อยในการฉีดวัคซีน ก็อาจเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อน (คลัสเตอร์) ได้ทันที โรคหัดติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ป่วย และเชื้อสามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานถึง 2 ชั่วโมง แม้ผู้ป่วยจะออกจากบริเวณนั้นไปแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นจุดที่โรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กในไทยต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ (Wikipedia – Measles) CDC และ WHO แนะนำให้แยกผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยว่าป่วยทันที และเร่งฉีดวัคซีนให้ผู้สัมผัสใกล้ชิดโดยเร็วที่สุด เพื่อควบคุมไม่ให้การระบาดขยายวงกว้าง (CDC)
บริบทสังคมไทย ทั้งการขยายตัวของเมือง และลักษณะครอบครัวใหญ่ที่อยู่รวมกันหลายรุ่น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เด็กเล็กติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การฉีดวัคซีน MMR “เข็มที่สอง” ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์ ยังไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร ในปี 2022-23 มีรายงานว่า ความล่าช้าและการขาดช่วงในการฉีดวัคซีนเข็มสอง เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการระบาดทั้งในสหรัฐฯ และหลายประเทศในเอเชีย (PubMed study – Timeliness of second dose, Ethiopia) เช่นเดียวกับไทย ที่การเดินทางเข้าออกของประชากรจากประเทศเพื่อนบ้านและการย้ายถิ่นภายในประเทศ เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการระบาดอย่างรวดเร็วในชุมชนที่มีระดับภูมิคุ้มกันต่ำ
ดร.จอห์น บราวน์สไตน์ นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ให้สัมภาษณ์กับ NBC News ว่า “ตอนนี้เรากำลังเห็นผลกระทบชัดเจนจากช่องว่างทางภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นช่วงโควิด-19 นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของสหรัฐฯ หรือยุโรป แต่เป็นสัญญาณเตือนให้ทั่วโลกต้องตื่นตัว” คำพูดนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ในไทยอย่างยิ่ง เพราะการระบาดในปี 2024-25 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในจังหวัดชายแดน แต่ยังพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่อื่นๆ ด้วย
ประสบการณ์ในอดีตที่คนไทยเคยมองว่าโรคหัดเป็น “โรคเด็กธรรมดา” ก่อนที่จะมีวัคซีนใช้อย่างแพร่หลาย อาจทำให้บางครอบครัวประเมินความรุนแรงของโรคต่ำกว่าความเป็นจริง ทั้งที่ในอดีต (ช่วงปี 2490-2510) มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ป่วยหนักและเสียชีวิตจากโรคนี้ คำขวัญ “เด็กไทยรอดได้ด้วยวัคซีน” ที่คุ้นหูในยุค 2520-2530 สะท้อนความสำคัญของวัคซีนได้เป็นอย่างดี แม้ว่าไทยจะประสบความสำเร็จในการควบคุมโรคด้วยวัคซีนมานานหลายสิบปี แต่การรักษาความเชื่อมั่นและการสร้างความตระหนักให้คนพาบุตรหลานไปฉีดวัคซีนให้ครบตามกำหนด ยังคงเป็นเรื่องสำคัญ (WellMed Bangkok)
ปัจจุบัน หน่วยงานสาธารณสุขทั้งในสหรัฐฯ และไทย ต่างเร่งรัดให้เด็กได้รับวัคซีนตามเกณฑ์ รวมถึงจัดโครงการ “เก็บตก” การฉีดวัคซีน พร้อมเสริมการเฝ้าระวังและตอบสนองต่อการระบาดให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ เช่น การใช้แผนที่แสดงระดับภูมิคุ้มกันในพื้นที่ย่อย (Immunity mapping) ซึ่งช่วยให้ระบุพื้นที่เสี่ยงและวางแผนให้ความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดมากขึ้น (PubMed – Dynamic modeling Ethiopia) ผู้กำหนดนโยบายของไทยสามารถนำเครื่องมือเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทของชุมชนหรือกลุ่มอายุที่ยังพบช่องว่างทางภูมิคุ้มกันได้
สำหรับครอบครัวชาวไทย สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตรวจสอบสมุดวัคซีนของบุตรหลาน และรวมถึงผู้ใหญ่ในบ้านที่อาจยังไม่มีภูมิคุ้มกัน หรือไม่มีหลักฐานยืนยัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับวัคซีน MMR ให้ครบสองเข็มตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ผู้ที่วางแผนเดินทาง หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงระบาด ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าตนเองมีภูมิคุ้มกันครบถ้วน ส่วนโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก ควรมีมาตรการคัดกรองเด็กที่มีอาการไข้หรือผื่นอย่างเข้มงวด และให้หยุดเรียนจนกว่าจะหาย ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ หากพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคหัด ต้องรีบรายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อให้สามารถควบคุมการระบาดได้อย่างรวดเร็ว
ในยุคที่โลกเชื่อมต่อถึงกัน การเดินทางสะดวกสบาย โรคหัดที่ระบาดในต่างประเทศ ก็อาจแพร่มาถึงไทยได้ในเวลาอันรวดเร็ว การระบาดในสหรัฐฯ ครั้งนี้ เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าประเทศไทยต้องไม่ประมาท ต้องเร่งสร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนให้ครอบคลุม และย้ำเตือนให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการป้องกัน ดังคำกล่าวที่ว่า “กันไว้ดีกว่าแก้”—ซึ่งยังคงเป็นจริงเสมอ
แหล่งข้อมูล:
- UPI: รัฐสหรัฐยืนยันเคสโรคหัดเพิ่ม
- CDC: ข้อมูลวิจัยโรคหัด
- WHO: สถานการณ์โรคหัดทั่วโลก
- NBC News: รายงานรัฐพบการระบาดครั้งแรกในปี 2025
- WellMed Bangkok: แนวโน้มโรคหัดในไทย 2024
- รายงานกระทรวงสาธารณสุขไทย กันยายน 2567 (PDF)
- Wikipedia: โรคหัด
- PubMed: แนวโน้มปัญหาโรคหัดระดับโลก
- PubMed: แบบจำลองการระบาดโรคหัด