วงการสุขภาพตื่นตัว! งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเผยว่า การทานอัชวากันดา (ashwagandha) สมุนไพรดังจากศาสตร์อายุรเวท เพียงแค่ครั้งเดียว อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองและทำให้อารมณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผลลัพธ์นี้เกิดขึ้นเร็วสุดแค่ชั่วโมงเดียวหลังทาน และยังคงอยู่เมื่อทานต่อเนื่องนานหนึ่งเดือน ผลการศึกษาที่น่าสนใจนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Nutrients กำลังเป็นที่พูดถึงในหมู่คนไทยสายสุขภาพและผู้ที่สนใจอาหารเสริมทั่วโลก (PsyPost)
อัชวากันดา หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Withania somnifera ขึ้นชื่อว่าเป็นยาบำรุงชั้นยอดมายาวนานในตำราอายุรเวท ซึ่งเป็นศาสตร์การดูแลสุขภาพเก่าแก่ของอินเดีย ในบ้านเรารู้จักกันในชื่อ สมุนไพรอาชวกันดา และบางทีก็เรียกว่า “โสมอินเดีย” ถึงแม้จะไม่ได้เป็นพืชตระกูลเดียวกับโสม แต่ก็มีคุณสมบัติเด่นเรื่องช่วยให้ร่างกายทนทานต่อสภาวะต่างๆ และจัดการกับความเครียดได้ดี หรือที่เรียกว่าเป็นสารปรับสมดุล (adaptogenic properties) ส่วนที่นิยมนำมาใช้คือราก และบางครั้งก็ใช้ใบ ซึ่งเป็นแหล่งสกัดสารสำคัญที่ใช้กันทั้งในตำรับยาสมุนไพรดั้งเดิมและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมัยใหม่ หาซื้อได้ไม่ยากตามร้านขายยาและร้านค้าเพื่อสุขภาพในเมืองไทย
งานวิจัยชิ้นนี้นำทีมโดย เมแกน เลียวนาร์ด และคณะ มีเป้าหมายเพื่อศึกษาว่า อัชวากันดาสูตรไลโปโซม (liposomal ashwagandha) ซึ่งเป็นรูปแบบที่เชื่อว่าร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น ในปริมาณน้อยๆ ที่ทานเป็นประจำทุกวัน จะส่งผลต่อการทำงานของสมองและสภาวะอารมณ์ในผู้ใหญ่ที่สุขภาพดีได้อย่างรวดเร็วและวัดผลได้จริงหรือไม่ งานวิจัยนี้ได้ศึกษาในอาสาสมัครสุขภาพดี 59 คน อายุเฉลี่ย 23 ปี เป็นผู้ชายและผู้หญิงจำนวนพอๆ กัน โดยแบ่งกลุ่มแบบสุ่มให้รับสารสกัดอัชวากันดาแบบไลโปโซม 225 มก. หรือยาหลอก (placebo) ทุกวัน เป็นเวลา 30 วัน ทั้งสองกลุ่มได้รับแคปซูลหน้าตาเหมือนกันเป๊ะ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการวิจัยแบบอำพรางสองฝ่าย (double-blind methodology) (อ้างอิง)
เพื่อประเมินประสิทธิภาพสมอง นักวิจัยใช้ระบบประเมินสมรรถภาพทางจิตด้วยคอมพิวเตอร์ (Computerized Mental Performance Assessment System - COMPASS) ควบคู่ไปกับการวัดอารมณ์ด้วยแบบประเมินสภาวะอารมณ์ (Profile of Mood States) ใน 3 ช่วงเวลาสำคัญ คือ ก่อนเริ่มทาน, หนึ่งชั่วโมงหลังทานครั้งแรก และหลังจากทานทุกวันครบ 30 วัน ผลการทดลองเผยผลลัพธ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่กลุ่มที่ทานอัชวากันดาจะมีคะแนนด้านความจำ สมาธิ การตื่นตัว และการทำงานของสมองส่วนบริหาร (executive function) ดีกว่ากลุ่มยาหลอกอย่างชัดเจนเท่านั้น แต่พวกเขายังรายงานว่ารู้สึกเครียดและเหนื่อยล้าน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย ที่น่าทึ่งคือ ผลดีที่ว่านี้เห็นได้ตั้งแต่ชั่วโมงแรกหลังทาน ซึ่งเป็นประเด็นที่สื่อให้ความสนใจมาก เพราะชี้ว่าสมุนไพรนี้ออกฤทธิ์ได้เร็ว ไม่ใช่แค่ผลจากการสะสมในระยะยาวเท่านั้น (NutraIngredients)
“ผลวิจัยของเราสนับสนุนแนวคิดที่ว่า การเสริมอัชวากันดาในขนาดนี้อาจช่วยเพิ่มความจำ สมาธิ การตื่นตัว และการทำงานของสมองส่วนบริหาร พร้อมๆ กับช่วยลดความตึงเครียดและความเหนื่อยล้าในคนหนุ่มสาวสุขภาพดีได้” ผู้เขียนสรุปไว้ (PsyPost) อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ย้ำข้อควรระวังว่า “การศึกษานี้ทำในกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กที่เป็นคนหนุ่มสาวสุขภาพดีเท่านั้น จึงจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมในกลุ่มประชากรที่หลากหลายกว่านี้”
การค้นพบครั้งนี้น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา คนทำงานรุ่นใหม่ หรือใครก็ตามที่กำลังมองหาวิธีเสริมประสิทธิภาพสมองที่ปลอดภัยและได้ผล หรือที่เรียกกันติดปากว่าอาหารเสริม “บำรุงสมอง” (brain booster) ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของอัชวากันดามีขายทั่วไปในตลาดสุขภาพบ้านเราอยู่แล้ว แต่ก็ยังคงมีคำถามอยู่บ้าง ผู้เชี่ยวชาญจากงานวิจัยก่อนๆ เคยย้ำว่า แม้อัชวากันดาโดยทั่วไปจะถือว่าปลอดภัยเมื่อใช้อย่างถูกวิธี แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มายืนยันสรรพคุณทั้งหมดที่อ้างกันนั้นยังคงต้องศึกษากันต่อไป (Wikipedia)
นพ. สุรชัย พงศ์พานิช อายุรแพทย์ระบบประสาท จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า “แม้สมุนไพรโบราณอย่างอัชวากันดาจะให้ผลเบื้องต้นที่น่าตื่นเต้น แต่สิ่งสำคัญคือผู้บริโภคชาวไทยควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือรองรับ ตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐาน และระวังปฏิกิริยาที่อาจเกิดกับยาอื่นๆ ที่ทานอยู่” เป็นที่รู้กันว่าคนไทยมีแนวทางการใช้สมุนไพรที่เน้นการปฏิบัติจริง โดยให้ความสำคัญกับหลักฐานเชิงประจักษ์มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองรุ่นใหม่ (Millennials และ Generation Z)
ความนิยมของอัชวากันดาสะท้อนเทรนด์โลกที่หันกลับมาให้ความสนใจภูมิปัญญาโบราณผ่านมุมมองวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ที่จริงแล้ว การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trials) หลายชิ้นทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออกในช่วงหลายปีมานี้ ได้ชี้ให้เห็นศักยภาพของอัชวากันดาในการลดเครียด ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น และล่าสุดคือการเพิ่มประสิทธิภาพการรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปตามรูปแบบสารสกัด ปริมาณที่ใช้ และกลุ่มประชากรที่ศึกษา (PubMed, PMC9565281), (Business Insider) ที่น่าสนใจคือ มีงานวิจัยก่อนหน้านี้ชิ้นหนึ่งพบว่า การทานอัชวากันดา 400 มก. ช่วยเรื่องความจำขณะทำงาน (working memory) และความเร็วในการตอบสนอง (reaction times) ซึ่งก็ช่วยยืนยันผลวิจัยล่าสุดในบางแง่มุม (NutraIngredients)
เช่นเดียวกับอินเดีย การแพทย์แผนไทยก็มีตำรับยาสมุนไพรบำรุงสมองของตัวเอง เช่น พรมมิ (Bacopa monnieri) และ แปะก๊วย (Ginkgo biloba) การที่อัชวากันดาได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่คนไทยยุคใหม่ สะท้อนทั้งความสนใจในสิ่งใหม่ๆ จากต่างแดน และความต้องการผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์ล้ำสมัย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของผู้บริโภคชาวไทยในปัจจุบัน
แม้จะดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังแนะนำให้ใช้อย่างระมัดระวัง อาหารเสริมอัชวากันดาไม่สามารถทดแทนการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ หรือการรักษาทางการแพทย์สำหรับปัญหาด้านสมองที่รุนแรงได้ ผลข้างเคียงนั้นแม้จะพบไม่บ่อย แต่อาจมีอาการไม่สบายท้องและง่วงซึมได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้ในปริมาณสูง นอกจากนี้ยังอาจทำปฏิกิริยากับยาบางชนิดหรือภาวะสุขภาพเดิมที่มีอยู่ (CNET) ยิ่งไปกว่านั้น คุณภาพและความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ที่ขายในไทยอาจแตกต่างกันไป การกำกับดูแลอาจไม่เหมือนกันทุกที่ การเลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจึงสำคัญอย่างยิ่ง
ในอนาคต งานวิจัยที่ทำอย่างต่อเนื่องน่าจะให้ข้อมูลมากขึ้นว่า อัชวากันดาจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (mild cognitive impairment) หรือผู้ที่เผชิญความเครียดเรื้อรังได้หรือไม่ ซึ่งจะเป็นการต่อยอดจากผลการศึกษาปัจจุบันที่เน้นกลุ่มคนหนุ่มสาวสุขภาพดี (PubMed) หากมีข้อมูลยืนยันเพิ่มเติม อัชวากันดาก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่น่าสนใจและมีความเสี่ยงต่ำ ในแวดวงอาหารเสริมเพื่อประสิทธิภาพสมอง หรือที่เรียกว่า “นูโทรปิกส์” (nootropics) ที่กำลังเติบโต
เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด คนไทยที่สนใจอยากลองใช้อัชวากันดา ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อน โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัวหรือทานยาอื่นอยู่ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ระบุปริมาณสารสกัดอัชวากันดาต่อหน่วยบริโภคชัดเจน (ควรอยู่ในช่วง 225–400 มก. ตามที่ใช้ในงานวิจัย) อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง และไม่ควรทานเกินขนาดที่แนะนำ ซึ่งก็ตรงกับหลักการที่คนไทยคุ้นเคยดีคือ “ใช้แต่พอดี” เหนือสิ่งอื่นใด ต้องจำไว้เสมอว่า การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และฝึกใช้สมอง ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของสมองที่เฉียบคมและสุขภาพที่ดี
สำหรับผู้ที่สนใจมุมมองทางวิทยาศาสตร์ งานวิจัยที่เพิ่มมากขึ้นนี้ย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลของอาหารเสริมที่ดูเหมือน “มหัศจรรย์” โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ กับการใช้วิจารณญาณตามหลักฐานที่มี ในขณะที่ประเทศไทยยังคงเปิดรับกระแสสุขภาพจากทั่วโลก เรื่องราวของอัชวากันดาเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมไทย สามารถปรับประยุกต์ภูมิปัญญาโบราณให้เข้ากับชีวิตยุคใหม่ได้อย่างชาญฉลาด เพื่อสุขภาพสมองที่ดีขึ้น และเพื่ออนาคตที่สมดุล
อ้างอิง (ตามลิงก์):