กระแสคลั่งโปรตีนในอเมริกาทะยานสู่จุดพีคสุดๆ ในปี 2025 ไม่ว่าจะซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ หรือแม้แต่ร้านขนมหวานทั่วประเทศ ต่างก็แข่งกันวางขายสินค้าโปรตีนสูงละลานตา ตั้งแต่ลูกอม ไอศกรีมเสริมโปรตีน ไปจนถึงน้ำอัดลมที่โฆษณาว่าช่วยสร้างกล้ามเนื้อ เทรนด์โปรตีนนี้—ที่ถูกโหมกระพือโดยอินฟลูเอนเซอร์สายฟิตเนสบนโซเชียลมีเดียและยาลดน้ำหนักอย่าง Ozempic—กำลังทำให้นักโภชนาการปวดหัวหนักขึ้นเรื่อยๆ ตามรายงานของ The Wall Street Journal และที่สะท้อนผ่านข่าวสารและความเห็นทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด (MSN, NPR) ขณะที่ผู้บริโภคแห่กันมาสนใจโปรตีน ประเด็นนี้ก็จุดคำถามสำคัญเกี่ยวกับนิยามของอาหารเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่แค่สำหรับสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศอย่างไทยที่กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนด้านโภชนาการเช่นกัน

หลายปีก่อน โปรตีนเคยเป็นสารอาหารหลักที่เหมือนพระรองในวงการอาหารโลก ถูกกระแสถกเถียงเรื่องคาร์โบไฮเดรตและไขมันกลบรัศมีไปหมด แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การตลาดที่เน้นเรื่องฟิตเนส ความฮิตของสูตรอาหารโลว์คาร์บ-โปรตีนสูงอย่างคีโต และพลังของแพลตฟอร์มไวรัลอย่าง TikTok ได้ดันให้โปรตีนกลายเป็นสารอาหารดาวเด่นในใจชาวอเมริกัน (CNET) ผงโปรตีน สแน็กบาร์ เครื่องดื่มเชค หรือแม้แต่ของแปลกๆ อย่างมันฝรั่งทอดโปรตีนสูง ได้กลายเป็นของกินติดบ้านของคนนับล้าน

นักวิจัยตลาดชี้ให้เห็นการเติบโตนี้: เฉพาะในปี 2024 มีผลิตภัณฑ์อาหารใหม่เกือบร้อยรายการเปิดตัวโดยมีคำว่า “โปรตีน” อยู่ในชื่อแบรนด์ ซึ่งมากกว่าปีก่อนหน้าถึงสองเท่า บริษัทต่างๆ ในสหรัฐฯ กำลังเร่งแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงความสนใจของผู้บริโภค โดยเล่นกับความเชื่อที่ว่ายิ่งโปรตีนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อสุขภาพ ช่วยลดน้ำหนัก และสร้างกล้ามเนื้อได้ดีขึ้นเท่านั้น กระแสนี้—ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากประเด็นร้อนเรื่องยาลดน้ำหนักอย่าง Ozempic ที่พูดถึงกันทั่วประเทศ—ได้สร้างสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า “สงครามแข่งขันสะสมโปรตีน” (Business Journals)

แต่นักโภชนาการชั้นนำต่างบอกว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่ได้รับโปรตีนเกินพออยู่แล้ว ตามคำแนะนำด้านอาหารของสหรัฐฯ ผู้ใหญ่ต้องการโปรตีนเพียง 10–35% ของแคลอรีต่อวันเท่านั้น (Wikipedia) ซึ่งเป็นเป้าหมายที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ทำได้เกินอยู่แล้วจากการกินอาหารปกติ “ไอ้ที่พูดกันตลอดเวลาว่าคุณต้องกินโปรตีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนี่ย มันไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับเลย” ดร. ลินด์เซย์ อัลเลน นักวิจัยด้านโภชนาการกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ The New York Times (NYT) ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า การเน้นโปรตีนมากเกินไปอาจทำให้เรามองข้ามสารอาหารสำคัญอื่นๆ เช่น ใยอาหาร วิตามิน และไขมันดี ภูมิปัญญาไทยแต่โบราณที่ว่า “กินอาหารให้ครบห้าหมู่” ก็สะท้อนแนวทางสมดุลนี้ ซึ่งนักกำหนดอาหารชาวไทยในปัจจุบันก็ยังคงแนะนำอยู่

แนวโน้มที่น่าห่วงอย่างหนึ่งคือ การเพิ่มขึ้นของอาหารแปรรูปสูงที่เสริมโปรตีน ซึ่งอาจมีไขมันอิ่มตัว น้ำตาล และวัตถุเจือปนอาหารเพียบ “ไอศกรีมโปรตีนหรือโซดาโปรตีนอาจฟังดูดีต่อสุขภาพเพราะฉลาก” ดร. วอลเตอร์ วิลเล็ตต์ ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาที่ฮาร์วาร์ดกล่าว “แต่บ่อยครั้งผลิตภัณฑ์พวกนี้ก็ยังเป็นอาหารขยะที่แฝงตัวมาในคราบอาหารสุขภาพ” ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ก็เคยเตือนว่า การกินเนื้อสัตว์แปรรูป—ซึ่งมักโฆษณาว่ามีโปรตีนสูง—มากเกินไปเป็นประจำ มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคหัวใจและมะเร็งบางชนิด ซึ่งเป็นข้อกังวลที่สอดคล้องกับนโยบายสุขภาพนานาชาติ (CDC) ในทำนองเดียวกัน งานวิจัยล่าสุดที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer-reviewed) เน้นย้ำว่า ประโยชน์ต่อสุขภาพที่แท้จริงนั้นขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาและคุณภาพของโปรตีน ไม่ใช่แค่ปริมาณเท่านั้น (PubMed source)

ความกังวลหลักๆ ของผู้เชี่ยวชาญคือ ข้อความที่ว่า “โปรตีนต้องมาก่อน” อาจบดบังคำแนะนำทางโภชนาการที่สำคัญอื่นๆ อาหารจากพืช เช่น ถั่วต่างๆ ถั่วเปลือกแข็ง และเลนทิล ซึ่งมีทั้งใยอาหารและโปรตีนสูง มักถูกมองข้ามไป แต่โปรตีนจากสัตว์และขนมแปรรูปกลับเป็นที่พูดถึงมากกว่า นักโภชนาการอย่าง ดร. มาเรียน เนสเซิล ได้กระตุ้นให้สาธารณชนหันมาให้ความสำคัญกับความหลากหลาย การกินแต่พอดี และอาหารไม่แปรรูป ซึ่งเป็นคำแนะนำที่สอดคล้องกับคำแนะนำด้านสุขภาพทั่วโลก รวมถึงอาหารเมดิเตอร์เรเนียนและอาหารไทย ซึ่งทั้งสองแบบได้รับการยอมรับว่าช่วยส่งเสริมอายุที่ยืนยาวและลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง (Medical Xpress)

โซเชียลมีเดียเป็นตัวเร่งสำคัญที่โหมกระแส “คลั่งโปรตีน” เทรนด์ฮิตใน TikTok อย่าง #highproteinmeals และอินฟลูเอนเซอร์ใน Instagram ที่โพสต์ภาพเปรียบเทียบหุ่นก่อน-หลังเข้ายิม ยิ่งกระตุ้นความคาดหวังให้สูงลิ่ว ในขณะเดียวกัน ความนิยมของยาฉีดลดน้ำหนักอย่าง Ozempic ก็ยิ่งทำให้คนหันมาสนใจเรื่องการรักษามวลกล้ามเนื้อมากขึ้น ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับที่เห็นในหมู่คนรุ่นใหม่และดาราไทยบางกลุ่ม ที่มองหาแรงบันดาลใจจากกระแสอาหารตะวันตก ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากทำจนเกินพอดี ความหมกมุ่นเหล่านี้อาจส่งเสริมพฤติกรรมการกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเกินจำเป็น หรือการจำกัดสารอาหารอื่นๆ อย่างผิดๆ ได้

แล้วกระแสคลั่งโปรตีนในอเมริกาส่งผลต่อคนไทยอย่างไร? แม้ว่าอาหารไทยส่วนใหญ่ยังคงเน้นข้าวเป็นหลัก แต่ความเป็นเมืองที่ขยายตัวและรายได้ที่เพิ่มขึ้นก็เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ร้านสะดวกซื้อในกรุงเทพฯ เริ่มมีโปรตีนบาร์และเครื่องดื่มเชควางขาย ซึ่งเป็นสัญญาณของเทรนด์ “อาหารฟังก์ชันนัล” ที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา ในขณะที่คนไทยจำนวนมากขึ้นหันมาใส่ใจเรื่องฟิตเนสและการลดน้ำหนัก บางคนก็เสี่ยงที่จะรับเอาข้อผิดพลาดจากประเด็นถกเถียงเรื่องโภชนาการของอเมริกามาใช้โดยไม่รู้ตัว

โดยพื้นฐานแล้ว อาหารไทยเน้นความสมดุล: โปรตีนจากปลา ไก่ เต้าหู้ และไข่ กินคู่กับผัก ข้าว และผลไม้หลากหลาย สัดส่วนโปรตีนโดยทั่วไปอยู่ในระดับปานกลางและมาพร้อมกับสารอาหารรองครบถ้วน หน่วยงานสาธารณสุขในไทยจึงกระตุ้นให้ประชาชนอย่าทิ้งวัฒนธรรมดั้งเดิมเหล่านี้เพื่อตามกระแสอาหารนำเข้า “ต้องแน่ใจว่าได้รับเพียงพอ แต่ไม่ควรมากเกินไป” ดร. รัชนี สุนทรชาติ นักโภชนาการชาวไทยกล่าวในการให้สัมภาษณ์สำหรับแคมเปญรณรงค์ในประเทศ “ร่างกายเราจะแข็งแรงที่สุดด้วยความพอดีและความหลากหลาย” สำหรับผู้สูงอายุชาวไทย การได้รับโปรตีนเพิ่มขึ้นเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อก็ควรเน้นอาหารจากธรรมชาติ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

เมื่อมองไปข้างหน้า ประเด็นเรื่องโปรตีนน่าจะยังคงเป็นที่ถกเถียงกันต่อไป ขณะที่ผู้ผลิตอาหารปรับตัวตามความต้องการของผู้บริโภคและคำแนะนำทางวิทยาศาสตร์ที่เปลี่ยนไป ในสหรัฐฯ นักวิจัยกำลังศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของอาหารจากสัตว์ที่มีโปรตีนสูง และต้นทุนทางสาธารณสุขของผลิตภัณฑ์แปรรูป (NHANES analysis) ในไทย นักโภชนาการกำลังจับตาดูว่าพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจะนำไปสู่ปัญหาแบบเดียวกับที่เห็นในอเมริกาหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นภาวะโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ หรือการละเลยภูมิปัญญาด้านอาหารดั้งเดิม

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดสำคัญคือ: เน้นอาหารที่สมดุล มีผัก ธัญพืชไม่ขัดสี และแหล่งโปรตีนคุณภาพดีในปริมาณที่พอเหมาะ อย่าไปหลงกับกระแสที่ว่า “ยิ่งเยอะยิ่งดี” แต่ให้ยึดหลักการที่คนไทยเข้าใจกันมานาน: สุขภาพที่ดีอยู่ที่การ กินให้ครบหมู่ กินแต่พอดี—กินให้อิ่ม กินให้ดี และกินอย่างมีความสุข ขณะที่การพูดคุยเรื่องโภชนาการทั่วโลกยังดำเนินต่อไป ประเทศไทยสามารถใช้มรดกทางอาหารอันล้ำค่าของตนเอง เพื่อกำหนดเส้นทางสู่สุขภาพที่ดีและสมดุลยิ่งขึ้นได้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อนี้และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง อ่านได้ที่: