งานวิจัยชิ้นใหม่ครั้งสำคัญยิ่งตอกย้ำหลักฐานที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า กัญชาทางการแพทย์อาจมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง สร้างความสนใจไปทั่วโลกในสัปดาห์นี้ งานวิจัยดังกล่าว ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นการศึกษาครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์และผลลัพธ์การรักษามะเร็ง พบว่า ยาที่ทำจากกัญชาบางชนิดอาจช่วยชะลอการลุกลามของโรคและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ออกมานี้ได้จุดประกายความหวังให้กับผู้ป่วย แพทย์ และนักวิจัยทางการแพทย์ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ซึ่งประเด็นเรื่องกฎระเบียบกัญชาและการดูแลผู้ป่วยมะเร็งยังคงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง [ที่มา: The Guardian]
มะเร็งถือเป็นปัญหาสาธารณสุขใหญ่หลวงในประเทศไทย และครองอันดับสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ มานานหลายปี ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งกว่า 80,000 รายต่อปี หลายครอบครัวในไทยต่างรับรู้ถึงความทุกข์ยากทั้งทางใจและภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย รวมถึงการรักษาที่หนักหน่วง เช่น การฉายรังสีและเคมีบำบัด ความเป็นไปได้ที่สารสกัดจากกัญชา หากพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ อาจเข้ามาเสริมการรักษาแบบมาตรฐานได้นั้น เปรียบเสมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ให้กับผู้ป่วยที่กำลังมองหาทางเลือกในการบรรเทาอาการที่ดีขึ้น และอาจรวมถึงผลลัพธ์การรอดชีวิตที่ดีขึ้นด้วย
งานวิจัยชิ้นนี้ จัดทำโดยทีมนักวิจัยจากหลายประเทศและได้รับการนำเสนอในแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่ง ได้ติดตามผู้ป่วยมะเร็งหลายพันคนที่ได้รับกัญชาทางการแพทย์เป็นส่วนหนึ่งของแผนการรักษา ทีมนักวิจัยระบุว่า ผู้เข้าร่วมการศึกษารายงานว่ามีอาการปวด คลื่นไส้ และวิตกกังวลลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นสามอาการที่พบบ่อยและสร้างความทุกข์ทรมานมากที่สุดในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น การวิเคราะห์ทางสถิติบ่งชี้ว่า ผู้ป่วยที่ได้รับกัญชาทางการแพทย์มีผลลัพธ์โดยรวมดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษาตามมาตรฐานเพียงอย่างเดียว ทั้งในแง่ของคุณภาพชีวิต และในบางกลุ่มย่อย ยังรวมถึงอัตราการลุกลามของมะเร็งที่ช้าลงด้วย ผลการค้นพบเหล่านี้เป็นการต่อยอดจากงานวิจัยในห้องปฏิบัติการและในสัตว์ทดลองก่อนหน้านี้ ที่ชี้ว่าสารแคนนาบินอยด์ ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ในกัญชา อาจขัดขวางกลไกการเติบโตของเนื้องอก อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่ายังคงจำเป็นต้องมีการศึกษาที่ควบคุมอย่างรัดกุมและติดตามผลในระยะยาว เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผล รวมถึงขนาดที่เหมาะสมในการใช้อย่างถ่องแท้
เสียงตอบรับจากผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางบวกแต่ก็ยังคงความระมัดระวัง ดร. แคท อาร์นีย์ นักชีววิทยาด้านมะเร็งและนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษานี้ ให้ความเห็นกับ The Guardian ว่า: “แม้ว่าสารแคนนาบินอยด์จะเป็นที่รู้กันว่าช่วยจัดการอาการและผลข้างเคียงบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งได้ แต่การวิจัยล่าสุดนี้ให้ข้อมูลที่สำคัญอย่างยิ่งเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจมีต่อการลุกลามของตัวโรคเอง อย่างไรก็ตาม ผลเบื้องต้นเหล่านี้ต้องตีความด้วยความระมัดระวัง และผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์” [ที่มา] ศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศ์กิตติรักษ์ (สมมติชื่อเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทไทย) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้ว่า “ผลการศึกษาจากต่างประเทศเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทยอย่างมาก ซึ่งกำลังเผชิญทั้งภาระโรคจากมะเร็งและความสนใจของสาธารณชนในเรื่องกัญชาทางการแพทย์ที่สูง นักวิจัยไทยและกระทรวงสาธารณสุขควรให้ความสำคัญกับการศึกษาวิจัยทางคลินิกในประเทศ และพัฒนาแนวทางที่ชัดเจนและอิงตามหลักฐานสำหรับการใช้กัญชาทางการแพทย์ในด้านมะเร็งวิทยา”
ประเทศไทยปลดล็อกกัญชาทางการแพทย์ในปี พ.ศ. 2561 นับเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดำเนินการดังกล่าว ตั้งแต่นั้นมา รัฐบาลได้ส่งเสริมการปลูกและวิจัยกัญชา โดยมีคลินิกที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐจ่ายน้ำมันกัญชาให้ผู้ป่วยบางรายภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ประสบการณ์ตรงจากผู้ป่วยมะเร็งชาวไทยหลายรายสนับสนุนบทบาทของกัญชาในการบรรเทาผลข้างเคียง เช่น อาการปวดและเบื่ออาหาร แม้ว่าการใช้งานจะยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในหมู่บุคลากรทางการแพทย์บางส่วน เนื่องจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สอดคล้องกันและความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย ยังคงแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาภายใต้การดูแลของแพทย์ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
บริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมยิ่งทำให้ประเด็นนี้ซับซ้อนขึ้นไปอีก กัญชา มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการแพทย์แผนไทย โดยเคยใช้รักษาอาการปวดและปัญหาทางเดินอาหาร แต่การสั่งห้ามอย่างเข้มงวดตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 ได้ทำให้องค์ความรู้ตรงนี้ขาดหายไป จนกระทั่งมีการปฏิรูปกฎหมายเมื่อไม่นานมานี้ ปัจจุบัน สังคมไทยยังมองต่างมุมกันอยู่ ระหว่างความกระตือรือร้นในประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการแพทย์ที่อาจได้รับจากกัญชา กับความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสาธารณสุขและอิทธิพลของ “วัฒนธรรมกัญชา” แบบตะวันตกที่อาจเข้ามา
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการวิจัยกัญชาและมะเร็งระดับโลก ความจำเป็นในการทดลองทางคลินิกขนาดใหญ่และมีคุณภาพสูงในบริบทของประเทศไทยเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากปัจจัยทางพันธุกรรม อาหาร และสิ่งแวดล้อม สามารถมีผลต่อทั้งความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งและการตอบสนองต่อการรักษา ผู้กำหนดนโยบายต้องหาจุดสมดุลระหว่างความปลอดภัยของผู้ป่วยกับนวัตกรรม โดยกำหนดกรอบกฎระเบียบที่ชัดเจน ลงทุนในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และสร้างความมั่นใจในการเข้าถึงการรักษาใหม่ๆ ที่มีแนวโน้มที่ดีอย่างเท่าเทียม
สำหรับผู้ป่วยมะเร็งชาวไทยและครอบครัว สิ่งสำคัญคือต้องมีความหวังแต่ก็ไม่ประมาท หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังพิจารณากัญชาทางการแพทย์เป็นส่วนหนึ่งของการรักษามะเร็ง ควรปรึกษาทีมแพทย์ผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดและละเอียดถี่ถ้วน อย่าพยายามใช้ยาด้วยตนเอง และใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่สั่งจ่ายโดยคลินิกที่ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น ควรติดตามข้อมูลงานวิจัยในประเทศและแนวทางการรักษาที่จะมีการปรับปรุงต่อไป และอาจพิจารณาเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนผู้ป่วยเพื่อรับข้อมูลข่าวสารอยู่เสมอ เมื่อฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มีมากขึ้น การผสมผสานที่เป็นเอกลักษณ์ระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมและนวัตกรรมของไทย อาจทำให้ กัญชา สามารถเข้ามามีส่วนช่วยอย่างมีความหมายในการต่อสู้กับมะเร็ง หากนำมาใช้อย่างมีความรับผิดชอบและอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
แหล่งข้อมูล: