งานวิจัยระดับนานาชาติชิ้นสำคัญชี้เป้าไปที่สมองส่วนหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ตัดสินว่าเราจะเผื่อแผ่ให้เพื่อนฝูงมากน้อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับคนแปลกหน้า ทีมนักวิจัยจากเยอรมนีและแอฟริกาใต้ค้นพบว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสมองส่วนที่เรียกว่า เบโซลาเทอรัล อะมิกดาลา (Basolateral Amygdala หรือ BLA) ทำให้คนเราอยากแบ่งปันให้คนนอกวงสังคมที่สนิทสนมน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ความใจกว้างที่มีต่อเพื่อนสนิทกลับไม่เปลี่ยนแปลง ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ฉบับล่าสุดนี้ ได้ให้มุมมองใหม่ที่น่าสนใจเกี่ยวกับที่มาทางชีววิทยาของความเมตตาและความเห็นแก่ตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเข้าใจเรื่องความผิดปกติทางสังคมต่างๆ ด้วย
สำหรับคนไทยจำนวนมาก การมี “น้ำใจ” หรือความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ถือเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญที่วัด การถวายสังฆทาน หรือแม้แต่การช่วยเหลือเพื่อนบ้านยามน้ำท่วม อย่างไรก็ดี หลายคนคงเคยสังเกตว่านิสัยการให้ของเรามักจะแปรผันไปตามระดับความสนิทสนม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “การลดทอนตามความสัมพันธ์ทางสังคม” (social discounting) งานวิจัยล่าสุดนี้ช่วยไขกลไกในสมองว่าทำไมเราถึงเต็มใจหยิบยื่นให้ครอบครัวหรือเพื่อนเก่าแก่ แต่กลับลังเลที่จะให้คนแปลกหน้าหรือคนรู้จักที่ไม่สนิทกัน
งานวิจัยนี้ศึกษาผู้หญิงชาวแอฟริกาใต้ 5 คนที่เป็นโรคทางพันธุกรรมหายากชื่อ เออร์บาค-วีเทอ (Urbach-Wiethe disease หรือ UWD) ซึ่งโรคนี้จะทำลายสมองส่วน BLA โดยเฉพาะ แต่ไม่ค่อยส่งผลต่อความสามารถทางปัญญาด้านอื่นๆ นักวิทยาศาสตร์ได้เปรียบเทียบพวกเธอกับอาสาสมัครกลุ่มควบคุมที่มีอายุและพื้นเพทางวัฒนธรรมใกล้เคียงกันแต่ไม่ได้เป็นโรคนี้ การทดลองนั้นเรียบง่ายแต่ให้ข้อคิด คือให้ผู้เข้าร่วมจินตนาการว่ากำลังแบ่งเงิน 200 แรนด์แอฟริกาใต้ (ประมาณ 500 บาท) ให้กับคน 8 คนที่มีระดับความสัมพันธ์แตกต่างกันไป ตั้งแต่เพื่อนที่สนิทที่สุด (ระยะห่าง = 1) ไปจนถึงคนที่ไม่รู้จักเลย (ระยะห่าง = 100) ผลปรากฏว่ากลุ่มคนปกติจะค่อยๆ แบ่งเงินให้น้อยลงเมื่อความสัมพันธ์ห่างออกไปตามที่คาดการณ์ไว้ แต่กลุ่มผู้ป่วยที่สมองส่วน BLA เสียหาย กลับแทบไม่แบ่งปันให้ใครเลยนอกเหนือจากคนในวงที่สนิทที่สุดจริงๆ อันที่จริง มีผู้ป่วยรายหนึ่งถึงกับไม่ค่อยอยากแบ่งปันแม้แต่กับคนใกล้ชิดด้วยซ้ำ
ผลลัพธ์ที่น่าสนใจนี้ช่วยคลี่คลายงานวิจัยด้านสมองก่อนหน้านี้ที่ให้ผลขัดแย้งกัน เพราะงานวิจัยบางชิ้นเคยพบว่าความเสียหายต่ออะมิกดาลาอาจทำให้คนใจบุญมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในการทดลองทางศีลธรรมที่เป็นนามธรรม หรือเกมวัดความไว้ใจที่ไม่ระบุตัวตน แต่งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า BLA ไม่ใช่แค่ “สวิตช์เปิดปิดความใจดี” แต่มันทำหน้าที่เหมือน “เครื่องคิดเลขทางสังคม” ที่คอยปรับระดับความเอื้อเฟื้อของเราตามความผูกพันทางอารมณ์ที่มีต่อผู้อื่น
“เมื่อสมองส่วน BLA ทำงานผิดปกติ คนเราจะกลับไปให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก ยกเว้นกับเพื่อนที่สนิทที่สุดเท่านั้น” นักวิจัยกล่าว แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักจิตวิทยาวิวัฒนาการที่มองว่าสมองเราถูกออกแบบมาให้เลือกลงทุนแบ่งปันทรัพยากรกับคนที่น่าจะตอบแทนเรามากที่สุด และหลีกเลี่ยงการถูกเอาเปรียบจากคนนอกกลุ่ม “สมองจึงปรับตัวให้สงวนความเอื้อเฟื้อส่วนใหญ่ไว้สำหรับความสัมพันธ์ที่จำเป็นต่อการอยู่รอดและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” ทีมวิจัยอธิบาย
การค้นพบนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่ในเชิงทฤษฎี การทำความเข้าใจว่า ‘เครื่องคิดเลขทางสังคม’ ในสมองทำงานอย่างไร อาจนำไปสู่การประยุกต์ใช้จริงในสังคมไทยได้ อาการผิดปกติบางอย่าง เช่น ไซโคพาธี (psychopathy) และพฤติกรรมก้าวร้าวบางประเภท ซึ่งผู้มีอาการเหล่านี้มักไม่ค่อยใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่น ถูกเชื่อมโยงกับการทำงานที่ผิดปกติของอะมิกดาลามานานแล้ว การเข้าใจบทบาทของ BLA อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น อาจนำไปสู่แนวทางใหม่ๆ ในการส่งเสริมพฤติกรรมช่วยเหลือสังคม หรือแม้กระทั่งรักษาความผิดปกติทางสังคมในอนาคต
สำหรับสังคมไทย ที่มีโครงสร้างแบบครอบครัวขยาย ชุมชนหมู่บ้าน และเครือข่ายญาติมิตรที่ซับซ้อน ผลการวิจัยนี้ยิ่งทวีความน่าสนใจ ชวนให้เราขบคิดว่า ค่านิยมเรื่อง ‘น้ำใจ’ ที่ไหลเวียนอยู่ในวัฒนธรรมของเรานั้น สัมพันธ์กับกลไกทางชีววิทยาที่ฝังรากลึกอย่างไร และยังก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า ระบบการศึกษา โรงเรียน หรือโครงการต่างๆ จะสามารถ ‘ฝึกฝน’ กลไกการให้ของสมอง เพื่อให้เราเห็นอกเห็นใจคนที่อยู่ห่างไกลออกไปมากขึ้นได้หรือไม่?
ในอนาคต ทีมนักวิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาเพิ่มเติมว่า การฝึกฝนบางอย่าง เช่น การเจริญสติ ซึ่งมีงานวิจัยยืนยันแล้วว่าช่วยส่งเสริมความเมตตากรุณาได้ (ดูตัวอย่างโครงการฝึกสติในประเทศไทย) จะสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานของ BLA และส่งผลต่อพฤติกรรมการแบ่งปันได้จริงหรือไม่ นอกจากนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ยังเป็นรากฐานสำคัญในการศึกษาต่อไปว่า รูปแบบพฤติกรรมแบบเดียวกันนี้จะพบในกลุ่มคนต่างช่วงวัย ต่างเพศ หรือต่างวัฒนธรรมหรือไม่ รวมถึงในหมู่คนไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับความสามัคคีเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับผู้อ่านที่อยากฝึกฝนตนเองให้เป็นคนมีน้ำใจมากขึ้น งานวิจัยนี้ก็ช่วยตอกย้ำภูมิปัญญาไทยแต่โบราณว่า แม้จะเป็นเรื่องธรรมชาติที่เราจะช่วยเหลือคนในครอบครัวและเพื่อนสนิทก่อน แต่การตั้งใจพยายาม ไม่ว่าจะเป็นการอาสาสมัคร ทำงานเพื่อชุมชน หรือแค่แสดงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ต่อคนแปลกหน้า ก็อาจช่วยขยายวงความห่วงใยของเราให้กว้างไกลออกไปได้ ครูอาจารย์และผู้ปกครองก็สามารถกระตุ้นให้เด็กๆ มองไกลกว่าแค่ ‘พวกเรา’ โดยจัดกิจกรรมในโรงเรียนที่ส่งเสริมความร่วมมือ ความเห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจในความแตกต่างของผู้อื่น
โดยสรุป ครั้งต่อไปที่คุณรู้สึกลังเลที่จะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้คนนอกวงเพื่อนสนิท ลองนึกดูว่า มันไม่ใช่แค่เรื่องการอบรมสั่งสอนหรือค่านิยมทางสังคมเท่านั้น แต่ยังเป็นผลลัพธ์จากการคำนวณของสมองที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาโดยที่เราอาจไม่รู้ตัว แต่ดังที่ทั้งวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมไทยได้ชี้แนะไว้ การตระหนักรู้และความตั้งใจก็สามารถช่วยให้เราก้าวข้ามสัญชาตญาณเหล่านี้ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้นสำหรับทุกคน ท่านสามารถอ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences หรือผ่านรายงานของ StudyFinds ที่นี่