งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ กำลังชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงที่น่าเป็นห่วงระหว่างการใช้โซเชียลมีเดียอย่างหนักหน่วง กับการที่ “ความคิดหลงผิด” ยิ่งลุกลามมากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับผลกระทบของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่อสุขภาพจิต ปรากฏการณ์นี้ ที่นักวิชาการเรียกว่า “การขยายความคิดหลงผิดโดยโซเชียลมีเดีย” (Delusion Amplification by Social Media) กำลังสะท้อนแนวโน้มที่น่ากังวล คือถึงแม้เครื่องมือดิจิทัลจะช่วยเชื่อมโยงผู้คนนับล้านเข้าด้วยกัน แต่มันก็อาจกระตุ้นอาการทางจิตบางอย่างที่มีอยู่แล้วให้รุนแรงขึ้นได้ เช่น อาการหลงตัวเอง (narcissism) ความหวาดระแวง (paranoia) และความไม่พอใจในรูปร่างหน้าตาตัวเอง (body dysmorphia) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ที่มีความเปราะบางทางจิตใจอยู่เดิม (The Conversation, PsyPost)

ทุกวันนี้ โซเชียลมีเดียแทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะในโรงเรียนมัธยมฯ กลางกรุง หรือร้านกาแฟสุดชิคในโคราช คนไทยก็ไม่ต่างจากคนทั่วโลกที่ใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้ติดต่อเพื่อนฝูง โปรโมตธุรกิจ หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน แต่ขณะที่เครือข่ายสังคมออนไลน์เติบโตไม่หยุด ความกังวลเกี่ยวกับด้านมืดของมันก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว บททบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบล่าสุดโดย Bernard Crespi และ Nancy Yang ที่ตีพิมพ์เมื่อเมษายน 2025 ได้วิเคราะห์บทความทางวิทยาศาสตร์หลายร้อยชิ้นอย่างละเอียด และสรุปว่า การใช้โซเชียลมีเดียในระดับสูงมีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับลักษณะทางจิตและความผิดปกติที่เกี่ยวกับอาการหลงผิด ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งคนไทยและผู้กำหนดนโยบายไม่ควรมองข้าม

ในที่นี้ “ความคิดหลงผิด” (Delusions) หมายถึง ความเชื่อที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างเห็นได้ชัด เช่น เชื่อมั่นว่าตัวเองมีเสน่ห์ดึงดูดใจเหนือใคร (หลงตัวเอง) เชื่อว่าคนดังแอบชอบตัวเอง (erotomania) หรือการมองรูปร่างตัวเองผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงอย่างต่อเนื่อง (body dysmorphia, anorexia) โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่ที่เอื้อให้ความคิดเหล่านี้เติบโตได้ง่าย ผู้ใช้สามารถเลือกสรรรูปภาพที่ดีที่สุด โหยหาการยอมรับผ่านยอดไลค์ และสร้างตัวตนดิจิทัลในฝันขึ้นมา โดยขาดการตรวจสอบจากความเป็นจริงที่ปกติจะได้รับจากการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ แบบซึ่งๆ หน้า นักวิจัยชี้ว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้สามารถ “ขยาย” ความคิดหลงผิดให้รุนแรงขึ้นได้ โดยการตัดโอกาสที่จะได้รับการท้วงติงหรือแก้ไขความเข้าใจผิด ซึ่งปกติเราจะได้รับเมื่อพูดคุยเจอกันจริงๆ

ผลการวิจัยนี้ส่งผลกระทบสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมไทย จากรายงานปี 2023 ของ Hootsuite และ We Are Social พบว่า คนไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกในการใช้โซเชียลมีเดีย โดยเฉลี่ยแล้วออนไลน์มากกว่าสองชั่วโมงต่อวัน การใช้เวลาในโลกดิจิทัลมากขนาดนี้ อาจทำให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่โตมากับเทคโนโลยี (digital native) มีความเปราะบางเป็นพิเศษ หากพวกเขามีปัญหาเรื่องความนับถือตัวเองหรือมีแนวโน้มด้านสุขภาพจิตที่ไม่มั่นคงอยู่แล้ว เรื่องนี้สอดคล้องกับที่แพทย์และนักการศึกษาในไทยเริ่มรายงานว่า พบอัตราความผิดปกติเกี่ยวกับภาพลักษณ์ร่างกายและความวิตกกังวลในหมู่วัยรุ่นไทยสูงขึ้น ซึ่งอาจสะท้อนรูปแบบเดียวกันกับที่เกิดขึ้นทั่วโลก (The Lancet)

โมเดล “การขยายความคิดหลงผิดโดยโซเชียลมีเดีย” ของ Dr. Crespi และ Dr. Yang ชี้ว่า คนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่รู้สึกว่าตัวตนของตัวเองยังไม่มั่นคง (ซึ่งมักมีรากฐานจากปัญหาทางสังคมในวัยเด็ก) จะหันเข้าหาโซเชียลมีเดีย เพราะมันช่วยให้พวกเขาสร้างเสริมตัวตนที่เปราะบางนั้นได้ แต่แทนที่จะได้รับการเยียวยา การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น การแสดงออก และการโหยหาการยอมรับอย่างไม่สิ้นสุด กลับยิ่งทำให้อาการแย่ลง ขยายทั้งความคิดหลงผิดในแง่บวก (เช่น มองว่าตัวเองสำคัญเกินจริง) และแง่ลบ (เช่น รู้สึกว่ามีคนปองร้าย หรือเกลียดตัวเอง)

ผลการวิจัยของพวกเขาสอดคล้องกับงานวิจัยนานาชาติอื่นๆ ล่าสุด เช่น การศึกษาของมหาวิทยาลัย Simon Fraser ที่เผยว่า การที่โซเชียลมีเดียมุ่งเน้นไปที่ความสวยงามสมบูรณ์แบบในโลกออนไลน์นั้น ยิ่งกระตุ้นความคิดหลงผิดและความผิดปกติเกี่ยวกับร่างกายเป็นพิเศษ (bioengineer.org) ในขณะเดียวกัน บททบทวนงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน BMC Psychiatry ก็เสนอว่า คุณสมบัติของแพลตฟอร์มยอดนิยมต่างๆ เช่น การไถฟีดดูเนื้อหาได้ไม่รู้จบ (endless scrolling) อัลกอริทึมที่ช่วยขยายการมองเห็น และความสามารถในการสร้างตัวตนออนไลน์ ล้วนส่งเสริมรูปแบบการหลีกหนีจากความเป็นจริงทางจิตใจที่อันตรายเหล่านี้โดยตรง (BMC Psychiatry)

โดยธรรมชาติ วัฒนธรรมไทยแต่เดิมให้ความสำคัญกับชีวิตชุมชนที่ใกล้ชิด การแสดงความเคารพต่อหน้า (เช่น การไหว้) และความประนีประนอมทางสังคม (ความเกรงใจ) ค่านิยมเหล่านี้อาจเป็นเกราะป้องกันผลกระทบที่รุนแรงที่สุดจากการใช้ชีวิตออนไลน์ได้บ้าง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงไปสู่การสื่อสารแบบดิจิทัลที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ในเมือง หมายความว่าเกราะป้องกันตามวัฒนธรรมเดิมๆ อาจเริ่มอ่อนกำลังลง ดังที่ พญ. สุวิมล พงศธร จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพวัยรุ่นในกรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ว่า “เราพบผู้ป่วยวัยรุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาพลักษณ์ร่างกายและความวิตกกังวลทางสังคม โซเชียลมีเดียสามารถตอกย้ำความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับความงาม ความนิยม หรือสถานะทางสังคมที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงได้” ข้อสังเกตของเธอสะท้อนภาพรวมที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ก็เน้นให้เห็นว่าบริบทและวัฒนธรรมท้องถิ่นส่งผลต่อความเสี่ยงที่เยาวชนไทยกำลังเผชิญอย่างไร

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญมุ่งเน้นไปที่การสร้างความตระหนักรู้และหมั่นสำรวจตัวเองมากขึ้น ทีมของ Dr. Crespi แนะนำให้แต่ละคนลองทบทวนพฤติกรรมการเล่นโซเชียลฯ ของตัวเองอย่างมีสติ รู้เท่าทันเมื่อเริ่มรู้สึกว่าควบคุมไม่ได้ หรือเมื่อมันเชื่อมโยงกับอารมณ์ความรู้สึกในแง่ลบ “เราต้องตระหนักถึงช่องว่างระหว่างตัวตนในโลกออนไลน์กับตัวตนในชีวิตจริง” ผู้เขียนอธิบาย “และอะไรคือสิ่งที่ขับเคลื่อนตัวตนเหล่านั้น” สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง นักการศึกษา และผู้นำชุมชนชาวไทย นี่หมายถึงการเปิดพื้นที่พูดคุยอย่างเปิดอกเกี่ยวกับเรื่องภาพลักษณ์ การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และสุขภาพจิต แทนที่จะมองว่าโซเชียลมีเดียเป็นแค่ความบันเทิงหรือช่องทางธุรกิจ

ข้อมูลจากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว (NICFD) มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่า วัยรุ่นไทยที่ใช้โซเชียลมีเดียในแต่ละวันสูงกว่า มีแนวโน้มที่จะรายงานอาการซึมเศร้าและปัญหากับความนับถือตัวเองสูงขึ้นถึง 30% ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สอดคล้องกับสมมติฐานเรื่อง “การขยายความคิดหลงผิด” ผลการวิจัยเหล่านี้ยิ่งมีความสำคัญในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับอัตราการฆ่าตัวตายของเยาวชนที่เพิ่มสูงขึ้น และยังขาดแคลนบุคลากรด้านสุขภาพจิตในต่างจังหวัด

ความท้าทายสำคัญคือธรรมชาติของแพลตฟอร์มเหล่านี้ที่ชวนให้เสพติด: อัลกอริทึมที่ซับซ้อนถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดให้เราใช้งานให้นานที่สุด กระตุ้นวงจรการตอบสนองซ้ำๆ ให้รางวัลกับพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจ ขณะเดียวกันก็ทำให้การพยายามตัดขาดเพื่อสุขภาพที่ดีเป็นเรื่องยาก “สำหรับผู้ใช้บางคน” ดร. ศรัณย์รัตน์ จิรภัทร ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมดิจิทัลจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว “การเลิกเล่นไม่ใช่แค่เรื่องของการควบคุมตัวเอง แต่มันคือการฉุดตัวเองออกจากระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เสพติด”

ในระดับนานาชาติ รูปแบบก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน The Lancet ชี้ว่า สุขภาพและสุขภาวะทางจิตของวัยรุ่นมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับพฤติกรรมออนไลน์ ทำให้ผู้กำหนดนโยบายในยุโรปและสหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาออกกฎระเบียบเพื่อปกป้องเยาวชนจากการใช้งานที่มากเกินไปและการถูกควบคุมโดยอัลกอริทึม (The Lancet) ในประเทศไทย โครงการริเริ่มของรัฐบาล เช่น แผนเศรษฐกิจดิจิทัลและแผนแม่บทสุขภาพจิต เริ่มที่จะเข้ามาดูแลความเสี่ยงเหล่านี้แล้ว แต่การนำไปปฏิบัติยังคงไม่ทั่วถึงและยังมีความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทอยู่

เมื่อมองไปข้างหน้า มีข้อเสนอแนะหลักสองประการจากงานวิจัยที่กำลังเกิดขึ้น: ประการแรก ทุกคนและทุกครอบครัวควรปลูกฝังทัศนคติที่มีสติและรู้เท่าทันต่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น กำหนดขอบเขตการใช้งาน และให้ความสำคัญกับการมีปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ แบบซึ่งๆ หน้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตัวอย่างเช่น ครอบครัวอาจกำหนดช่วงเวลากินข้าวปลอดเทคโนโลยี โรงเรียนอาจจัดเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลและการมองร่างกายในแง่บวก และอาจมีการรณรงค์ด้านสุขภาพจิตผ่าน LINE หรือ TikTok เพื่อเข้าถึงวัยรุ่นกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ที่พวกเขาคุ้นเคย

ประการที่สอง จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม และการยอมรับถึงความเสี่ยงเหล่านี้อย่างเปิดอก ดังที่ผู้เขียนกล่าวไว้ว่า “เราต้องต่อยอดโมเดลการขยายความคิดหลงผิด และทำความเข้าใจความแตกต่างทางจิตวิทยาและระบบประสาทระหว่างการปฏิสัมพันธ์แบบเจอหน้ากับแบบเสมือนจริงให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงปัญหาทางจิตที่อาจตามมา” มหาวิทยาลัยไทย องค์กรพัฒนาเอกชน และผู้กำหนดนโยบายมีโอกาสที่จะเป็นผู้นำในด้านนี้ โดยออกแบบการศึกษาที่ละเอียดอ่อนต่อบริบททางวัฒนธรรม ซึ่งคำนึงถึงค่านิยมและแรงกดดันที่เป็นเอกลักษณ์ของสังคมไทย

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อมีหลักฐานปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คำถามสำหรับสังคมไทยคงไม่ใช่ว่าจะปฏิเสธเทคโนโลยีดิจิทัลหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าจะใช้งานมันอย่างชาญฉลาดได้อย่างไร เหมือนกับที่เราต้องเลือกกินอาหารดีๆ เพื่อสุขภาพกาย การเสพสื่อก็ต้องมีสติเพื่อสุขภาพใจที่ดีเช่นกัน การสร้างความตระหนักรู้ การสนับสนุนซึ่งกันและกัน และการส่งเสริมการพูดคุยอย่างเปิดอก จะช่วยให้ทุกระดับของสังคมไทยเรียนรู้ที่จะมองเห็นความบิดเบือนของกระจกเงาดิจิทัล และช่วยให้คนรุ่นต่อไปยังคงยึดโยงอยู่กับความเป็นจริงได้

สำหรับใครที่กังวลเกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อตัวเองหรือคนที่รัก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ลองมีวัน “พักจอ” (digital detox) เป็นประจำ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเมื่อจำเป็น และรักษาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะผ่านทางครอบครัว วัด หรือกิจกรรมที่ได้เจอหน้ากันจริงๆ

แหล่งข้อมูล: