อาหารเสริมตัวใหม่กำลังเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในหมู่คนรักสุขภาพ หลังจากสื่อฝั่งอเมริกาตีข่าวสรรพคุณที่อาจช่วยต้านมะเร็ง บำรุงหัวใจ แถมยังชะลอความแก่ให้ผิวได้อีก หนังสือพิมพ์ New York Post ถึงขั้นยกให้เป็น “อาหารเสริมสุดมหัศจรรย์ที่คุณอาจไม่เคยได้ยินชื่อ” สารประกอบตัวนี้เลยกลายเป็นที่จับตามองอย่างรวดเร็ว จนเกิดคำถามตามมาว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จริงๆ เป็นยังไง มีประโยชน์แค่ไหน แล้วคนไทยที่ห่วงใยสุขภาพควรมองเรื่องนี้อย่างไร ในยุคที่ใครๆ ก็อยากดูแลตัวเองให้อยู่ดีมีสุขไปนานๆ ด้วยวิธีง่ายๆ ใกล้ตัว การทำความเข้าใจข้อเท็จจริงเบื้องหลังคำโฆษณาเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลย
แม้พาดหัวข่าวของ New York Post จะไม่ได้เอ่ยชื่อตรงๆ แต่อาหารเสริมที่ว่านี้ก็ดูเหมือนจะมาตามเทรนด์แรงของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Nutraceuticals) ทั่วโลก ที่มักจะเคลมสรรพคุณครอบจักรวาล ประเทศไทยเองก็เหมือนกับหลายๆ ชาติที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัว แถมยังเจอปัญหาโรคเรื้อรังที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ตลาดอาหารเสริมบ้านเราโตพรวดพราด ปรากฏการณ์นี้ก็เข้าล็อกกับกระแสโลกเป๊ะๆ ปัจจุบัน อุตสาหกรรมอาหารเสริมในไทยมีมูลค่ามหาศาลหลายพันล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่อยากป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และอยากดูอ่อนกว่าวัยโดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอ
รายงานข่าวล่าสุดจากต่างแดนชี้เป้าไปที่ประโยชน์หลัก 3 ข้อที่อาจได้จากอาหารเสริมตัวนี้ คือ ช่วยป้องกันมะเร็ง เสริมสร้างสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด และชะลอความเสื่อมของผิวหนัง นี่เป็นคำกล่าวอ้างที่ดึงดูดใจสุดๆ เพราะมันตรงกับปัญหาสุขภาพอันดับต้นๆ ที่คนไทยกังวล จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขที่บอกว่ามะเร็งและโรคหัวใจเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตและความกังวลด้านสุขภาพ (แหล่งข้อมูล) นอกจากนี้ กระแสเรื่องชะลอวัยก็มาแรงไม่แพ้กัน ดูได้จากคลินิกสุขภาพและความงามที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ (แหล่งข้อมูล)
ความตื่นเต้นเกี่ยวกับ “อาหารเสริมมหัศจรรย์” ตัวนี้ ส่วนใหญ่มาจากงานวิจัยใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดสำคัญ เช่น สารออกฤทธิ์คืออะไร ต้องกินเท่าไหร่ แล้วได้ผลจริงแค่ไหน ยังคงคลุมเครืออยู่มาก เพราะไม่มีข้อมูลจากบทความต้นฉบับหรืองานวิจัยหลักๆ มายืนยัน ในวงการแพทย์ ปกติแล้วอาหารเสริมจะเริ่มเป็นที่รู้จักจากงานวิจัยในห้องแล็บ (in vitro) การทดลองในสัตว์ และการศึกษาเล็กๆ ในคน ที่พอจะชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่เป็นไปได้ แต่มีน้อยตัวมากที่จะผ่านการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมขนาดใหญ่ (Randomized Controlled Trials - RCTs) ซึ่งถือเป็น “มาตรฐานทองคำ” ของวงการ ก่อนที่จะกล้าแนะนำกันได้อย่างเต็มปาก จากข้อมูลของ สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) อาหารเสริมหลายตัวที่เคยถูกอวยว่าเป็น “ยาวิเศษ” มักจะให้ผลลัพธ์น่าผิดหวังเมื่อนำมาทดสอบนอกห้องทดลองที่ควบคุมปัจจัยต่างๆ ไว้อย่างเข้มงวด
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญจึงเต็มไปด้วยความหวัง แต่ก็ยังต้องระมัดระวัง ศาสตราจารย์แพทย์หญิงศิริพร นานา ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกัน จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เคยให้สัมภาษณ์ใน Bangkok Post) ได้เตือนไว้ว่า “อาหารเสริมใหม่ๆ ที่อวดสรรพคุณเกินจริงมักจะรีบเข้าตลาดก่อนที่จะมีการตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ แม้ข้อมูลเบื้องต้นอาจจะดูน่าสนใจ แต่ผู้บริโภคชาวไทยควรจะตั้งการ์ดสูงกับผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีการรับรอง และควรมองหาการยืนยันจากหน่วยงานกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือเสมอ” ความเห็นของท่านก็สอดคล้องกับแนวทางของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่แนะนำให้ประชาชนเช็กข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ให้ดีก่อนจะควักกระเป๋าซื้ออาหารเสริมราคาแพง
แล้วอะไรล่ะที่ทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ฮิตติดลมบนในไทยได้เร็วขนาดนี้? ส่วนหนึ่งก็มาจากวัฒนธรรม “การดูแลตัวเอง” ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย บวกกับความเชื่อมั่นในสมุนไพรและวิถีธรรมชาติบำบัด อาหารเสริมจากสมุนไพร หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ยาบำรุง” เป็นส่วนหนึ่งของวิถีสุขภาพคนไทยมานาน ทำให้พอมีสารประกอบตัวใหม่ที่เคลมว่าออกฤทธิ์แรงกว่าเดิม ก็ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่ นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียและการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ก็ยิ่งโหมกระแสสุขภาพให้แรงขึ้นไปอีก ซึ่งบ่อยครั้งก็เร็วกว่าที่หน่วยงานกำกับดูแลจะตามทัน หรือให้ความรู้แก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเข้มข้น
แล้วคนไทยควรรีบไปหาซื้อมาลองเลยไหม? ณ จุดนี้ การที่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกขนาดใหญ่ที่น่าเชื่อถือมายืนยันสรรพคุณครอบคลุมทั้งเรื่องกันมะเร็ง ดีต่อใจและหลอดเลือด แถมยังช่วยชะลอวัยให้ผิวได้จริง หมายความว่า ไม่ควรมอง อาหารเสริมตัวนี้เป็นยาวิเศษที่จะมาแทนที่วิธีดูแลสุขภาพที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง นายแพทย์วสันต์ ศิริวัฒนอักษร แพทย์ผิวหนังและนักวิจัยด้านโภชนาการชาวไทย เน้นย้ำว่า “ไม่มีอาหารเสริมตัวไหนจะมาแทนที่การกินอาหารดีมีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงมะเร็ง อย่างการสูบบุหรี่ หรือตากแดดจัดๆ ได้หรอกครับ” (WHO Thailand) ท่านยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงจากอาหารเสริมสูตรที่ไม่ได้มาตรฐานหรือของปลอม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในตลาดบ้านเรา ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายโดยตรง หรือไปตีกับยาแผนไทยหรือยาแผนปัจจุบันที่กินอยู่ก็ได้
ในอดีต ประเทศไทยเคยเป็นทั้งสนามทดลองและตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่สำหรับ “สุดยอดอาหาร” (Superfoods) ที่ดังเป็นพลุแตกมาแล้วนักต่อนัก ตั้งแต่กระท่อม ขมิ้นชัน ไปจนถึงผงคอลลาเจนนำเข้า ความท้าทายเดิมๆ ก็คือการแยกแยะความหวังออกจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำกล่าวอ้างด้านสุขภาพที่ฟังดูว้าว! แพร่สะพัดไปในวงกว้างก่อนที่วงการวิทยาศาสตร์จะมีความเห็นตรงกัน กรณีที่อาหารเสริมบางตัวถูกลดความน่าเชื่อถือลงในภายหลัง หรือพบว่ามีผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิด ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ต้องจำให้ขึ้นใจ
เมื่อมองไปข้างหน้า ทางออกที่ดีที่สุดคือการติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดและใช้วิจารณญาณ: คอยอัปเดตข้อมูลจาก อย. ไทยและหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก เรียกร้องให้มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ และปรึกษาหมอหรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนจะเริ่มกินอาหารเสริมตัวใหม่ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยในไทยและภาคประชาสังคมควรส่งเสริมให้มีการวิจัยในประเทศเกี่ยวกับอาหารเสริม ทั้งที่นำเข้าและที่มีอยู่ในท้องถิ่น เพื่อหาคำตอบที่เหมาะกับพันธุกรรม รูปแบบการกิน และความเสี่ยงด้านสุขภาพของคนไทยโดยเฉพาะ
หากคุณกำลังคิดจะลอง “อาหารเสริมมหัศจรรย์” ตัวล่าสุดนี้ ให้ลองชั่งน้ำหนักประโยชน์ที่ อาจจะ ได้รับ เทียบกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ได้ผลแน่ๆ ตรวจสอบให้ชัวร์ว่าผลิตภัณฑ์นั้นได้ขึ้นทะเบียนกับ อย. (เช็กเลขสารบบอาหารได้) และติดตามความคืบหน้าทางวิทยาศาสตร์จากแหล่งข่าวที่ไว้ใจได้ แทนที่จะหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อ และที่สำคัญที่สุด ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนที่จะปรับเปลี่ยนการดูแลสุขภาพใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีโรคประจำตัวหรือกำลังใช้ยาอยู่
สำหรับผู้อ่านที่อยากตามให้ทันโลก ข้อมูลความรู้และการใช้วิจารณญาณคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด “ถ้าอะไรฟังดูดีเกินจริง ส่วนใหญ่มันก็ไม่จริงนั่นแหละค่ะ” พญ.ศิริพร กล่าวทิ้งท้าย เมื่อเป็นเรื่องสุขภาพของคุณ การค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป แต่มั่นคง คือผู้ชนะเสมอ — สุขภาพดีไม่มีทางลัด อยากได้ต้องลงมือทำเอง!
แหล่งข้อมูล: