คอลลาเจนกำลังฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองในหมู่คนไทย ที่ต่างก็เชื่อว่าจะช่วยให้ผิวเด้ง ผมสวย ข้อต่อแข็งแรงปึ๋งปั๋ง แต่ท่ามกลางสารพัดคำโฆษณาจากอินฟลูเอนเซอร์ ดารา และแบรนด์สินค้าทั้งหลาย มันมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับจริงแค่ไหนกันแน่? ลองมาดูงานวิจัยล่าสุดและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญกันดีกว่า จะได้เห็นภาพชัดๆ ว่าคอลลาเจนช่วยอะไรได้จริง หรือเป็นแค่ความเชื่อ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญมากสำหรับคนไทยที่กำลังคิดจะลองกิน

คอลลาเจนคือโปรตีนที่มีเยอะที่สุดในร่างกายเรา ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างสำคัญที่ช่วยให้ผิวหนังยืดหยุ่น เส้นผมแข็งแรง รวมถึงความแข็งแรงของเส้นเอ็น ข้อต่อ และกระดูก แต่พออายุมากขึ้น ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดริ้วรอย ปวดข้อ และผมบาง นี่เองที่ทำให้ตลาดคอลลาเจน ทั้งแบบผง แคปซูล และเครื่องดื่ม บูมมากๆ ทั่วโลก รวมถึงในไทยด้วย ไม่ว่าจะเดินเข้าร้านยาในกรุงเทพฯ หรือเปิดแอปช้อปปิ้งออนไลน์ ก็จะเจอคอลลาเจนสารพัดยี่ห้อวางขายเกลื่อนตลาด จนหลายคนอดใจไม่ไหว อยากลองหาตัวช่วย ‘คงความสาวความสวย’ แบบทันใจดูบ้าง แต่ในขณะที่ผู้บริโภคแห่ตามเทรนด์กัน สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้ออกระหว่างคำโฆษณาเกินจริงกับข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้

งานวิจัยที่รวบรวมผลการศึกษาหลายชิ้น (systematic review) ซึ่งตีพิมพ์ใน National Library of Medicine ได้วิเคราะห์ผลของคอลลาเจนไฮโดรไลซ์ (hydrolyzed collagen) ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมใช้ในอาหารเสริมส่วนใหญ่ นักวิจัยพบว่าคอลลาเจนชนิดนี้สามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นให้ผิวได้จริง โดยบางงานวิจัยระบุว่าช่วยลดริ้วรอยและทำให้ผิวแน่นขึ้นหลังจากกินอย่างต่อเนื่อง งานศึกษาชิ้นหนึ่งที่ถูกอ้างถึงบ่อยๆ พบว่า การกินคอลลาเจนทุกวันเป็นเวลาหลายเดือน ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและเรียบเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งชี้ว่าคอลลาเจนอาจมีส่วนช่วยชะลอวัยสำหรับคนที่เริ่มมีสัญญาณแห่งวัยบนผิวหนังได้ (Source, Source).

นอกจากเรื่องผิวพรรณแล้ว ยังมีงานวิจัยอื่นๆ ที่ศึกษาผลของคอลลาเจนต่อข้อต่อและกระดูกด้วย เช่น งานวิจัยรวบรวมผลการศึกษาปี 2025 ที่ศึกษาเฉพาะคอลลาเจนไฮโดรไลซ์ชนิดที่ 1 (type I hydrolyzed collagen) รายงานว่าอาจมีประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม (osteoarthritis) และโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) ซึ่งเป็นโรคฮิตในผู้สูงวัยชาวไทย (Source summary) มีหลักฐานชี้ว่าการกินคอลลาเจนเสริมทุกวันช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกและลดอาการปวดข้อได้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญมองว่าอาจใช้เป็นตัวเสริมสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื้อรังเกี่ยวกับกระดูกและกล้ามเนื้อ มูลนิธิโรคข้อ (Arthritis Foundation) ยืนยันว่า “การทานอาหารเสริมคอลลาเจนเป็นเวลาสามเดือนช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และความหนาแน่นของผิวได้อย่างมีนัยสำคัญ” ซึ่งชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่กว้างกว่าแค่เรื่องข้อต่อ ไปถึงสุขภาพของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอื่นๆ ด้วย (Arthritis Foundation).

ส่วนเรื่องประโยชน์ต่อเส้นผมและเล็บนั้น หลักฐานยังถือว่าน้อยมาก สถาบันดังๆ หลายแห่ง รวมถึง Harvard Health เตือนว่า แม้จะมีข้อมูลบางส่วนจากการทดลองในสัตว์และงานวิจัยเล็กๆ ในมนุษย์ที่ดูเหมือนจะชี้ว่าอาจช่วยได้ แต่หลักฐานทางการแพทย์ก็ยังไม่ชัดเจนพอที่จะแนะนำให้ใช้คอลลาเจนเพื่อหวังผลด้านนี้ (Harvard Health) ดร.เคลลี บิโลโด จาก Harvard Health เขียนว่า ‘ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่สนับสนุนคำโฆษณาที่ว่า อาหารเสริมหรือเครื่องดื่มคอลลาเจนจะช่วยให้ผมยาวขึ้น เงางาม และดูหนามีวอลลุ่มได้’ ซึ่งก็ตรงกับความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ สรุปง่ายๆ คือ อย่าเพิ่งหวังผลเรื่องผมแบบปาฏิหาริย์ เพียงแค่ผสมผงคอลลาเจนลงในชาเย็นแก้วโปรดทุกเช้า

งานวิจัยใหม่ๆ ยังหันมาศึกษาบทบาทของสารอาหารที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนเองตามธรรมชาติด้วย มีงานศึกษาชิ้นหนึ่งในปี 2025 ได้ตรวจสอบสารเอ็กไคนาโคไซด์ (echinacoside) ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่พบในสมุนไพรแผนโบราณ และพบว่าสารนี้ช่วยส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนผ่านกลไกเฉพาะในระดับเซลล์ ช่วยต้านริ้วรอยโดยการต่อสู้กับความเสียหายของผิวที่เกิดจากรังสียูวี (PubMed 2025 abstract) แม้ว่าการศึกษานี้จะทำในเซลล์เพาะเลี้ยงในห้องแล็บ แต่ผลที่ได้ก็ถือเป็นการเปิดประตูสู่แนวทางใหม่ๆ สำหรับอาหารเสริมในอนาคต ที่ไม่เพียงแค่เติมคอลลาเจนเข้าไป แต่ยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเองได้มากขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่แบรนด์อาหารเสริมไทยหลายเจ้าก็เริ่มหันมาให้ความสนใจ

ถึงจะมีข้อมูลที่น่าสนใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ย้ำว่ายังมีข้อควรระวังและเรื่องที่เรายังไม่รู้แน่ชัดอยู่ อย่างแรกคือ ไม่ใช่อาหารเสริมคอลลาเจนทุกตัวจะเหมือนกัน คอลลาเจนไฮโดรไลซ์—คือแบบที่ถูกย่อยให้เป็นเปปไทด์เล็กๆ—ร่างกายจะดูดซึมได้ง่ายกว่าคอลลาเจนที่ไม่ผ่านการย่อย (undenatured collagen) ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังชั้นนำ แต่ถึงอย่างนั้น อัตราการดูดซึมและผลลัพธ์ที่ได้จริงก็อาจต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มา (เช่น จากปลาทะเล วัว หรือหมู) กระบวนการผลิต หรือแม้แต่สัดส่วนกรดอะมิโนในสูตรนั้นๆ อาจารย์ พญ.พัชรี ศรีประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพของไทย เตือนว่า ‘ผู้บริโภคควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากชัดเจน บอกแหล่งที่มาที่ตรวจสอบได้ และมีงานวิจัยรองรับ ตอนนี้ในตลาดมีผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการควบคุมเยอะมาก และไม่ใช่ทุกตัวที่จะปลอดภัยหรือได้ผลจริง’ ซึ่งเป็นเรื่องจริงโดยเฉพาะในบ้านเรา ที่กฎระเบียบเกี่ยวกับอาหารเสริมยังตามไม่ทันความต้องการของผู้บริโภคที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับคนที่เลือกจะกินคอลลาเจน งานวิจัยส่วนใหญ่แนะนำให้กินวันละ 2.5 ถึง 10 กรัม เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนภายในประมาณ 8–16 สัปดาห์ โดยทั่วไปถือว่าคอลลาเจนค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ที่สุขภาพดี ผลข้างเคียงที่พบมีน้อย แต่อาจมีอาการไม่สบายท้อง เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือในบางรายที่พบไม่บ่อยอาจมีอาการแพ้ได้ คนที่แพ้อาหารทะเล เนื้อวัว หรือผลิตภัณฑ์จากหมู ควรระวังเป็นพิเศษ เพราะคอลลาเจนจากสัตว์เหล่านี้อาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้รุนแรงได้ ส่วนชาวมังสวิรัติและวีแกนก็ควรรู้ไว้ว่า ปัจจุบันยังไม่มีคอลลาเจนแท้ๆ ที่มาจากพืช—แม้ว่าจะมีสารสกัดจากพืชบางชนิดที่อาจช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนเองได้ก็ตาม

ในบริบทของสังคมไทย การที่คนหันมาใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจนกันมากขึ้น สะท้อนถึงความปรารถนาในเรื่องความอ่อนเยาว์และความงาม ซึ่งฝังรากลึกอยู่ในค่านิยมและสื่อกระแสหลักของไทยมานาน ตั้งแต่สมัยโบราณ การใช้สมุนไพรเพื่อบำรุงร่างกาย ชะลอวัย เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพแบบไทยๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในรูปของ สมุนไพร (sa-mun-phrai) หรือตำรับยาอายุวัฒนะต่างๆ กระแสคอลลาเจนในปัจจุบันจึงอาจมองได้ว่าเป็นเหมือนภาคต่อยุคใหม่ ที่แม้จะได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศ แต่ก็สอดคล้องกับความต้องการดั้งเดิมของคนไทยในเรื่องสุขภาพ ความสดใส และความมั่นใจ

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าความต้องการอาหารเสริมคอลลาเจนในประเทศไทยจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และคนก็หันมาใส่ใจเรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กันมากขึ้น เพื่อตอบรับเทรนด์นี้ มหาวิทยาลัยและสตาร์ทอัพด้านสุขภาพของไทยบางแห่งกำลังลงทุนวิจัยเกี่ยวกับแหล่งคอลลาเจนในท้องถิ่น เช่น คอลลาเจนจากปลาทะเลที่เลี้ยงแบบยั่งยืนในภาคใต้ หรือการพัฒนาสูตรที่ผสมผสานส่วนผสมตามตำรับยาแผนไทยที่อาจช่วยเสริมประสิทธิภาพของคอลลาเจน การทดสอบที่เป็นกลางและเข้มงวดมากขึ้น การให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภค และการกำกับดูแลโดยภาครัฐ จะเป็นกุญแจสำคัญเมื่อตลาดนี้เติบโตเต็มที่

สำหรับผู้อ่านที่กำลังสนใจอาหารเสริมคอลลาเจน ข้อแนะนำง่ายๆ ที่เอาไปใช้ได้จริงคือ: ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มกินอาหารเสริมตัวใหม่เสมอ โดยเฉพาะถ้าคุณกำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีโรคประจำตัว มีอาการแพ้ หรือกินยาอะไรอยู่เป็นประจำ เลือกผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ มีข้อมูลชัดเจน หรือมีผลการทดสอบจากหน่วยงานภายนอกมายืนยัน ทำความเข้าใจว่าประโยชน์ที่พิสูจน์ได้ชัดเจนที่สุดเกี่ยวข้องกับความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่นของผิว และอาจช่วยลดอาการปวดข้อได้—ไม่ใช่การช่วยให้ผมดกดำขึ้นทันตา หรือต้านริ้วรอยได้ชั่วข้ามคืน และอย่าลืมว่า การกินอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน อุดมไปด้วยวิตามินซี โพรลีน ไกลซีน และทองแดง ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของสุขภาพคอลลาเจน—ลองนึกถึงอาหารไทยใกล้ตัวที่ไม่แปรรูป เช่น พริกสด ผลไม้รสเปรี้ยว หนังหมู และผักใบเขียวต่างๆ นี่แหละคือตัวช่วยประจำวันของคุณ เพราะการกินอาหารเสริมเป็นเพียงส่วนเสริมจากพื้นฐานการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพเท่านั้น ‘อย่าลืมความสำคัญของการออกกำลังกาย การป้องกันแสงแดด และการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อสุขภาพผิวและข้อต่อที่ดีที่สุด’ พญ. ณัฐธยา ลิ้มเลิศเลอสรวง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังชั้นนำของไทยแนะนำ

ในขณะที่ตลาดคอลลาเจนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ—ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย—ความต้องการข้อมูลที่ชัดเจน อิงตามหลักฐานจริง ก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย การมีความรู้ที่ถูกต้องจะช่วยให้ผู้บริโภคชาวไทยสามารถตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้อย่างมั่นใจ โดยสร้างสมดุลระหว่างความสะดวกสบายยุคใหม่กับภูมิปัญญาจากวิทยาศาสตร์และองค์ความรู้ดั้งเดิม

แหล่งข้อมูล: