งานวิจัยยุคใหม่กำลังพลิกความเข้าใจที่เรามีต่อ “อุดมการณ์” ไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่เรื่องสังคมการเมือง แต่เป็นกลไกที่ฝังรากลึกในสมองเรานี่เอง หนังสือเล่มล่าสุดของ ดร. ลีออร์ ซมิกรอด นักประสาทวิทยาศาสตร์การเมือง ที่ชื่อ “The Ideological Brain: The Radical Science of Flexible Thinking” (เจาะสมองอุดมการณ์: วิทยาศาสตร์สุดขั้วว่าด้วยสมองที่ยืดหยุ่น) กำลังเป็นที่ฮือฮาทั่วโลก เพราะเผยให้เห็นว่า พื้นฐานทางชีววิทยาในตัวเราไม่ได้แค่กำหนดความเชื่อมั่น แต่ยังรวมถึงการเปิดรับ—หรือปิดกั้น—ต่อข้อมูลใหม่ๆ และการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย (Nautilus, NY Times) ทำไม๊ทำไม อุดมการณ์ถึงเป็นสิ่งที่สมองเรา “โปรดปราน” นัก? แล้วอะไรที่ทำให้บางคนยึดติดเหนียวแน่น จนกลายเป็นพวกหัวชนฝา (dogma)? คำตอบจากแวดวงประสาทวิทยาศาสตร์มีแง่คิดสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทยที่กำลังเผชิญความขัดแย้งทางการเมืองและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
งานวิจัยชิ้นนี้สำคัญมากสำหรับประเทศไทย ที่ซึ่งความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์—ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ศาสนา หรือค่านิยมทางสังคม—ปะทุให้เห็นอยู่เนืองๆ ตั้งแต่เวทีดีเบตการเมืองอันเผ็ดร้อนไปจนถึงการชุมนุมประท้วงต่างๆ บริบทสังคมไทยที่หล่อหลอมจากระบบอาวุโสที่สืบทอดกันมา หลักปรัชญาพุทธ และช่องว่างระหว่างวัย ยิ่งตอกย้ำสิ่งที่ ดร.ซมิกรอด ค้นพบ นั่นคือ สมองของบางคนเหมือน “ถูกสร้างมา” ให้คิดอะไรได้ยืดหยุ่นและเปิดกว้างกว่าคนอื่น ขณะที่บางคนกลับมีแนวโน้มจะมองโลกแบบตายตัวและกีดกันคนเห็นต่าง (PoliticsHome)
งานวิจัยของ ดร.ซมิกรอด รวมถึงงานวิจัย ป.เอก ของเธอที่เคมบริดจ์ ได้เปลี่ยนแนวทางจากการศึกษาพฤติกรรมภายนอกมาสู่การสำรวจภายใน แทนที่จะพึ่งแค่แบบสอบถามหรือการวิเคราะห์ทางสังคม เธอกับเพื่อนร่วมงานได้เริ่มทำแผนที่กระบวนการทางชีววิทยาในระดับจิตใต้สำนึก โดยใช้เทคนิคสร้างภาพสมอง (neuroimaging) และการวิเคราะห์ทางพันธุกรรม ทำไมวิธีนี้ถึงเป็นการปฏิวัติวงการ? เพราะมันช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองทะลุเปลือกนอกของอุดมการณ์—ข้ามพ้นประวัติศาสตร์และบริบทสังคม—เข้าไปถึงวงจรประสาทที่กำหนดว่าเราตอบสนองต่อภัยคุกคาม ความไม่แน่นอน และความเป็นพวกพ้องกันอย่างไร
หัวใจสำคัญคือ สมองของเรามีแรงขับเคลื่อนไม่หยุดหย่อนที่จะคาดการณ์และสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ช่วยให้มนุษย์อยู่รอดมาได้ ดร.ซมิกรอด ชี้ว่า อุดมการณ์เปรียบเสมือน “คำตอบสำเร็จรูปแสนอร่อยที่สมองใช้แก้ปัญหาเรื่องการคาดการณ์และสื่อสาร” เมื่อโลกรอบตัวดูวุ่นวายคาดเดาไม่ได้ ความเชื่อที่ตายตัวจะช่วยลดความซับซ้อนลง โดยมอบคำตอบสำเร็จรูปและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มให้ “เราสามารถพึ่งพาเรื่องเล่าที่ชวนเชื่อและระบบเหตุผลที่คนอื่นๆ จำนวนมากเชื่อตาม แม้ว่ามันจะผิดก็ตาม” เธออธิบาย แต่ความสะดวกสบายนี้ก็ต้องแลกมาด้วยราคา นั่นคือ การคล้อยตามหมู่มากอาจขัดขวาง “การคิดที่ยืดหยุ่น เป็นอิสระ และเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง”
ผลการค้นพบทางประสาทวิทยาศาสตร์ช่วยให้เข้าใจรากฐานของความเชื่อแบบฝังหัวนี้ได้ลึกซึ้งขึ้น การศึกษาหลายชิ้น (ส่วนใหญ่ทำในโลกตะวันตก แต่ก็มีนัยยะที่กว้างขวาง) เผยว่า คนที่โน้มเอียงไปทางอุดมการณ์แบบอนุรักษนิยมที่เน้นความเป็นระเบียบ มักจะมีสมองส่วนที่เรียกว่า อะมิกดาลา (amygdala)—ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อภัยคุกคามและความกลัว—ใหญ่กว่าปกติ (Neuroscience News) ความแตกต่างทางกายวิภาคนี้อาจทำให้บางคนมีแนวโน้มที่จะโหยหาอุดมการณ์ที่เน้นย้ำเรื่องจารีตและการควบคุม หรืออาจเป็นผลมาจากการที่สมองต้องเผชิญกับเรื่องเล่าที่เน้นความน่ากลัวและคุกคามซ้ำๆ เป็นเวลานานก็เป็นได้
แต่อุดมการณ์ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองเท่านั้น สัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ในการแบ่งคนเป็น “พวกเรา” กับ “พวกเขา” นั้นมีมาแต่โบราณ การทดลองแสดงให้เห็นว่า คนที่เชื่อว่าลำดับชั้นทางสังคมเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” หรือ “ดีงาม” (คือเชื่อว่าความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่มันก็สมควรแล้ว) สามารถทำให้ตัวเองเกิดสภาวะ “ด้านชา” ทางร่างกายต่อความทุกข์ของคนอื่นได้ ในงานวิจัยที่น่าตกใจชิ้นหนึ่ง พบว่าคนที่มองว่าความทุกข์ยากของผู้อื่นเป็นปัญหา มีการตอบสนองทางร่างกายที่สูงขึ้น (เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น) เมื่อดูวิดีโอเกี่ยวกับคนไร้บ้าน ในขณะที่คนที่เชื่อว่าความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องปกติ กลับแทบไม่มีปฏิกิริยาทางร่างกายเลย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอุดมการณ์สามารถหล่อหลอมเราได้ลึกถึงระดับผิวหนังและการเต้นของหัวใจทีเดียว
ดร.ซมิกรอด ได้โต้แย้งแนวคิดของ ฮันนาห์ อาเรนท์ นักปรัชญาชื่อดัง ที่ว่าจิตใจที่ยึดติดกับอุดมการณ์นั้น “ไร้ความคิด” จริงๆ แล้ว เธอแย้งว่า คนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์สุดโต่งมักจะมีกระบวนการคิดที่ซับซ้อนมาก—แต่เป็นไปในทางที่บิดเบี้ยว การคิดแบบยึดติดตายตัว (dogmatic thinking) ไม่ใช่ความไม่รู้ แต่เป็นรูปแบบหนึ่งของสติปัญญาที่แข็งทื่อ ซึ่งต่อต้านหลักฐานใหม่ๆ และการถกเถียงอย่างเปิดอกอย่างแข็งขัน
แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนที่คิดได้ยืดหยุ่นที่สุดแตกต่างออกไป? คำตอบคือ ความคิดสร้างสรรค์และสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “ความยืดหยุ่นทางความคิด” (cognitive flexibility) จากการศึกษาขนาดใหญ่ของ ดร.ซมิกรอด พบว่าคนที่ได้คะแนนความยืดหยุ่นสูงมักจะตั้งคำถามกับสิ่งที่ทำเป็นประจำ เปิดรับแนวคิดใหม่ๆ และปรับเปลี่ยนตามข้อมูลที่เปลี่ยนไป พวกเขาไม่ค่อยยึดติดกับตัวตนตามอุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง—ไม่ว่าจะเป็นทางการเมือง ศาสนา หรือวัฒนธรรม ที่น่าสนใจคือ แม้จะคำนึงถึงระดับสติปัญญาทั่วไปแล้ว ความยืดหยุ่นนี่แหละคือตัวบ่งชี้ที่ดีที่สุดในการต่อต้านแนวคิดสุดโต่งทางอุดมการณ์
ปรากฏว่า รากฐานของความยืดหยุ่นนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมด้วย โดยเฉพาะยีนที่ควบคุมการทำงานของโดปามีน (dopamine)—สารสื่อประสาทสำคัญที่เกี่ยวกับการเรียนรู้และระบบการให้รางวัลของสมอง คนที่มี “รูปแบบการทำงานของโดปามีน” บางอย่าง มีแนวโน้มที่จะคิดแบบตายตัวมากกว่า ขณะที่คนอื่นๆ มีแนวโน้มตามธรรมชาติที่จะปรับตัวและเปลี่ยนมุมมองได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม ยีนไม่ใช่ตัวกำหนดชะตาทุกอย่าง ประสบการณ์ การศึกษา และความเครียด ล้วนมีอิทธิพลอย่างมากต่อวิธีคิดของเราว่าจะยืดหยุ่นหรือคับแคบเพียงใด
ในช่วงเวลาที่ตกอยู่ภายใต้ความเครียด—ไม่ว่าจะเป็นการต้องพูดในที่สาธารณะ หรือแค่การจุ่มมือลงในน้ำแข็ง—ความคิดของคนส่วนใหญ่จะตีบตันลง การที่ความเปิดกว้างทางความคิดหดหายไปนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ดังที่ ดร.ซมิกรอด ย้ำเตือนว่า “การรักษาความยืดหยุ่นนั้นเหมือนการเข็นครกขึ้นภูเขา”—มันต้องอาศัยความพยายามอย่างมีสติและทำอย่างต่อเนื่อง
ข้อค้นพบเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ระบบการศึกษาไทยมักเน้นการท่องจำ การทำตาม และการเคารพผู้มีอำนาจ ซึ่งบางครั้งก็อาจขัดขวางการส่งเสริมความยืดหยุ่นทางความคิด (Mahidol Neuroscience) ในสังคม การให้ความเคารพผู้อาวุโส ประเพณีทางศาสนา และแนวคิดแบบพวกพ้อง สามารถสร้างความสามัคคีในชุมชนได้ แต่ก็อาจทำให้แนวคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ยาก อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งทางสังคม การเมือง และเทคโนโลยี—ตั้งแต่การเคลื่อนไหวประท้วงของคนรุ่นใหม่ไปจนถึงการถกเถียงเรื่องการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ—ความต้องการนักคิดที่สร้างสรรค์และยืดหยุ่นจึงมีมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ในระดับโลก การผุดขึ้นของ “ฟองสบู่ข้อมูล” (information bubbles) ที่ขับเคลื่อนโดยอัลกอริทึม ทั้งในกลุ่มแชท LINE ของไทยและบนโซเชียลมีเดียสากล ยิ่งทำให้ความยึดติดทางอุดมการณ์รุนแรงขึ้น โดยการตอกย้ำความเชื่อเดิมๆ และปิดกั้นผู้คนจากข้อมูลหรือหลักฐานที่ขัดแย้ง งานของ ดร.ซมิกรอด เน้นย้ำว่าสมองของเราสามารถเปลี่ยนจากความยืดหยุ่นไปสู่ความเชื่อแบบฝังหัว (dogmatism) ได้ง่ายเพียงใด—โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ภายใต้ความเครียด ความไม่แน่นอน หรือแรงกดดันจากกลุ่ม
ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ก็ไปในทิศทางเดียวกัน: “เรากำลังเห็นว่าความเชื่อมั่นทางอุดมการณ์มีรากฐานทั้งทางจิตวิทยาและชีววิทยาของระบบประสาท” ดร.ซมิกรอด กล่าว ลอร์ด อัลเดอร์ไดซ์ ซึ่งได้วิจารณ์งานของเธอ ตั้งข้อสังเกตว่า “ความท้าทายคือการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่บ่มเพาะความยืดหยุ่น แทนที่จะบั่นทอนมัน”—ซึ่งเป็นความท้าทายที่สำคัญไม่แพ้กันทั้งในกรุงเทพฯ ที่วุ่นวาย ลอนดอน หรือนิวยอร์ก (PoliticsHome)
ประเด็นสำคัญสำหรับคนไทยคือ วิทยาศาสตร์แขนงนี้ไม่ได้แค่ชี้ปัญหา แต่ยังแนะแนวทางแก้ไขด้วย มีการกระตุ้นให้นักการศึกษาส่งเสริมการถกเถียงอย่างเปิดอกและการคิดเชิงวิพากษ์—ไม่ว่าจะเป็นในวงการศึกษาของคณะสงฆ์ ในโรงเรียนรัฐ หรือแม้แต่ในครอบครัว ความยืดหยุ่นทางความคิดเป็นทักษะที่เรียนรู้และฝึกฝนได้ ดังที่ ดร.ซมิกรอด กล่าวไว้ว่า “การหาวิธีฝึกฝนความยืดหยุ่น ความคิดสร้างสรรค์ การคิดต่างออกไป เป็นวิธีที่ทรงพลังในการต้านทานแรงกดดันที่ทำให้เราคิดในกรอบแคบๆ… มันคือวิถีชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองและเป็นอิสระมากกว่า”
ขั้นตอนที่ผู้อ่านชาวไทยนำไปปรับใช้ได้จริง คือ การลองตั้งคำถามกับนิสัยและกิจวัตรส่วนตัวอย่างจริงจัง—ไม่ว่าจะเป็นในการฝึกสมาธิ การไถฟีดโซเชียลมีเดียในแต่ละวัน หรือธรรมเนียมปฏิบัติในครอบครัว การตั้งคำถามกับพฤติกรรมที่ทำตามๆ กันมา การแสวงหามุมมองที่หลากหลาย และการจงใจเปิดรับมุมมองที่ไม่คุ้นเคย ล้วนเป็นวิธี “ฝึก” กล้ามเนื้อความยืดหยุ่นของสมองทั้งสิ้น
เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การเมืองและวัฒนธรรมไทย การแกว่งไปมาระหว่างแนวคิดอนุรักษ์นิยมที่ฝังแน่นกับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ (ตั้งแต่การปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ไปจนถึงการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงไม่กี่ปีมานี้) สามารถมองผ่านเลนส์ทางประสาทวิทยาศาสตร์นี้ได้ สังคมก็ไม่ต่างจากคนเรา ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนระหว่างความสบายใจจากความแน่นอน กับความท้าทายของการปรับตัวอยู่เสมอ
ในขณะที่คนไทยกำลังเผชิญกับการเลือกตั้งที่ร้อนแรง บรรทัดฐานทางเพศที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างประเพณีกับเทคโนโลยี การทำความเข้าใจความต้องการอุดมการณ์ของสมองจึงเป็นเครื่องมืออันทรงพลังสำหรับการเข้าใจตนเองและการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ข้อคิดที่ได้จากประสาทวิทยาศาสตร์ระดับโลกนี้ เกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของสังคมไทย
เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้า ทั้งในระดับชาติและระดับบุคคล ข้อเรียกร้องนั้นชัดเจน: จงบ่มเพาะความอยากรู้อยากเห็น ต้านทานแรงดึงดูดอันเย้ายวนของความเชื่อที่ตายตัว และยอมรับภารกิจตลอดชีวิตในการ “คิดต่างออกไป” เมืองไทยจงเจริญ ด้วยสมองที่ไม่เพียงแต่เฉียบแหลม—แต่ยังว่องไวและยืดหยุ่นอีกด้วย
แหล่งข้อมูล:
- Why Our Brains Crave Ideology (Nautilus)
- Leor Zmigrod Official Website
- The Ideological Brain: The Radical Science of Flexible Thinking (Amazon)
- NY Times: Ideology May Not Be What You Think but How You’re Wired
- Neuroscience News: Shared Brain Circuit Drives Political Passion
- PoliticsHome: Lord Alderdice reviews ‘The Ideological Brain’
- Mahidol Neuroscience Program