ดิฉันได้อมตธรรมอันประเสริฐ ที่ทำให้ต่างจากปุถุชน มีความเชื่อมั่น (เชื่อมั่นในพระรัตนตรัย) บรรลุคุณวิเศษเพราะรู้แจ้ง (รู้แจ้งอริยสัจ) แล้ว หมดความลังเลสงสัย ได้รับการบูชาจากคนจำนวนมาก ความยินดีไม่น้อย

สิริมาวิมาน

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๑๖. สิริมาวิมาน

ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่นางสิริมา

             (พระวังคีสะประสงค์จะให้นางสิริมา (นางสิริมา เดิมเป็นหญิงโสเภณี ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าได้บรรลุโสดาบันจึงเลิกอาชีพโสเภณี ได้ตั้งสลากภัตร ๘ ที่ ถวายสงฆ์ทุกวัน ต่อมานางป่วยหนักเสียชีวิตแต่ยังสาว ได้ไปเกิดเป็นเทพธิดาอยู่ในวิมานนี้) เทพธิดาประกาศบุญกรรมที่นางได้ทำไว้ใน

ครั้งก่อนจึงถามนางด้วยคาถาเหล่านี้ว่า)

             [๑๓๗] ม้าสำหรับเทียมรถของเธอ ตกแต่งด้วยเครื่องประดับชั้นดีเยี่ยม มีพลัง แคล่วคล่องว่องไว เหาะทะยานลงไป รถเทียมม้า ๕๐๐ คัน ที่บุญกุศลเนรมิตเพื่อเธอ และม้าเหล่านั้นเหมือนถูกนายสารถีกระตุ้นเตือน ย่อมแล่นตามเธอไป

             [๑๓๘] เธอประดับองค์ สถิตบนรถอันเลอเลิศ เปล่งรัศมีสว่างรุ่งเรืองอยู่ประดุจดวงไฟอันโชติช่วง เทพธิดาผู้มีรูปงาม น่าชม มองแล้วไม่เบื่อ อาตมาขอถามว่า “เธอมาจากเทพหมู่ไหนหนอจึงเข้ามาเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งหาใครเลิศยิ่งกว่าไม่ได้แล้ว

             (สิริมาเทพธิดานั้นตอบพระเถระว่า)

             [๑๓๙] ถัดลงมาจากหมู่ปรนิมมิตวสวัตดีเทพ (เป็นชื่อของหมู่เทพในสวรรค์ชั้นที่ ๖ (สวรรค์มี ๖ ชั้น คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี) เมื่อต้องการอะไรจะให้เทพชั้นที่ ๕ นิรมิตให้) ผู้ถึงความเป็นเลิศด้วยกามคุณ ที่บัณฑิตกล่าวชมว่ายอดเยี่ยมนั้น มีนิมมานรดีเทพซึ่งเนรมิตสมบัติได้เองแล้วชื่นชมอยู่ ดิฉันเป็นนางอัปสรจากหมู่นิมมานรดีเทพนั้น ซึ่งมีรูปร่างน่าพึงใจ ประสงค์จะนมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งหาใครเลิศยิ่งกว่ามิได้ จึงมาสู่มนุษยโลกนี้

             (พระเถระถามว่า)

             [๑๔๐] ชาติก่อนแต่จะมาเป็นเทพธิดานี้ เธอได้ประพฤติสุจริตกรรมอะไรไว้ เพราะบุญอะไรเธอจึงมีบริวารยศอยู่มากมาย เปี่ยมไปด้วยความสุข อนึ่ง เธอมีฤทธิ์ที่หาฤทธิ์ใดเทียมเท่ามิได้ เหาะไปในอากาศได้ ทั้งมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วสิบทิศ

             [๑๔๑] เทพธิดา อนึ่ง เธอมีมวลเทพห้อมล้อม สักการะ เธอจุติมาจากคติ (คติ (ภพที่สัตว์ไปเกิด) ๕ คือ นรก กำเนิดดิรัจฉาน เปรต มนุษย์ และสวรรค์) ไหนจึงมาถึงสุคติภพนี้ หรือว่าเธอได้ทำตามคำสอนของพระศาสดาพระองค์ไหน หากเธอเป็นสาวิกาของพระพุทธเจ้าจริง ขอจงบอกอาตมาเถิด

             (สิริมาเทพธิดาตอบว่า)

             [๑๔๒] ดิฉันเป็นพระสนมของพระราชาผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ (พระเจ้าพิมพิสาร ผู้ครองกรุงราชคฤห์) มีพระสิริ อยู่ในพระนครซึ่งสถาปนาไว้เป็นอย่างดีท่ามกลางขุนเขา มีความชำนาญอย่างยิ่งในการฟ้อนรำ ขับร้อง ชาวเมืองราชคฤห์ได้พากันเรียกขานดิฉันว่า สิริมา

             [๑๔๓] พระพุทธเจ้าทรงองอาจกว่าหมู่ผู้เป็นฤษี ทรงแนะนำเวไนยสัตว์ ได้ทรงแสดงทุกขสัจและสมุทัยสัจว่าเป็นสภาวะที่ไม่เที่ยง ทรงแสดงทุกขนิโรธสัจซึ่งปราศจากปัจจัยปรุงแต่งว่าเป็นสภาวะคงที่ และทรงแสดงมรรคสัจนี้ซึ่งเป็นทางไม่อ้อมค้อม เป็นทางตรง และเป็นทางปลอดโปร่งแก่ดิฉัน

             [๑๔๔] ดิฉันครั้นฟังธรรมอันเป็นทางไม่ตาย ปราศจากปัจจัยปรุงแต่ง เป็นคำสอนของพระตถาคตเจ้าผู้หาใครเลิศยิ่งกว่ามิได้ สำรวมในศีลทั้งหลายอย่างเคร่งครัดเป็นอันดี มั่นอยู่ในธรรมที่พระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่านรชนทรงแสดงไว้แล้ว

             [๑๔๕] ครั้นรู้ทางที่ปราศจากกิเลสประดุจธุลีซึ่งปราศจากปัจจัยปรุงแต่ง อันพระตถาคตเจ้าผู้หาใครเลิศยิ่งกว่ามิได้ทรงแสดงไว้แล้ว ได้สัมผัสสมถสมาธิ (สมถสมาธิ คือ โลกุตตรสมาธิที่ตัดกิเลสได้เด็ดขาด) ในอัตภาพนั้นเอง การได้สัมผัสสมถสมาธินั้นแหละ เป็นภาวะแน่นอนอย่างยิ่งสำหรับดิฉัน

             [๑๔๖] ดิฉันได้อมตธรรมอันประเสริฐ ที่ทำให้ต่างจากปุถุชน มีความเชื่อมั่น (เชื่อมั่นในพระรัตนตรัย) บรรลุคุณวิเศษเพราะรู้แจ้ง (รู้แจ้งอริยสัจ) แล้ว หมดความลังเลสงสัย ได้รับการบูชาจากคนจำนวนมาก ความยินดีไม่น้อย

             [๑๔๗] ตามที่กราบเรียนมานี้ ดิฉันจึงเป็นเทพธิดาผู้เห็นอมตธรรม เป็นสาวิกาของพระตถาคตเจ้าผู้หาใครเลิศยิ่งกว่ามิได้ ได้เห็นธรรม ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล เป็นโสดาบันบุคคล ทุคติเป็นอันไม่มีแก่ดิฉันอีกแล้ว

             [๑๔๘] ดิฉันนั้นมาหมายจะถวายอภิวาท พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้หาใครเลิศยิ่งกว่ามิได้ หมายจะนมัสการบรรดาภิกษุผู้น่าเลื่อมใส ซึ่งยินดีในกุศลธรรม (นิพพาน) และหมายจะเข้าไปนั่งใกล้สมาคมของสมณะที่ปลอดภัย ดิฉันมีความเคารพพระธรรมราชา คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงสิริ

             [๑๔๙] ครั้นได้เห็นพระจอมมุนีแล้ว ดิฉันก็มีใจเบิกบาน เอิบอิ่ม จึงขอถวายอภิวาทพระองค์ผู้เป็นพระตถาคตเลิศกว่านรชน ฝึกคนที่ควรฝึก ทรงตัดตัณหาได้ ทรงยินดีในกุศลธรรม ทรงแนะนำเวไนยสัตว์ให้ข้ามพ้นจากทุกข์ได้ ทรงช่วยเหลือสัตว์โลกด้วยความเกื้อกูลอย่างยิ่ง

สิริมาวิมานที่ ๑๖ จบ

----------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑

๑๖. สิริมาวิมาน

               อรรถกถาสิริมาวิมาน               

               สิริมาวิมานนั้น เกิดขึ้นอย่างไร?
               พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์.
               สมัยนั้น โสเภณีชื่อสิริมาที่กล่าวไว้ในเรื่องติดต่อมาในหนหลัง [อุตตราวิมาน] สละงานที่เศร้าหมอง [การเป็นโสเภณี] เพราะบรรลุโสดาปัตติผล ได้ตั้งสลากภัต ๘ กองแก่พระสงฆ์. ตั้งแต่ต้นมา ภิกษุ ๘ รูปก็มาเรือนนางเป็นประจำ.
               นางสิริมานั้นกล่าวคำเป็นต้นว่า โปรดรับเนยใส โปรดรับนมสด แล้วบรรจุบาตรของภิกษุเหล่านั้นจนเต็ม. ของที่ภิกษุรูปหนึ่งได้ไปย่อมพอแก่ภิกษุ ๓ รูปบ้าง ๔ รูปบ้าง นางถวายบิณฑบาตโดยค่าใช้สอย ๑๖ กหาปณะทุกวัน.
               ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่งฉันสลากภัตกองที่ครบ ๘ ในเรือนของนางแล้วก็ไปยังวิหารแห่งหนึ่งไกลออกไป ๓ โยชน์.
               ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงถามภิกษุรูปนั้นซึ่งนั่งในที่ปรนนิบัติพระเถระเวลาเย็นว่า ผู้มีอายุ ท่านรับภิกษาที่ไหนจึงมาที่นี่. ตอบว่า ผมฉันสลากภัตกองที่ ๘ ของนางสิริมา. ถามว่า ผู้มีอายุ นางสิริมาถวายสลากภัตนั้นยังน่าพอใจอยู่หรือ.
               ภิกษุนั้นจึงพรรณนาคุณของนางว่า ผมไม่อาจพรรณนาอาหารของนางได้ นางถวายแต่ของประณีตเหลือเกิน ของที่ภิกษุรูปหนึ่งได้ไปยังพอแก่ภิกษุ ๓ รูปบ้าง ๔ รูปบ้าง. แต่การเห็นนางต่างหากที่สำคัญกว่าไทยธรรมของนาง. จริงอยู่ หญิงนั้นงามเห็นปานนี้ งามเห็นปานนั้น.
               ลำดับนั้น ภิกษุรูปหนึ่งฟังคำพรรณนาคุณของนางสิริมานั้นแล้ว แม้ไม่ได้เห็นตัวก็เกิดสิเนหาโดยได้ยินเท่านั้น คิดว่า เราควรจะไปดูนางในที่นั้น จึงบอกพรรษาสุดท้ายของตนแล้วถามภิกษุรูปนั้นซึ่งยังอยู่ ฟังคำของภิกษุรูปนั้นว่า ผู้มีอายุ พรุ่งนี้ท่านเป็นสังฆเถระก็จักได้สลากภัตกองที่ ๘ ในเรือนหลังนั้น แล้วก็ถือบาตรจีวรกลับไปในทันใดนั่นเอง พออรุณขึ้นตอนเช้าตรู่ก็เข้าไปยืนยังโรงสลาก เป็นสังฆเถระได้สลากภัตกองที่ ๘ ในเรือนนาง.
               ในเวลาที่ภิกษุซึ่งฉันเมื่อวันวานกลับไปแล้ว โรคก็เกิดขึ้นในเรือนร่างของนาง เพราะฉะนั้น นางจึงนอนเปลื้องเครื่องประดับทั้งหลาย. ขณะนั้น เหล่าทาสีเห็นภิกษุทั้งหลายมาเพื่อรับสลากภัตกองที่ ๘ จึงบอกนาง. นางไม่อาจจะไปวางอาหารลงในบาตรด้วยมือตนเอง หรือนิมนต์ให้ท่านนั่งได้ ได้แต่ใช้เหล่าทาสี สั่งว่า แม่คุณเอ๋ย พวกเจ้าจงรับบาตรนิมนต์ให้ท่านนั่ง ให้ท่านดื่มข้าวต้ม แล้วถวายของเคี้ยว เวลาอาหารจงบรรจุบาตรให้เต็มแล้วถวาย. ทาสีเหล่านั้นรับคำว่าดีแล้วแม่นาย แล้วนิมนต์ให้ท่านเข้าไปให้ดื่มข้าวต้มถวายของเคี้ยว เวลาอาหารบรรจุอาหารเต็มบาตรแล้วก็บอกนาง. นางกล่าวว่า พวกเจ้าจงช่วยกันพยุงเราไป จักไหว้พระผู้เป็นเจ้า แล้วทาสีเหล่านั้นช่วยกันพยุงนางไปหาภิกษุทั้งหลาย ไหว้ภิกษุทั้งหลายด้วยเรือนร่างที่สั่นเทาอยู่.
               ภิกษุนั้นดูนางแล้วก็คิดว่า นางกำลังป่วย รูปยังงามถึงเพียงนี้ เวลานางไม่ป่วย ประดับด้วยอาภรณ์ครบถ้วนจักงามสักเพียงไหน. ขณะนั้นกิเลสที่สะสมไว้หลายโกฏิปีของภิกษุนั้นก็ฟุ้งขึ้น.
               ภิกษุนั้นไม่มีญาณ ไม่อาจฉันอาหาร ได้ถือบาตรกลับวิหารปิดบาตรเก็บไว้ ณ ที่แห่งหนึ่ง คลี่ชายจีวรลงปูนอน. ขณะนั้น ภิกษุผู้สหายรูปหนึ่งแม้อ้อนวอนก็ไม่อาจให้เธอฉันอาหารได้. ภิกษุนั้นก็อดอาหาร.
               เวลาเย็นวันนั้นนั่นเอง นางสิริมาก็ตาย.
               พระราชาทรงส่งข่าวไปทูลพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางสิริมาน้องสาวของหมอชีวก ตายเสียแล้ว พระเจ้าข้า.
               พระศาสดาทรงทราบข่าวนั้นแล้ว ทรงส่งข่าวถวายพระราชาว่า อย่าเพิ่งทำฌาปนกิจสิริมา ขอได้โปรดนำไปป่าช้าศพสด ให้นอน ให้รักษาไว้โดยวิธีที่ฝูงกาเป็นต้นจะไม่จิกกิน. พระราชาก็ทรงปฏิบัติตามพระพุทธประสงค์.
               ล่วงเวลาไป ๓ วันตามลำดับ วันที่ ๔ ร่างของนางก็พองขึ้น. เหล่าหนอนก็ไหลออกจากปากแผลทั้ง ๙. ทั่วเรือนร่างก็เป็นเหมือนถาดข้าวสาลีแตก. พระราชาก็โปรดให้ตีกลองป่าวประกาศไปในพระนครว่า ยกเว้นเด็กเฝ้าบ้านเสีย คนที่ไม่มาดูนางสิริมา ต้องเสียค่าปรับไหม ๘ กหาปณะ ทรงส่งข่าวไปทูลพระศาสดาว่า เขาว่าพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข จะเสด็จมาดูนางสิริมา.
               พระศาสดาจึงตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า จักไปดูนางสิริมา.
               ภิกษุหนุ่มแม้รูปนั้นไม่เชื่อฟังคำของใครๆ นอนอดอาหารอยู่ ๔ วัน. อาหารในบาตรก็บูด บาตรก็ขึ้นสนิม. ภิกษุรูปนั้นถูกเพื่อนภิกษุเข้าไปหาพูดว่าท่าน พระศาสดาจะเสด็จไปดูนางสิริมานะ แม้จะถูกความหิวครอบงำ แต่พอได้ยินเพื่อนภิกษุออกชื่อว่าสิริมา ก็รีบลุกขึ้นถามว่าท่านพูดอะไร ถูกเพื่อนภิกษุกล่าวว่า พระศาสดาจะเสด็จไปดูนางสิริมา ตัวท่านจักไปไหมเล่า. ก็ตอบว่า ไปสิขอรับ แล้วเทอาหารทิ้ง ล้างบาตรเก็บใส่ถลก ก็ไปพร้อมกับภิกษุสงฆ์.
               พระศาสดามีหมู่ภิกษุแวดล้อม ประทับยืนอยู่ข้างหนึ่ง ทั้งภิกษุสงฆ์ ทั้งราชบุรุษ ทั้งอุบาสกบริษัท ทั้งอุบาสิกาบริษัท ก็พากันยืนอยู่แต่ละข้างๆ.
               พระศาสดาตรัสถามพระราชาว่า ถวายพระพรมหาบพิตร นั่นใคร.
               พระราชาทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น้องสาวของหมอชีวก ชื่อสิริมา พระเจ้าข้า. ตรัสถามว่า นั่นสิริมาหรือ. ทูลว่า พระเจ้าข้าขอรับ. ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น โปรดให้ตีกลองป่าวประกาศไปในพระนครว่า คนทั้งหลายจงให้ทรัพย์พันหนึ่งแล้วรับสิริมาไป. พระราชาตรัสสั่งให้ปฏิบัติตามพระพุทธประสงค์.
               บรรดาคนเหล่านั้น ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะพูดว่าฉันรับ. พระราชาจึงกราบทูลพระศาสดาว่า ไม่มีคนรับ พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น ก็จงลดราคาลงมาสิ มหาบพิตร. พระราชาก็ให้ตีกลองป่าวประกาศว่า ใครให้ทรัพย์ ๕๐๐ ก็จงรับสิริมาไป ไม่ทรงเห็นใครๆ ที่จะรับ จึงให้ตีกลองป่าวประกาศลดราคาลง ๒๕๐, ๒๐๐, ๑๐๐, ๕๐, ๒๕, ๒๐, ๑๐, ๕, ๑ กหาปณะ ครึ่งบาท ๑ มาสก ๑ กากณึก, ให้เปล่าๆ [ไม่คิดราคา]
               บรรดาชนแม้เหล่านั้น ก็ไม่มีใครพูดว่าฉันรับๆ.
               พระราชาจึงกราบทูลว่า ให้เปล่าๆ ก็ไม่มีคนรับ พระเจ้าข้า.
               พระศาสดาทรงแสดงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูมาตุคามซึ่งเป็นที่รักของมหาชน แต่ก่อน คนทั้งหลายในพระนครนี้ให้ทรัพย์พันหนึ่ง ก็ได้นางไปตลอดวันหนึ่ง บัดนี้ให้เปล่าๆ ก็ไม่มีคนรับ นามรูปเห็นปานนี้ ถึงความสิ้นไปเสื่อมไปเป็นธรรมดา ทำให้งดงามด้วยเครื่องประดับภายนอกก็ยังมีแผล โดยปากแผลทั้ง ๙ อันกระดูก ๓๐๐ ท่อนสร้างเป็นโครงขึ้น อาดูรเดือดร้อนอยู่เป็นประจำ ชื่อว่ามีความดำริมาก เพราะมหาชนผู้เขลาดำริโดยส่วนมากอย่างเดียว อัตภาพที่ไม่ยั่งยืน ดังนี้.
               จึงตรัสพระคาถาว่า

          ปสฺส จิตฺตกตํ พิมฺพํ       อรุกายํ สมุสฺสิตํ

          อาตุรํ พหุสงฺกปฺปํ         ยสฺส นตฺถิ ธุวํ ฐิตี

          เธอจงดูรูปกาย ที่ปัจจัยทำให้งดงาม มีแผล

          กระดูกสร้างเป็นโครงขึ้น มีความเดือดร้อน

          มีความดำริมาก ซึ่งไม่มีความยืนยงคงที่เลย.

    จบเทศนา ภิกษุที่มีจิตติดพันนางสิริมา ก็ปราศจากฉันทราคะ เจริญวิปัสสนาแล้วก็บรรลุพระอรหัต. สัตว์ประมาณ ๘๔,๐๐๐ ก็ได้ธรรมาภิสมัย ตรัสรู้ธรรม.
               สมัยนั้น สิริมาเทพกัญญาสำรวจความสำเร็จแห่งสมบัติของตน ตรวจดูที่มาก็เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ามีภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับยืน และหมู่มหาชนประชุมกันใกล้เรือนร่างของตนในอัตภาพก่อน จึงมีเทพกัญญา ๕๐๐ ห้อมล้อมมาปรากฏกายกับรถ ๕๐๐ ลงจากรถแล้ว มีบริวารตามมาถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ยืนทำอัญชลีประนมมือไหว้.
               สมัยนั้น ท่านพระวังคีสะยืนอยู่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า การถามปัญหาข้อหนึ่งแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์ พระเจ้าข้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนวังคีสะ การถามปัญหาจงแจ่มแจ้งกะเธอเถิด [ทรงอนุญาตให้ถามปัญหากะเทพธิดาได้].
               ท่านพระวังคีสะจึงได้ถามสิริมาเทพธิดาว่า
               ม้าทั้งหลายของท่านเทียมรถแล้ว ประดับอย่างวิเศษ บ่ายหน้าลงไปในอากาศ [เหาะได้] มีกำลังว่องไว ม้าทั้งหลายของท่านเทียมรถ ๕๐๐ อันบุญกรรมเนรมิตแล้ว สารถีเตือนแล้วก็พาท่านไป. ท่านประดับองค์แล้ว ส่องแสงสว่างราวกะดวงไฟโชติช่วง ยืนอยู่เหนือรถอันเพริศแพร้ว.
               ดูก่อนเทพธิดาผู้อ่าองค์ ดูไม่จืดเลย อาตมาขอถามท่าน ท่านมาจากเทพหมู่ไร จึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ไม่มีผู้ใดประเสริฐยิ่งกว่า.
               เทวดานั้นถูกพระเถระถามอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงองค์จึงกล่าวคาถาว่า
                บัณฑิตกล่าวเทพ [ชั้นปรนิมมิตวสวัดดี] ที่เป็นผู้เลิศด้วยกาม [กามาวจร] หมู่ใดว่าเป็นเทวดาผู้ยอดเยี่ยมยินดีด้วยกามสมบัติที่เหล่าเทพชั้นนิมมานรดีเนรมิตให้ ดีฉันเป็นเทพอัปสรมีวรรณะงามจากเทพหมู่นั้น มาในที่นี้ก็เพื่อนมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่ไม่มีใครประเสริฐยิ่งกว่า.
               เมื่อเทวดากล่าวบอกความที่ตนเป็นเทวดาชั้นนิมมานรดีอย่างนี้แล้ว พระเถระประสงค์จะให้นางกล่าวถึงภพก่อน บุญที่ทำในภพนั้นและลัทธิของนาง จึงได้กล่าวสองคาถาว่า
               ท่านสร้างสมสุจริตอะไร ในอัตภาพเทวดานี้ไว้ในภพก่อน เพราะบุญอะไร ท่านจึงนั่งม้าเป็นพาหนะ มียศนับไม่ได้ จำเริญสุข และฤทธิ์ของท่านไม่มี ฤทธิ์อื่นประเสริฐกว่า ยังเหาะได้ ทั้งวรรณะของท่านก็รุ่งโรจน์ไปทั้งสิบทิศ.
               ดูก่อนเทวดา ท่านอันทวยเทพแวดล้อมและสักการะแล้ว ท่านจุติจากที่ไหนจึงถึงสุคติ หรือท่านเชื่อฟังคำสั่งสอนของศาสดาองค์ใด หากท่านเป็นพุทธสาวิกา ขอท่านโปรดบอกอาตมาด้วยเถิด.
               เทวดาเมื่อจะกล่าวความที่พระเถระถามอย่างนี้ จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
                ดีฉันเป็นปริจาริกาของพระราชาผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ทรงมีสิริ ณ มหานคร ซึ่งสถาปนาไว้เป็นอันดี ณ กลางภูผา [๕ ลูก] เป็นผู้ชำนาญเยี่ยมด้วยศิลปะฟ้อนรำขับร้อง. คนทั้งหลายในกรุงราชคฤห์ ได้รู้จักดีฉันในนามว่า สิริมา เจ้าข้า.
                 พระพุทธเจ้าผู้เป็นฤษีประเสริฐสุด เป็นผู้แนะนำ ได้ทรงแสดงทุกขสัจ สมุทัยสัจ ทุกขนิโรธสัจที่ปัจจัย ปรุงแต่งไม่ได้ และมรรคสัจนี้ ที่ไม่คด เป็นทางตรง ทางเกษม.
                    ดีฉันสดับอมตบท ที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ เป็นคำสอนของพระตถาคต ผู้ที่ไม่มีผู้อื่นประเสริฐกว่า ดีฉันเป็นผู้สำรวมอย่างยิ่งในศีลทั้งหลาย ตั้งอยู่ในธรรมอันพระพุทธเจ้า ผู้เป็นนระประเสริฐทรงแสดงแล้ว.
                    ดีฉันรู้บทที่ปราศจากกิเลสดุจธุลี ที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ ซึ่งพระตถาคตผู้ที่ไม่มีผู้อื่นประเสริฐกว่า ทรงแสดงแล้ว ดีฉันได้สัมผัสสมาธิจากสมถะ ในอัตภาพนั้นนั่นแล อันนั้นได้เป็นความแน่นอนอย่างยิ่ง [ที่จะบรรลุมรรคผล] สำหรับดีฉัน.
                     ดีฉันได้อมตธรรมอันประเสริฐ ทำให้แปลกจากปุถุชน มีความเชื่อมั่นในพระรัตนตรัยส่วนเดียว บรรลุคุณวิเศษเพราะตรัสรู้ ไม่มีความสงสัยอันชนเป็นอันมากบูชาแล้ว ดีฉันเสวยความยินดีระเริงเล่นไม่น้อยเลย.
                       ดีฉันเป็นเทวดาเห็นอมตธรรมอย่างนี้ เป็นสาวิกาของพระตถาคต ผู้ที่ไม่มีผู้อื่นประเสริฐกว่า เห็นธรรมก็ตั้งอยู่ในผลระดับแรก [โสดาปัตติผล]  เป็นพระโสดาบัน ทุคติเป็นอันไม่มีอีกละ.
                       ดีฉันนั้นเข้ามาเพื่อถวายบังคมพระองค์ผู้ที่ไม่มีผู้อื่นประเสริฐกว่า และเหล่าภิกษุผู้ยินดีในกุศลที่น่าเลื่อมใส เพื่อนมัสการสมณสมาคมอันรุ่งเรือง ดีฉันมีความเคารพในพระธรรมราชาผู้ทรงสิริ.
                       ดีฉันพบพระมุนีแล้ว ก็มีใจบันเทิงเอิบอิ่ม ขอถวายบังคมพระตถาคต ผู้ทรงเป็นสารถีฝึกคนดีที่ควรฝึก ทรงตัดตัณหา ยินดีในกุศล เป็นผู้นำสัตว์ ผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่ง.
               สิริมาเทพธิดา ครั้นประกาศความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย โดยมุขคือประกาศลัทธิของตนอย่างนี้แล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ ทำประทักษิณเวียนขวาแล้วก็กลับเทวโลกแห่งเดิม
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเรื่องที่มาถึงแล้วนั้นนั่นแหละ ให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ เกิดเรื่องแล้วทรงแสดงธรรม. จบเทศนา ภิกษุผู้กระสันก็บรรลุพระอรหัต พระธรรมเทศนานั้นเกิดประโยชน์แม้แก่บริษัทที่ประชุมกันแล.


               จบอรรถกถาสิริมาวิมาน               
               -----------------------------------------------------