รายงานล่าสุดเผยความจริงที่น่ากังวลสำหรับคนนับล้านที่พึ่งพายาแก้ปวดที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป (OTC): คุณอาจกำลังใช้ยาเหล่านี้แบบผิดๆ และทำร้ายสุขภาพตัวเองโดยไม่รู้ตัว! ข้อมูลใหม่และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ NPR นำเสนอเมื่อ 18 เมษายน 2025 กำลังกระตุ้นให้คนที่กินยาพาราเซตามอล (เช่น ไทลินอล) และยาแก้อักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) อย่าง ไอบูโพรเฟน (เช่น แอดวิล, มอทริน) และนาพรอกเซน (เช่น อะลีฟ) ต้องหันมาทบทวนวิธีการกินยาของตัวเอง เพื่อเลี่ยงการกินยาเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจและผลข้างเคียงที่อาจอันตรายถึงชีวิต [NPR]
สำหรับคนไทย ยาแก้ปวดที่หาซื้อได้เองเหล่านี้แทบจะเป็นยาสามัญประจำบ้าน หาซื้อง่ายสุดๆ ทั้งในเซเว่นอีเลฟเว่น หรือร้านขายยาทั่วไป แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ดร. ทริชา พาสริชา จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ออกมาเตือนว่า การอ่านฉลากยาผิดพลาด การกินยาเกินขนาดที่แนะนำ หรือการกินยาแก้ปวดหลายตัวพร้อมกัน อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้ ตั้งแต่ตับพัง ไปจนถึงหัวใจวาย เส้นเลือดสมองแตก และไตล้มเหลว มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า 15% ของผู้ป่วยที่สำรวจ เคยกินยา NSAIDs เกินขนาดที่ปลอดภัย ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังกินยาประเภทเดียวกันซ้ำซ้อนจากหลายผลิตภัณฑ์ ในประเทศไทยที่การซื้อยากินเองเป็นเรื่องปกติ และยาหลายตัวก็ขายได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยา คำเตือนเหล่านี้จึงเป็นเรื่องใกล้ตัวและสำคัญอย่างยิ่ง [NPR]
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ก็เพราะความสะดวกสบายและหาซื้อง่ายในบ้านเรานี่แหละที่อาจเป็นดาบสองคม ไม่ว่าจะแก้ปวดเมื่อยหลังสาดน้ำสงกรานต์สุดเหวี่ยง หรือบรรเทาอาการปวดท้องเมนส์ หลายคนมักเลือกทางลัดง่ายๆ โดยไม่ได้ตระหนักถึงความเสี่ยง เภสัชกร แคนดี้ ซูรูนิส จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก (UCSF) ชี้ว่า ต้องเลือกยาแก้ปวดให้ถูกกับอาการ: พาราเซตามอลจะปลอดภัยกว่าสำหรับลดไข้และเป็นมิตรกับกระเพาะอาหารมากกว่า ส่วนยา NSAIDs เหมาะกับอาการปวดที่มาจากการอักเสบ เช่น ปวดกล้ามเนื้อ แต่ถ้ากินพาราเซตามอลมากเกินไป อาจทำลายตับได้ และการกินคู่กับแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของใครหลายคน ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงขึ้นไปอีก ขณะเดียวกัน แม้ยา NSAIDs จะลดอักเสบได้ดี แต่ถ้าใช้เกินขนาด ก็อาจทำให้เลือดออกในทางเดินอาหาร เป็นแผลในกระเพาะ หรือความดันโลหิตสูงได้
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญย้ำชัดเจนว่า: “ถามเภสัชกรเถอะครับ นั่นคือหน้าที่ของเรา!” คุณบลาโมห์ ทเวกเบ ผู้จัดการร้านยาผู้ป่วยนอกของ UCSF กล่าวเน้นถึงบทบาทของเภสัชกรในการช่วยเลือกยาอย่างปลอดภัย การปรึกษาเภสัชกรไทย ซึ่งหลายคนอาจมองข้ามหรือไม่คิดว่าจำเป็น จริงๆ แล้วสำคัญมาก เพื่อเลี่ยงการกินยาหลายตัวที่มีตัวยาออกฤทธิ์เหมือนกัน เช่น ยาแก้หวัด ลดไข้ หลายสูตรอาจมีพาราเซตามอลผสมอยู่โดยที่เราไม่ทันสังเกต
การใช้ยาแก้ปวดผิดๆ มักมาจากทั้งความเคยชินและการโฆษณา “ถ้าคุณกินนาพรอกเซนทุกวันตอนมีประจำเดือนเพื่อแก้ปวดเกร็งท้อง อาการปวดนั้นอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ใหญ่กว่าซ่อนอยู่ก็ได้” ดร. พาสริชา อธิบาย ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่พบบ่อยในผู้หญิงไทย อาการปวดเรื้อรังหรือปวดบ่อยๆ ควรต้องไปหาหมอเพื่อตรวจวินิจฉัย ไม่ใช่แค่เดินเข้าบู๊ทส์หรือวัตสันซื้อยามากินเอง ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญในสังคมไทยที่นิยมใช้ยาสมุนไพรควบคู่กับยาแผนปัจจุบัน ซึ่งบางครั้งก็ไม่ชัดเจนว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้างที่อาจทำปฏิกิริยากับยาแก้ปวดได้
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยอีกอย่างคือ การคิดว่ากินยา “เพิ่มอีกหน่อย” หรือกินยา NSAIDs สองชนิดควบกันไปเลย จะช่วยให้หายปวดเร็วขึ้น แต่ความจริงแล้ว การกินเกินขนาดที่แนะนำ หรือกินยา NSAIDs ต่างชนิดพร้อมกัน มีแต่จะเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่ได้ช่วยให้หายปวดดีขึ้นเลย นี่เป็นพฤติกรรมที่อาจพบได้ในหมู่คนไทยที่ไม่ค่อยได้อ่านฉลากยาละเอียด หรือไม่ได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องการหายปวดแบบเร่งด่วน
สำหรับคนที่มีไข้สูงหรือปวดจากอาการบาดเจ็บ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้กินยาพาราเซตามอลสลับกับยา NSAIDs ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม วิธีนี้ช่วยคุมอาการปวดได้ดี พร้อมกับลดผลข้างเคียงของยาแต่ละตัวให้น้อยลง แต่สิ่งสำคัญคือต้องเป๊ะเรื่องขนาดและเวลาในการกินยา ในวัฒนธรรมที่คำว่า “สองเม็ดเอาอยู่” เป็นเรื่องชินชา คำแนะนำใหม่นี้จึงเตือนให้เราต้องหยุดคิดสักนิดก่อนหยิบยาเม็ดต่อไปเข้าปาก
ไม่ใช่ทุกอาการปวดที่ต้องพึ่งยา ยา NSAIDs แบบทาภายนอก เช่น ครีมหรือแผ่นแปะ และวิธีอื่นๆ ที่ไม่ใช้ยา เช่น ประคบร้อน หรือออกกำลังกายในน้ำ ก็ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดีไม่แพ้กัน แถมมีผลข้างเคียงน้อยกว่า ในบ้านเรา การหาซื้อยาหม่องสมุนไพร หรือไปนวดแผนไทย ก็เป็นทางเลือกที่อาจปลอดภัยกว่าการกินยา OTC เป็นประจำ “วิธีเหล่านี้อาจช่วยคุมอาการปวดของคุณได้ดีกว่าการกินยาอย่างเดียวเสียอีก” ดร. พาสริชา กล่าว สนับสนุนให้ปรึกษาแพทย์ถึงทางเลือกในการรักษาทั้งหมดที่มี แทนที่จะหวังพึ่งแต่ยาเม็ดอย่างเดียว
ในอนาคต บุคลากรทางการแพทย์ทั้งในไทยและทั่วโลกน่าจะหันมาเน้นย้ำเรื่องการให้ความรู้แก่ผู้ป่วย การปรับปรุงฉลากยาให้เข้าใจง่าย และบทบาทสำคัญของเภสัชกรมากขึ้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยอาจพิจารณาเพิ่มคำเตือนหรือปรับปรุงกฎระเบียบการขายยา OTC ให้รัดกุมขึ้น โดยเฉพาะเมื่อภาระโรคเรื้อรังในสังคมไทยสูงขึ้น ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงจากการซื้อยาใช้เองอย่างไม่ถูกต้อง คนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับการหาข้อมูลออนไลน์ แต่อาจตกเป็นเหยื่อข้อมูลผิดๆ ในโซเชียลมีเดีย จะได้ประโยชน์อย่างมากจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
ข้อคิดสำหรับผู้อ่านนั้นง่ายๆ แต่สำคัญมาก: อ่านฉลากยาทุกครั้ง กินยาตามขนาดที่แนะนำ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ยาหลายตัวร่วมกัน หากไม่แน่ใจ ถามเภสัชกรได้เลย ซึ่งเป็นบริการที่มีอยู่แล้วในร้านขายยาทุกแห่ง แม้แต่ร้านในซอยเล็กๆ กลางกรุงเทพฯ อาการปวดที่เป็นประจำหรือรุนแรง ควรไปพบแพทย์ ไม่ใช่แค่หยิบยาจากตู้มากินซ้ำๆ และอย่าลืมว่า: การทำกายภาพบำบัด การผ่อนคลาย หรือแม้แต่การพักสายตาจากหน้าจอ ก็อาจเป็น “ยา” ที่คุณต้องการจริงๆ ก็ได้
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ผู้อ่านสามารถดูบทความต้นฉบับของ NPR [NPR] ตรวจสอบฉลากยาอย่างละเอียด และเยี่ยมชมเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อดูคำแนะนำสำหรับประเทศไทย [อย.] หากมีข้อสงสัย ปรึกษาเภสัชกรใกล้บ้านคุณ – เพราะความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ