บันทึกชีวิตการทำหน้าที่นายกสภา มทส. 15. เปลี่ยนบริการวิชาการเป็นหุ้นส่วนสังคม หรือพันธกิจมหาวิทยาลัยกับสังคม
ในการประชุมสภา วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๘ มีวาระที่ ๔.๖ ขออนุมัติ (ร่าง) เป้าหมายและทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยเทคโนลยีสุรนารี ในระยะ ๔ ปีข้างหน้า (พ.ศ. ๒๕๖๙ -๒๕๗๒) ที่เมื่ออ่านเอกสารการประชุมแล้ว ผมมีข้อเสนอให้เปลี่ยนใหญ่ คือเรื่องบริการวิชาการ ที่ผมมีความเห็นมากว่า ๑๐ ปีแล้ว ว่าควรเปลี่ยนบริการวิชาการ เป็นภารกิจหุ้นส่วนสังคม (social engagement) คือเข้าไปทำงานร่วมกับภาคชีวิตจริง (real sector) ในลักษณะทำงานด้วยกัน และเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ หรือประสบการณ์
หรืออาจกล่าวว่า ให้เปลี่ยนร้อยละ ๘๐ ของภารกิจบริการวิชาการ เป็นกิจกรรมหุ้นส่วนสังคม เก็บบริการวิชาการแบบดั้งเดิมไว้เพียงร้อยละ ๒๐
โดย ศ. ดร. วิจิตร ศรีสะอ้าน ได้นิยามพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคมไว้ในเอกสาร PowerPoint ของท่าน (1) ว่า
“แนวคิดใหม่ ถือว่า "การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม" เป็น "พันธกิจสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยกับสังคม" (University-Social Engagement หรือ Socially Engaged Scholarship) โดยยึดหลักการ ๔ ประการ คือ
- การร่วมคิด ร่วมทำด้วยกัน ระหว่างมหาวิทยาลัย กับองค์การต่างๆในสังคม (Partnership)
- ผลการร่วมทำ เกิดประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefits)
- ใช้ความรู้ และเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน (Knowledge Sharing & Scholarship)
- เกิดผลกระทบที่ดี ต่อสังคมที่ประเมินได้ (Measurable Social Impact)”
นี่คือการเปลี่ยนแปลงระดับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคชีวิตจริง ที่สมัยก่อนคนมหาวิทยาลัยสมาทานกระบวนทัศน์ว่าตนเป็นผู้มีความรู้สูงกว่า ที่เรียกว่าอยู่บน “หอคอยงาช้าง” (ivory tower) ทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้ให้แก่สังคม หรือให้บริการวิชาการที่ภาคชีวิตจริงไม่มีความรู้หรือทำไม่เป็น
แต่สมัยนี้เป็นที่ตระหนักแล้วว่า ในหลายกรณีภาคชีวิตจริง มีความรู้และเทคโนโลยีสูงกว่า และบางมุมมหาวิทยาลัยก็มีความรู้ใหม่ที่แบ่งปันให้แก่ภาคชีวิตจริงได้ ผ่านการทำงานร่วมกันในลักษณะหุ้นส่วนของกิจกรรมที่ร่วมกันคิดตั้งโจทย์ และร่วมกันทำหรือปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย และในที่สุดเกิดผลดีต่อสังคมในภาพรวม ฝ่ายภาคชีวิตจริง (ราชการ ธุรกิจ ประชาสังคม ชุมชน หรือพื้นที่) ได้พัฒนากิจการของตน ฝ่ายมหาวิทยาลัยหรืออุดมศึกษาได้ประโยชน์ด้านการผลิตบัณฑิต ด้านวิจัยและนวัตกรรม ด้านพันธกิจเพื่อสังคม และด้านทำนุบำรุงความดีงามและศิลปะและวัฒนธรรม
นั่นคือ ในสมัยก่อน ตามกระบวนทัศน์เก่า ความสัมพันธ์ระหว่างอุดมศึกษาเป็นความสัมพันธ์แนวดิ่ง ที่มหาวิทยาลัยมีฐานะสูงกว่า แต่ในสมัยนี้ ความสัมพันธ์ดังกล่าวต้องเป็นความสัมพันธ์แนวระนาบ มีศักดิ์เสมอกัน
สภามหาวิทยาลัยมีมติให้มีการพัฒนา มทส. ใน ๔ ปีข้างหน้า ในลักษณะของการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ และวิถีปฏิบัติ ด้านความสัมพันธ์กับสังคม ดังกล่าวแล้ว
ผมกลับมาคิดต่อที่บ้าน รวมทั้งฟัง Future of Education Webinar ที่จัดโดย International Association of Universities ใน YouTube เรื่อง University community engagement and internationalizationตอนเช้ามืดวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๘ ระหว่างเดินออกกำลัง ได้แนวคิดเพิ่มเติม เอามาและเปลี่ยนต่อในบันทึกนี้
จาก webinar ดังกล่าว คำว่า university outreach ทำให้ผมหวนคิดว่า เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อน ประเทศไทยเรารับแนวคิดเรื่องนี้มา มีการตั้ง “สำนักส่งเสริมวิชาการ” คือเอาวิชาการไปส่งเสริมชาวบ้านหรือชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร ซึ่งเป็นแนวคิด “ถ่ายทอดความรู้” (knowledge transfer) ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่รู้กันว่าสู้กิจกรรม พันธกิจสัมพันธ์กับชุมชน หรือหุ้นส่วนชุมชน ไม่ได้ เนื่องจากการถ่ายทอดความรู้ขาดมิติด้านบริบทของแต่ละชุมชน ทำให้ได้ผลน้อย
เราสามารถตีความ หรือขยายความคำว่า “พันธกิจสัมพันธ์” (engagement) ออกไปได้มากมายหลากหลาย เพื่อให้พลังของความเป็นหุ้นส่วน (partnership) ออกมากระทำการในลักษณะที่เกิด “การเสริมพลัง” (synergy) ต่อกันและกัน
ตัวอย่างแรกคือ นักศึกษา หากเราใช้แว่นใหม่มองนักศึกษา ให้เข้าเป็น “ผู้ร่วมสร้างสรรค์” (co-creator) เพื่อการเรียนรู้จากการสร้างความรู้ (และสมรรถนะ) ใส่ตัว ไม่ใช่มุ่งรับถ่ายทอดความรู้เป็นหลัก เราจะหาทางสร้าง “ชาลาปฏิบัติการเพื่อการเรียนรู้” (new learning platform) ใหม่ ให้แก่นักศึกษา มทส. จะเป็นผู้นำของประเทศ ในการสร้างชาลาเรียนรู้แนวใหม่นี้ เป็นการ transform รูปแบบการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย จากมุมมองใหม่นี้ นักศึกษาจะเป็นพลังของ engagement actor ได้ในทุกภารกิจหลักของมหาวิทยาลัย
ตัวอย่างที่สอง ความเป็นนานาชาติ(internationalization) เราสามารถมองเป็น international engagement หลากหลายรูปแบบ เช่นความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศในการร่วมกันจัดหลักสูตรสองปริญญา (dual degree) ที่นักศึกษาได้มีประสบการณ์การเรียนรู้และการดำรงชีวิตในต่างประเทศ ความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรม ที่มีภาคีหุ้นส่วนเป็นมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ หรือเป็นภาคธุรกิจหรืออุตสาหกรรมในต่างประเทศ หรือเป็นเอ็นจีโอต่างประเทศ
ในการประชุมออนไลน์เรื่อง University community engagement and internationalization มีการอภิปรายว่า พันธกิจสัมพันธ์ชุมชน กับความเป็นนานาชาติขัดกันหรือไม่ คำตอบของผมคือ เราต้องหาวิธีที่แยบยล ให้มันเสริมพลัง (synergy) กัน
ตัวอย่างที่สาม งานวิจัยแนว engagement กับงานวิจัยเพื่อนำผลงานวิจัยไปตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ impact factor สูง ขัดกันหรือไม่ คำตอบของผมก็เช่นเดียวกับตัวอย่างที่สอง เราต้องหาทางทำให้มันเสริมพลังกัน ซึ่งผมเชื่อว่าเราทำได้ หากมุ่งมั่นและใช้ความพยายามเพียงพอ
นี่คือโอกาสที่ประชาคม มทส. จะสนองคุณ “พ่อใหญ่” ในการทำให้ฝันของท่าน คือการสร้างระบบอุดมศึกษาแนวหุ้นส่วนสังคม เป็นจริง
วิจารณ์ พานิช
๒๓ มี.ค. ๖๘