ว่าด้วย อิสิสิงคดาบสถูกทำลายตบะ

อลัมพุสาชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๓. อลัมพุสาชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๕๒๓)

ว่าด้วยเทพธิดาอลัมพุสา

             (พระศาสดาเมื่อจะทรงทำเนื้อความนั้นให้แจ่มแจ้ง จึงตรัสว่า)

             [๙๕] ครั้งนั้น พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ทรงปราบปรามวัตรอสูร ซึ่งเป็นพระบิดาแห่งเหล่าเทพบุตรผู้มีชัย ทรงเล็งเห็นอลัมพุสาเทพกัญญาว่ามีความสามารถ ณ สุธรรมาเทวสถานแล้วจึงมีเทวโองการว่า

             [๙๖] แม่นางมิสสาเทพกัญญา เทวดาชั้นดาวดึงส์ พร้อมทั้งพระอินทร์ขอร้องแม่นาง แม่นางอลัมพุสาผู้สามารถจะประเล้าประโลมฤๅษีได้ แม่นางจงไปหาอิสิสิงคดาบสเถิด

             (ท้าวสักกะทรงพระบัญชานางอลัมพุสาแล้วตรัสว่า)

             [๙๗] ดาบสองค์นี้เป็นผู้มีวัตร ประพฤติพรหมจรรย์ ยินดียิ่งในนิพพาน เป็นผู้เจริญด้วยคุณธรรม อย่าล่วงเลยพวกเราไปก่อนเลย เธอจงกั้นทางที่จะไปสู่เทวโลกของท่านไว้

             (นางอลัมพุสาเทพกัญญาได้ฟังพระราชดำรัสดังนั้น จึงตรัสว่า)

             [๙๘] ขอเดชะพระเทวราช พระองค์ทรงทำอะไรอยู่ พระองค์จึงทรงเห็นแต่หม่อมฉันเท่านั้นว่า แม่นางผู้สามารถจะประเล้าประโลมฤๅษีได้ เธอจงไป นางเทพอัปสรแม้อื่นก็มีอยู่

             [๙๙] นางเทพอัปสรผู้ทัดเทียมกับหม่อมฉัน และประเสริฐกว่าหม่อมฉัน ในอโศกนันทวันก็มีอยู่ ขอวาระแห่งการไปจงมีแก่นางเทพอัปสรเหล่านั้นเถิด แม้นางเทพอัปสรเหล่านั้นก็จงไปประเล้าประโลมเถิด

             (ท้าวสักกเทวราชได้ตรัสว่า)

             [๑๐๐] เธอพูดถูกต้องอย่างแท้จริง ถึงนางเทพอัปสรเหล่าอื่นที่ทัดเทียมกับเธอ และประเสริฐกว่าเธอในอโศกนันทวันก็มีอยู่

             [๑๐๑] แม่นางผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กาย แต่นางเทพอัปสรเหล่านั้นไปแล้ว ไม่รู้จักการบำเรอชายอย่างที่เธอรู้

             [๑๐๒] เชิญไปเถิด แม่นางผู้มีความงาม เพราะเธอประเสริฐกว่าหญิงทั้งหลาย เธอจักใช้รูปร่างผิวพรรณของเธอ นำดาบสมาสู่อำนาจได้

             (พระนางอลัมพุสาได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า)

             [๑๐๓] หม่อมฉันถูกพระเทวราชทรงใช้จะไม่ทำก็ไม่ได้ แต่หม่อมฉันหวั่นเกรงการที่จะประเล้าประโลมให้ดาบสนั้นยินดี เพราะท่านเป็นพราหมณ์ มีเดชสูงส่ง

             [๑๐๔] ชนทั้งหลายประเล้าประโลมฤๅษีให้ยินดีแล้วตกนรก ถึงสังสารวัฏเพราะความงมงายมีจำนวนมิใช่น้อย เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันจึงขนพองสยองเกล้า

             (พระศาสดาตรัสว่า)

             [๑๐๕] อลัมพุสา มิสสาเทพอัปสร ผู้มีวรรณะน่าใคร่ ปรารถนาเพื่อจะให้อิสิสิงคดาบสคลุกเคล้าระคนด้วยกิเลส ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วก็หลีกไป

             [๑๐๖] ก็อลัมพุสาเทพอัปสรนั้นได้ลงสู่ป่าที่อิสิสิงคดาบสรักษา ซึ่งดารดาษด้วยเถาตำลึงสุกมีประมาณกึ่งโยชน์โดยรอบนั้น

             [๑๐๗] นางเข้าไปหาอิสิสิงคดาบสผู้กำลังปัดกวาดโรงไฟแต่เช้าตรู่ ก่อนเวลาอาหารเช้า ใกล้เวลาอาทิตย์อุทัย

             (ลำดับนั้น ดาบสถามนางว่า)

             [๑๐๘] เธอเป็นใครหนอ รัศมีช่างงามผ่องใสดังสายฟ้า ประดุจดาวประกายพรึก ประดับกำไลมืออันวิจิตร สวมใส่ต่างหูแก้วมณี

             [๑๐๙] มีประกายดุจแสงอาทิตย์ ร่างกายมีกลิ่นหอมด้วยจันทน์เหลือง ลำขากลมกลึงสวยงาม มีมายามากมาย กำลังสาวแรกรุ่น น่าทัศนาเชยชม

             [๑๑๐] เท้าทั้ง ๒ ของเธออ่อนละมุน สะอาดหมดจด ไม่แหว่งเว้า ตั้งลงเรียบเสมอด้วยดี ทุกย่างก้าวของเธอน่ารักใคร่ ดึงใจอาตมาให้วาบหวาม

             [๑๑๑] อนึ่ง ลำขาของเธอเป็นปล้องๆ เหมือนกับงวงช้าง สะโพกของเธอเกลี้ยงเกลากลมกลึงผึ่งผายสวยงาม เหมือนแผ่นกระดานสะกา

             [๑๑๒] นาภีของเธอตั้งอยู่เรียบร้อยดีเหมือนฝักดอกอุบล ปรากฏได้แต่ไกลเหมือนเกษรดอกอัญชันเขียว

             [๑๑๓] ถันเกิดที่ทรวงอกทั้งคู่หาขั้วมิได้ เต่งเต้าสวยงามทรงเกษียรรสไว้ ไม่หย่อนยาน เสมอเหมือนกับผลน้ำเต้าครึ่งผล

             [๑๑๔] ลำคอของเธอยาวประดุจลำคอนางเนื้อทราย เปล่งปลั่งดั่งพื้นแผ่นทองคำ ริมฝีปากของเธองามเปล่งปลั่งดั่งลิ้นหัวใจห้องที่ ๔

             [๑๑๕] ฟันของเธอทั้งข้างบนข้างล่าง ขัดสีได้อย่างเลิศด้วยไม้ชำระฟัน เกิดขึ้น ๒ คราว เป็นฟันที่ปราศจากโทษ ดูสวยงาม

             [๑๑๖] ดวงเนตรทั้ง ๒ ของเธอดำขลับ ตามขอบดวงตาเป็นสีแดง เปล่งปลั่งดั่งเมล็ดมะกล่ำ ทั้งยาวทั้งกว้าง ดูสวยงาม

             [๑๑๗] เส้นผมที่งอกขึ้นที่ศีรษะของเธอไม่ยาวเกินไป เกลี้ยงเกลาดี ตกแต่งด้วยหวีทองคำ มีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นจันทน์

             [๑๑๘] ชาวนาชาวไร่ คนเลี้ยงโค พ่อค้ามีความสำเร็จ และฤๅษีผู้มีความสำรวม บำเพ็ญตบะ มีความบากบั่น มีประมาณเท่าใด

             [๑๑๙] ชนมีประมาณเท่านั้นในปฐพีมณฑลนี้ แม้คนหนึ่งที่เสมอเหมือนเธอ อาตมายังไม่เห็น เธอเป็นใคร เป็นลูกของใครหรือ อาตมาจะรู้จักเธอได้อย่างไร

             (นางอลัมพุสาเทพกัญญารู้ว่าอิสิสิงคดาบสนั้นหลงใหลแล้ว จึงกล่าวว่า)

             [๑๒๐] ท่านกัสสปะผู้เจริญ เมื่อจิตของท่านเป็นไปอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ใช่กาลที่จะเป็นปัญหา มาเถิด สหาย เราทั้ง ๒ จักอภิรมย์กันในอาศรมของเรา มาเถิด ดิฉันจักคลุกเคล้าท่าน ขอท่านเป็นผู้ฉลาดในความยินดีในเบญจกามคุณเถิด

             (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้นจึงตรัสว่า)

             [๑๒๑] อลัมพุสา มิสสาเทพอัปสร ผู้มีวรรณะน่าใคร่ ปรารถนาเพื่อจะให้อิสิสิงคดาบสคลุกเคล้าระคนด้วยกิเลส ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วก็หลีกไป

             [๑๒๒] ก็ดาบสนั้นตัดความเฉื่อยชาเสียแล้ว รีบออกไปโดยเร็ว ประชิดตัวนาง ลูบเรือนผมบนศีรษะ

             [๑๒๓] เทพอัปสรกัลยาณีผู้มีความสวยสดงดงาม หันกลับมาสวมกอดดาบสนั้น นางมีความยินดีที่ดาบสเคลื่อนจากพรหมจรรย์นั้น ตามที่ท้าวสักกะปรารถนา

             [๑๒๔] นางได้มีใจรำลึกถึงพระอินทร์ซึ่งประทับอยู่ในนันทวัน ท้าวมัฆวานเทพกุญชรทรงทราบความดำริของนางแล้ว

             [๑๒๕] ทรงส่งบัลลังก์ทอง พร้อมทั้งเครื่องบริวาร พร้อมทั้งทับทรวง ๕๐ อัน และเครื่องปูลาด ๑,๐๐๐ ผืน ไปโดยเร็วพลัน

             [๑๒๖] แม่โฉมงามโอบอุ้มดาบสนั้นไว้แนบทรวงอก กกกอดอยู่ตลอด ๓ ปีบนบัลลังก์นั้น เป็นเหมือนเพียงครู่เดียวเท่านั้น

             [๑๒๗] โดยล่วงไป ๓ ปี ดาบสพราหมณ์จึงสร่างเมา รู้สึกตัว ได้เห็นต้นไม้เขียวชะอุ่มขึ้นอยู่โดยรอบเรือนไฟ

             [๑๒๘] ป่าไม้ผลัดใบใหม่ ออกดอกบานสะพรั่ง กึกก้องไปด้วยฝูงนกดุเหว่า ครั้นท่านเหลียวมองดูโดยรอบ ก็หลั่งน้ำตาร้องไห้รำพันว่า

             [๑๒๙] เรามิได้บูชาไฟ มิได้สาธยายมนต์ อะไรบันดาลการบูชาไฟให้เสื่อมสิ้นไป ใครหนอประเล้าประโลมบำเรอจิตของเราในกาลก่อน

             [๑๓๐] เมื่อเราอยู่ป่า ผู้ใดหนอมายึดเอาฌานคุณ ที่เกิดมีพร้อมกับเดชของเราไป ประดุจยึดเอานาวาที่เต็มเปี่ยมด้วยรัตนะนานาชนิดในท้องทะเลหลวง

             (นางอลัมพุสาเทพกัญญาได้ฟังดังนั้น จึงปรากฏกายยืนอยู่กล่าวว่า)

             [๑๓๑] ดิฉันถูกท้าวเทวราชทรงใช้มาเพื่อบำเรอท่าน ได้ใช้จิตฆ่าจิตท่าน เพราะความประมาท ท่านจึงไม่รู้สึกตัว

             (อิสิสิงคดาบสได้ฟังนางอลัมพุสาเทพกัญญาแล้ว ระลึกถึงโอวาทที่บิดาให้ไว้ คร่ำครวญอยู่ได้กล่าวว่า)

             [๑๓๒] เดิมที พ่อกัสสปะพร่ำสอนถ้อยคำเหล่านี้กับเราว่า พ่อมาณพ หญิงเปรียบได้กับดอกนารีผล เจ้าจงรู้จักหญิงเหล่านั้น

             [๑๓๓] พ่อกัสสปะดูเหมือนจะเอื้อเอ็นดูเรา จึงพร่ำสอนเราอย่างนี้ว่า มาณพ เจ้าจงรู้จักหญิงผู้มีฝีที่อก เจ้าจงรู้จักหญิงเหล่านั้น

             [๑๓๔] เรามิได้ทำตามคำสอนของบิดาผู้เจริญนั้น วันนี้เรานั้นจึงซบเซาอยู่แต่ผู้เดียวในป่าที่หามนุษย์มิได้

             [๑๓๕] น่าติเตียนจริงหนอ ชีวิตของเรา เราจักทำอย่างที่เราเคยเป็นเช่นนั้น หรือมิฉะนั้นเราก็จักตายเสีย

             (พระศาสดาตรัสว่า)

             [๑๓๖] อลัมพุสาเทพกัญญา ครั้นทราบเดช ความเพียร และปัญญาของดาบสนั้น ดำรงมั่นคงแล้ว จึงจับเท้าทั้งสองของดาบสทูนไว้ที่ศีรษะ ละล่ำละลักกล่าวกับอิสิสิงคดาบสว่า

             [๑๓๗] อย่าโกรธดิฉันเลย ท่านมหาวีระ อย่าโกรธดิฉันเลย ท่านมหาฤๅษี ดิฉันบำเพ็ญประโยชน์อันใหญ่หลวงเพื่อเทพชั้นไตรทศผู้มียศ เพราะเทพบุรีทั้งหมดถูกพระคุณเจ้าทำให้หวั่นไหวในคราวนั้น

             (อิสิสิงคดาบสกล่าวคาถาว่า)

             [๑๓๘] แม่นางผู้เจริญ ขอทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ท้าววาสวะแห่งเทพชั้นไตรทศ และเธอจงเป็นสุขๆ เถิด เชิญเธอไปตามสบายเถิด แม่เทพกัญญา

             (พระศาสดาตรัสว่า)

             [๑๓๙] อลัมพุสาเทพกัญญา ครั้นจับเท้าทั้ง ๒ ของดาบสแล้ว จึงประคองอัญชลี กระทำประทักษิณดาบสนั้น แล้วได้หลีกไปจากที่นั้น

             [๑๔๐] นางเทพกัญญาขึ้นสู่บัลลังก์ทอง พร้อมทั้งเครื่องบริวาร พร้อมทั้งทับทรวง ๕๐ และเครื่องปูลาด ๑,๐๐๐ ผืน อันเป็นของนางนั่นเอง ได้กลับไปในสำนักเทพทั้งหลาย

             [๑๔๑] ท้าวสักกะจอมเทพทรงมีปีติและโสมนัส ปลาบปลื้มหฤทัย ได้พระราชทานพรกับนางเทพกัญญานั้นซึ่งกำลังมา ราวกับประทีปอันรุ่งเรือง ดุจสายฟ้าแลบ

             (นางอลัมพุสากราบทูลว่า)

             [๑๔๒] ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง หากพระองค์ทรงประทานพรแก่หม่อมฉันไซร้ ขอหม่อมฉันอย่าต้องไปประเล้าประโลมฤๅษีอีกเลย ข้าแต่ท้าวสักกะ หม่อมฉันขอพรข้อนี้ ดังนี้แล

อลัมพุสาชาดกที่ ๓ จบ

-----------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

อลัมพุสาชาดก

ว่าด้วย อิสิสิงคดาบสถูกทำลายตบะ

               พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการประเล้าประโลมของนางปุราณทุติยิกา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
               เรื่องในปัจจุบัน ข้าพเจ้ากล่าวไว้อย่างพิสดารใน อินทริยชาดก แล้วแล.
               ก็พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ข่าวว่าเธอเป็นผู้กระสัน อยากสึกจริงหรือ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลรับเป็นคำสัตย์แล้ว ตรัสถามว่า ใครทำให้เธอกระสัน เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า นางปุราณทุติยิกา จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ หญิงนี้ก่อความฉิบหายแก่เธอ เธออาศัยหญิงนี้ ยังฌานให้พินาศ เป็นผู้หลงใหล สลบนอนอยู่สิ้น ๓ ปี ต่อเมื่อเกิดสำนึกได้ จึงปริเวทนาอย่างใหญ่หลวง
               แล้วทรงนำอดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ กาสิกรัฐ เจริญวัยแล้ว ถึงความสำเร็จในสรรพศิลปศาสตร์ แล้วบวชเป็นฤาษี มีมูลผลาผลในป่าเป็นอาหาร ยังอัตภาพให้เป็นไปในป่ากว้าง.
               ครั้งนั้น แม่เนื้อตัวหนึ่งเคี้ยวกินหญ้าอันเจือด้วยน้ำเชื้อ ในสถานที่ปัสสาวะของพระดาบสนั้นแล้วดื่มน้ำ. และด้วยเหตุเพียงเท่านี้เอง มันมีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ในพระดาบส จนตั้งครรภ์ นับแต่นั้นมาก็ไม่ยอมไปไหน เที่ยวอยู่ใกล้ๆ อาศรมนั่นเอง. พระมหาสัตว์กำหนดดู ก็รู้เหตุนั้นทั่วถึง.
               ต่อมา แม่เนื้อคลอดบุตรเป็นมนุษย์. พระมหาสัตว์จึงเลี้ยงทารกนั้นไว้ ด้วยความรักใคร่ว่าเป็นบุตร ตั้งชื่อให้ว่า อิสิสิงคกุมาร. ในเวลาต่อมา พระมหาสัตว์จึงให้อิสิสิงคกุมารผู้รู้เดียงสาแล้วบวช ในเวลาตนชราลง ได้พาดาบสกุมารนั้นไปสู่นารีวัน กล่าวสอนว่า ลูกรัก ขึ้นชื่อว่าสตรีเช่นกับดอกไม้เหล่านี้ มีอยู่ในป่าหิมพานต์นี้ สตรีเหล่านั้นย่อมยังชนผู้ตกอยู่ในอำนาจตน ให้ถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวงได้ ไม่ควรที่เจ้าจะไปสู่อำนาจของสตรีเหล่านั้น ดังนี้แล้ว
               ครั้นในเวลาต่อมา ก็ทำกาลกิริยา เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. ฝ่ายอิสิสิงคดาบส เมื่อประลองฌานกีฬาก็พักอยู่ในหิมวันตประเทศ ได้เป็นผู้มีตบะกล้า เป็นผู้มีอินทรีย์อันชำนะแล้วอย่างยวดยิ่ง.
               ครั้งนั้น พิภพของท้าวสักกเทวราชหวั่นไหว ด้วยเดชแห่งศีลของพระดาบส ท้าวสักกเทวราชทรงใคร่ครวญดู ก็ทราบเหตุนั้น ทรงพระดำริว่า พระดาบสนี้จะพึงยังเราให้เคลื่อนจากความเป็นท้าวสักกะ เราจักต้องส่งนางอัปสรคนหนึ่งให้ไปทำลายศีลของเธอ ดังนี้แล้ว ทรงพิจารณาเทวโลกทั้งสิ้นในท่ามกลางเหล่าเทพบริจาริกาจำนวนสองโกฏิครึ่งของพระองค์ มิได้ทรงเห็นใครอื่น ซึ่งสามารถที่จะทำลายศีลของพระอิสิสิงคดาบสได้ นอกจาก นางเทพอัปสร ชื่ออลัมพุสา ผู้เดียว จึงรับสั่งให้นางมาเฝ้า แล้วทรงบัญชาให้ทำลายศีลของพระอิสิสิงคดาบสนั้น.
               เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงทำเนื้อความนั้นให้แจ้ง จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ความว่า
               ครั้งนั้น พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ผู้ทรงครอบงำวัตรอสูร เป็นพระบิดาแห่งเทพบุตรผู้ชนะ ประทับนั่งอยู่ ณ สุธรรมเทวสภา รับสั่งให้เรียกนางอลัมพุสาเทพกัญญามาเฝ้า.
               แล้วตรัสคาถานี้ ความว่า
               ดูก่อนนางอลัมพุสาผู้เจือปนด้วยกิเลส สามารถจะเล้าโลมฤาษีได้ เทวดาชั้นดาวดึงส์พร้อมด้วยพระอินทร์ขอร้องเจ้า เจ้าจงไปหาอิสิสิงคดาบสเถิด.

               ด้วยประการฉะนี้ ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสบัญชานางอลัมพุสาว่า เจ้าจงไป จงเข้าไปหาท่านอิสิสิงคดาบส นำมาสู่อำนาจของตน แล้วทำลายศีลของเธอเสีย ดังนี้แล้ว ตรัสคำเป็นคาถานี้ว่า
               ดาบสองค์นี้มีวัตร ประพฤติพรหมจรรย์ ยินดียิ่งในนิพพาน เป็นผู้เจริญ อย่าเพิ่งล่วงเลยพวกเราไปก่อนเลย เจ้าจงห้ามมรรคของเธอเสีย.
               นางอลัมพุสาเทพกัญญาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
               ข้าแต่พระเทวราช พระองค์ทรงทำอะไร ทรงมุ่งหมายแต่หม่อมฉันเท่านั้น รับสั่งว่า แนะเจ้าผู้อาจจะเล้าโลมฤาษีได้ เจ้าจงไปเถิด ดังนี้ นางเทพอัปสรแม้อื่นๆ มีอยู่.
               นางเทพอัปสรผู้ทัดเทียมหม่อมฉัน หรือประเสริฐกว่าหม่อมฉัน ก็มีอยู่ในนันทนวัน อันหาความเศร้าโศกมิได้ วาระคือการไปจงมีแก่นางเทพอัปสรเหล่านั้น แม้นางเทพอัปสรเหล่านั้น จงไปประเล้าประโลมเถิด.
               ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชได้กล่าวคาถา ๓ คาถาความว่า
               เจ้าพูดจริงโดยแท้แล นางเทพอัปสรอื่นๆ ที่ทัดเทียมกับเจ้า แลยิ่งกว่าเจ้า มีอยู่ในนันทนวันอันหาความโศกมิได้.
               ดูก่อนนางผู้มีอวัยวะงามทุกส่วน ก็แต่ว่า นางเทพอัปสรเหล่านั้นไปถึงชายเข้าแล้ว ย่อมไม่รู้จักการบำเรออย่างที่เจ้ารู้.
               ดูก่อนโฉมงาม เจ้านั่นแหละจงไป เพราะว่า เจ้าเป็นผู้ประเสริฐกว่าหญิงทั้งหลาย เจ้าจักนำดาบสนั้นมาสู่อำนาจได้ ด้วยผิวพรรณและรูปร่างของเจ้าเอง.
               นางอลัมพุสาเทพกัญญาได้สดับดังนั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
               หม่อมฉันอันท้าวเทวราชทรงใช้ จักไม่ไปหาได้ไม่ แต่หม่อมฉันกลัวที่จะเบียดเบียนพระดาบสนั้น เพราะท่านเป็นพราหมณ์ มีเดชฟุ้งเฟื่อง.
               ชนทั้งหลายมิใช่น้อย เบียดเบียนพระฤาษีแล้ว ต้องตกนรก ถึงสังสารวัฏเพราะความหลง เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันจึงต้องขนลุกขนพอง.
               นางอลัมพุสาเทพกัญญาทูลว่า เมื่อหม่อมฉันคิดว่า เราจักต้องทำลายศีลของพระดาบสดังนี้ โลมชาติก็ชูชัน.
               พระบรมศาสดาตรัสอภิสัมพุทธคาถาเหล่านี้ ความว่า
               นางอลัมพุสาเทพอัปสร ผู้มีวรรณะน่ารักใคร่ ผู้เจือปนด้วยกิเลส ปรารถนาจะยังอิสิสิงคดาบสให้ผสม ครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ก็หลีกไป.
               ก็นางอลัมพุสาเทพอัปสรนั้น เข้าไปยังป่าที่อิสิสิงคดาบสรักษา อันดาดาษไปด้วยเถาตำลึงโดยรอบประมาณกึ่งโยชน์.
               นางได้เข้าไปหาอิสิสิงคดาบส ผู้กำลังปัดกวาดโรงไฟ ใกล้เวลาอาทิตย์อุทัย ก่อนเวลาอาหารเช้า.
               นางอลัมพุสาเทพอัปสรนั้นเข้าไปหาอิสิสิงคดาบสนั้น ซึ่งประกอบความเพียรในกลางคืนแล้ว สรงน้ำแต่เช้าตรู่ ทำอุทกกิจเสร็จแล้ว ยับยั้งอยู่ด้วยฌานสุขในบรรณศาลาหน่อยหนึ่ง จึงออกมากวาดโรงไฟอยู่ นางยืนแสดงความงามของหญิงอยู่ข้างหน้าของพระอิสิสิงคดาบสนั้น.
               ลำดับนั้น พระดาบส เมื่อจะถามนาง จึงกล่าวว่า
               เธอเป็นใครหนอ มีรัศมีเหมือนสายฟ้า หรืองามดังดาวประกายพรึก มีเครื่องประดับแขนงามวิจิตร ล้วนแก้วมุกดา แก้วมณี และกุณฑล.
               ประหนึ่งแสงอาทิตย์ มีกลิ่นจุรณจันทน์ ผิวพรรณดุจทองคำ ลำขางามดี มีมารยาทมากมาย กำลังแรกรุ่นสะคราญโฉม น่าดูน่าชม.
               เท้าของเธอไม่เว้ากลาง อ่อนละมุน แสนสะอาด ตั้งลงด้วยดี การเยื้องกายของเธอน่ารักใคร่ ทำใจของเราให้วาบหวามได้ทีเดียว.
               อนึ่ง ลำขาของเธอเรียวงาม เปรียบเสมอด้วยงวงช้าง โดยลำดับ ตะโพกของเธอผึ่งผาย เกลี้ยงเกลา ดังแผ่นทองคำ.
               นาภีของเธอตั้งลงเป็นอย่างดี เหมือนฝักดอกอุบล ย่อมปรากฏแต่ที่ไกล คล้ายเกสรดอกอัญชันเขียว.
               ถันทั้งคู่เกิดที่ทรวงอก หาขั้วมิได้ ทรงไว้ซึ่งขีรรส ไม่หดเหี่ยว เต่งตึงทั้งสองข้าง เสมอด้วยน้ำเต้าครึ่งซีก.
               คอของเธอประดุจเนื้อทราย บางคล้ายหน้าสุวรรณเภรี มีริมฝีปากเรียบงดงาม เป็นที่ตั้งแห่งมนะที่ ๔ คือ ชิวหา.
               ฟันของเธอทั้งข้างบน ข้างล่าง ขัดสีแล้วด้วยไม้ชำระฟัน เกิดสองคราวเป็นของหาโทษมิได้ ดูงามดี.
               นัยน์ตาทั้งสองข้างของเธอดำขลับ มีสีแดงเป็นที่สุด สีดังเม็ดมะกล่ำ ทั้งยาวทั้งกว้าง ดูงามนัก.
               ผมที่งอกบนศีรษะ ของเธอไม่ยาวนักเกลี้ยงเกลาดี หวีด้วยหวีทองคำ มีกลิ่นหอมฟุ้งด้วยกลิ่นจันทน์.
               กสิกรรม โครักขกรรม การค้าของพ่อค้า และความบากบั่นของฤาษีทั้งหลาย ผู้สำรวมดีด้วยตบะ มีประมาณเท่าใด เราไม่เห็นบุคคลมีประมาณเท่านั้น ในปฐพีมณฑลนี้ จะเสมอเหมือนกับเธอ เธอเป็นใคร หรือเป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักเธอได้อย่างไร?
               เมื่อพระดาบสกล่าวชมตน ตั้งแต่เท้าจนถึงผมอย่างนี้ นางอลัมพุสาเทพกัญญานั้นก็นิ่งเสีย
               เมื่อสืบอนุสนธิตามลำดับของคำนั้นแล้ว นางอลัมพุสาเทพกัญญาก็รู้ว่า พระดาบสนั้นเป็นผู้หลงใหล จึงกล่าวคาถาความว่า
               ดูก่อนท่านกัสสปะผู้เจริญ เมื่อจิตของท่านเป็นอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ใช่กาลที่จะเป็นปัญหา มาเถิดท่านที่รัก เราทั้งสองจักรื่นรมย์กันในอาสนะของเรา มาเถิดท่าน ฉันจักเคล้าคลึงท่าน ท่านจงเป็นผู้ฉลาดในกระบวนความยินดีด้วยกามคุณ.
               นางอลัมพุสาเทพกัญญากล่าวอย่างนี้แล้ว คิดว่า เมื่อเรายืนเฉยอยู่ พระดาบสนี้ก็จักไม่ยอมเข้าอ้อมแขนเรา เราจักเดิน ทำท่าทีเหมือนจะไปเสีย นางจึงเข้าไปหาพระดาบส เพราะตนเป็นผู้ฉลาดในมารยาหญิง จึงเดินบ่ายหน้าไปตามทางที่มาแล้ว.
               เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า
               นางอลัมพุสาเทพอัปสร ผู้มีผิวพรรณน่ารักใคร่ ผู้เจือปนด้วยกิเลส ปรารถนาจะให้อิสิสิงคดาบสผสม ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็หลีกไป.
               ลำดับนั้น พระดาบสเห็นนางกำลังเดินไป คิดว่า นางจะไปเสีย จึงสลัดความเฉื่อยชา ล่าช้าของตนเสียแล้ว วิ่งไปโดยเร็ว เอามือลูบคลำที่เรือนผม.
               เมื่อพระบรมศาสดาจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาความว่า
               ส่วนอิสิสิงคดาบสนั้น รีบเดินออกไปโดยเร็ว สลัดตัดความเฉื่อยชาล่าช้าเสีย ไปทันเข้า ก็จับที่มวยผมอันอุดมของนางไว้.
               นางเทพอัปสรผู้สะคราญโฉม ก็หมุนตัวกลับมาสวมกอดพระดาบสไว้ อิสิสิงคดาบสก็เคลื่อนจากพรหมจรรย์ ตามที่ท้าวสักกเทวราชทรงปรารถนา ภายหลังนางเทพอัปสร ก็มีใจยินดี.
               รำลึกถึงพระอินทร์ ผู้ประทับอยู่ในนันทนวัน ท้าวมฆวานเทพกุญชรทรงทราบความดำริของนางแล้ว จึงทรงส่งบัลลังก์ทอง พร้อมทั้งเครื่องบริวารมาโดยพลัน.
               ทั้งผ้าปิดทรวง ๕๐ ผืน เครื่องลาด ๑,๐๐๐ ผืน นางอลัมพุสาเทพอัปสร กอดพระดาบสแนบทรวงอก บนบัลลังก์นั้น.
               นางโอบกอดไว้ถึง ๓ ปี ดูเหมือนครู่เดียวเท่านั้น พราหมณ์ดาบสสร่างเมาแล้วรู้สึกตัวได้ โดยล่วงไป ๓ ปี.
               ได้เห็นหมู่ไม้เขียวชอุ่มโดยรอบเรือนไฟ ผลัดใบใหม่ดอกบาน อึงคะนึงด้วยเสียงแห่งนกดุเหว่า.
               เธอตรวจตราดูโดยรอบแล้ว ร้องไห้น้ำตาไหลริน ปริเทวนาการว่า เรามิได้บูชาไฟ มิได้ร่ายมนต์ อะไรบันดาลให้การบูชาไฟต้องเสื่อมลง.
               ผู้ใดใครหนอ มาประเล้าประโลมจิตของเราด้วยการบำเรอในก่อน ยังฌานอันเกิดพร้อมกับเดชของเรา ผู้อยู่ในป่าให้พินาศ ดุจบุคคลยึดเรืออันเต็มด้วยรัตนะต่างๆ ในห้วงอรรณพ ฉะนั้น.
               ลำดับนั้น นางเทพกัญญาผู้อันท้าวสักกเทวราชทรงส่งมานั้น รู้ว่าความปรารถนาของท้าวสักกเทวราชสำเร็จแล้ว ก็เกิดปีติปราโมทย์ ด้วยการยังพรหมจรรย์ของพระดาบสนั้นให้พินาศ.
               อิสิสิงคดาบสปริเทวนาการว่า ผู้ใดยึด คือยังฌานคุณอันเป็นเองโดยเดชแห่งสมณะของเราให้พินาศ ดุจยังเรือในห้วงมหรรณพ อันเต็มไปด้วยรัตนะต่างๆ ให้พินาศฉะนั้น ผู้นั้นคือใครกันเล่า?
               อลัมพุสาเทพกัญญาได้ยินดังนั้น ก็คิดว่า ถ้าเราไม่บอก ดาบสนี้จักสาบแช่งเรา เอาเถอะเราจักบอกให้ท่านทราบ จึงยืนปรากฏกายกล่าวคาถาความว่า
               ดิฉันอันท้าวเทวราช ทรงใช้มาเพื่อบำเรอท่าน จึงได้ครอบงำจิตของท่านด้วยจิตของดิฉัน ท่านไม่รู้สึกตัว เพราะประมาท.
               พระอิสิสิงคดาบสได้ฟังถ้อยคำของนางแล้ว ระลึกถึงโอวาทที่บิดาให้ไว้ ก็ปริเทวนาการว่า เพราะเรามิได้ทำตามคำบิดา จึงถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง ดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถา ๔ คาถาความว่า
               เดิมที ท่านกัสสปะผู้บิดาได้พร่ำสอนเรา ถึงสิ่งเหล่านี้ว่า ดูก่อนมาณพ สตรีอันเสมอด้วยนารีผลมีอยู่ เจ้าจงรู้จักสตรีเหล่านั้น.
               บิดาเราเหมือนเอื้อเอ็นดูเรา พร่ำสอนคำนี้ว่า มาณพเอ๋ย เจ้าจงรู้จักนารีผลผู้มีเขาที่อก เจ้าจงรู้จักสตรีเหล่านี้.
               เรามิได้ทำตามคำสอนของบิดาผู้รู้นั้น วันนี้เราซบเซาอยู่แต่ผู้เดียว ในป่าอันหามนุษย์มิได้.
               เราจักทำอย่างที่เราเป็นผู้เช่นเดิมอีก หรือจักตายเสีย ประโยชน์อะไรด้วยชีวิตของเราที่น่าติเตียน.
               ท่านอิสิสิงคดาบสนั้นละกามราคะแล้ว ยังฌานให้เกิดได้อีก.
               ลำดับนั้น นางอลัมพุสาเทพกัญญาเห็นเดชแห่งสมณะของพระดาบสนั้นด้วย และรู้ว่าท่านบำเพ็ญฌานให้เกิดได้แล้วด้วย ก็ตกใจกลัว จึงขอให้ท่านอดโทษตน.
               พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาความว่า
               นางอลัมพุสาเทพกัญญา รู้จักเดช ความเพียรและปัญญาอันมั่นคงของพระอิสิงคดาบสนั้นแล้ว ก็ซบศีรษะลงที่เท้าของพระอิสิสิงคดาบส กล่าวว่า
               ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านอย่าได้โกรธดิฉันเลย ข้าแต่ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ขอท่านอย่าได้โกรธดิฉันเลย ดิฉันได้บำเพ็ญประโยชน์อันใหญ่แล้ว เพื่อเทวดาชั้นไตรทศผู้มียศ เพราะว่า เทพบุรีทั้งหมดอันท่านได้ทำให้หวั่นไหวแล้ว ในคราวนั้น.
               ลำดับนั้น พระอิสิสิงคดาบสตอบว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เราอดโทษให้เธอ เธอจงไปตามสบายเถิด. เมื่อจะปล่อยนางไป จึงกล่าวคาถา ความว่า
               ดูก่อนนางผู้เจริญ ขอทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ท้าววาสวะจอมไตรทศและเธอ จงมีความสุขเถิด ดูก่อนนางเทพกัญญา เชิญเธอไปตามสบายเถิด.
               นางอลัมพุสาเทพกัญญาไหว้พระดาบสแล้ว กลับไปสู่เทพบุรีพร้อมด้วยบัลลังก์ทองนั้นแหละ
               พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถา ความว่า
               นางอลัมพุสาเทพกัญญาซบศีรษะลงแทบเท้าแห่งอิสิสิงคดาบส และทำประทักษิณแล้ว ประคองอัญชลีหลีกออกไปจากที่นั้น.
               นางขึ้นสู่บัลลังก์ทอง พร้อมด้วยเครื่องบริวาร เครื่องปิดทรวง ๕๐ ผืน และเครื่องลาด ๑,๐๐๐ ผืน แล้วกลับไปในสำนักแห่งเทวดาทั้งหลาย.
               ท้าวสักกะจอมเทพทรงปีติโสมนัส ปลาบปลื้มพระทัย ได้พระราชทานพรกะนางเทพกัญญานั้น ซึ่งกำลังมาอยู่ ราวกะว่าดวงประทีปอันรุ่งเรือง ราวกะสายฟ้าแลบ ฉะนั้น.
               ท้าวสักกเทวราชทรงยินดี ได้ประทานพรให้แก่นางอลัมพุสาเทพกัญญาผู้มาถวายบังคม แล้วยืนอยู่.
               นางอลัมพุสาเทพกัญญา เมื่อจะรับพรในสำนักของท้าวสักกเทวราช จึงกล่าวคาถาสุดท้าย ความว่า
               ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้าพระองค์จะทรงประทานพรแก่หม่อมฉันไซร้ ขออย่าให้หม่อมฉันต้องไปเล้าโลมพระฤาษีอีกเลย ข้าแต่ท้าวสักกะ หม่อมฉันขอพรข้อนี้.
               คาถานั้นมีอรรถาธิบายดังนี้ ข้าแต่ท้าวสักกเทวราช ถ้าพระองค์จะทรงประทานพรแก่หม่อมฉันแล้ว หม่อมฉันขอพรข้อนี้ คืออย่าให้หม่อมฉันต้องไปเล้าโลมพระฤาษีอีก คือพระองค์อย่าทรงใช้หม่อมฉัน เพื่อประโยชน์ข้อนี้.
               พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแก่ภิกษุนั้นแล้ว ทรงประกาศอริยสัจจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก ในที่สุดแห่งอริยสัจจกถา ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
               (แล้วทรงประชุมชาดกว่า)
                         นางอลัมพุสาในครั้งนั้น ได้มาเป็น นางปุราณทุติยิกา
                         อิสิสิงคดาบสได้มาเป็น ภิกษุผู้กระสัน
                         ส่วนมหาฤาษีผู้บิดาได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.

               อรรถกถาอลัมพุสาชาดกที่ ๓               
               -----------------------------------------------------