พี่เล่าให้ฟัง (๒)
“พี่ไปเที่ยวมัลดิฟครั้งนี้ พบว่าประเทศของเขามีเรื่องให้..เอ๊ะ..ตลอดเลย” พี่เริ่มเรื่องอีกครั้ง
“เมืองไทยก็มีเรื่องให้ต้องเอ๊ะเหมือนกัน” ผมเสริม
“นั่นสิ แค่ผู้นำรัฐบาลพี่ก็เอ๊ะอยู่ทุกวัน” พี่เริ่มจะออกนอกเรื่อง
“เข้าเรื่องเถอะพี่ วันนี้มีเรื่องอะไรจะมาเล่าให้ผมฟังบ้าง?”
วันนี้พี่นั่งโง่ๆ อยู่ที่โรงแรม….แต่ก็เดินออกไปหาอะไรกิน เดินเล่นบ้างเล็กน้อย….สาเหตุเนื่องจากช่วงนี้ เป็นช่วงถึอศีลอดของชาวมุสลิม เพราะว่าที่นี่นับถือศาสนาอิสลาม กลางวันผู้คนนอนหลับกันเพราะเขาต้องงดอาหารทั้งวัน ร้านค้าปิดหมด จึงเงียบมาก…ช่วงค่ำร้านค้าจึงเริ่มเปิดเมื่อถึงเวลา
๑๘.๓๐ น.เริ่มรับประทานอาหารได้ ผู้คนจะออกมาทานอาหาร พวกเราก็ต้องรอ จนกว่าเชฟจะเปิดครัวจึงได้ทานมื้อค่ำพร้อมๆกันกับชาวพื้นถิ่น ผู้คนออกจากบ้านมาหาของกินกันคึกคัก จากการเดินเล่นพี่สังเกตถนนบนเกาะจะไม่มีการราดยาง หรือถนนซีเมนต์ จะเป็นพื้นทรายแบบปกติ แต่สะอาดมาก (ทรายสีขาวสะอาดตา) ก็แอบซอกแซกตามประสาอยากรู้อยากเห็น จึงทราบว่าเขาจะมีที่ทิ้งขยะ โดยเฉพาะอีกหนึ่งเกาะ โดยการขนย้ายไปทิ้งทับถมไว้ที่นั่น
มื้อเย็นวันนี้ได้ลิ้มลอง อาหารพื้นถิ่นแบบแท้ๆเลย คือข้าวหมกไก่ (คล้ายบ้านเราคือสี) แต่รสชาติจะเข้มข้น จัดหนักไปทางเครื่องเทศ ราคาน่ารัก ( จ่ายเพียง ๙๐๐ บาท) ทุกมื้อ ๒,๐๐๐ บาทขึ้น และเดินไปพบผลไม้ท้องถิ่นที่มีชื่อว่า ….Scriw pine …รสชาติแปลกๆแต่ก็ทำให้สดชื่น สมกับคำบอกเล่าของผู้ขายที่พยายามเชิญชวน….ด้วยวิธีสกัดเย็น … ราคาแก้วละ ๑๕๐ บาท ซึ่งราคาสูงทีเดียวแหละ สืบเสาะมาว่าที่นี่ไม่มีแอลกอฮอล์….แต่พวกเขาสูบบารากุ รูปร่างหน้าตา .คล้ายๆกัญชาบ้านเรา พี่ว่าหนักกว่าจิบเบียร์อีกนะ ๕๕๕
ในที่สุดค่ำวันนี้พวกเราก็ออกสำรวจไปทั่วเกาะแบบจริงจัง…เกาะไม่ใหญ่โตนักแต่พบว่ากำลังขยายตัว ออกไปอีกมีการก่อสร้าง ที่ยังไม่สำเร็จ สอบถามชาวบ้านเขาบอกว่า ที่ดินได้มาฟรีๆ แต่ต้องสร้างบ้านเอง โดยการสร้างกันเองแบบไม่เร่งรีบ
ที่นี่ไม่ใช่วิวสวยอย่างเดียวนะ มีคุกด้วย สำหรับขังคนที่ไม่ปฎิบัติตามกฎ…กฏหมายเขาแรงนะ คงไม่มีคุกทิพย์เหมือนบ้านเรา ๕๕๕…(หาเรื่องนิดนุง)….แวะถ่ายรูปหน้าคุกนิดหน่อย เดินเล่นมาพบต้นพุทราพันธุ์ดั้งเดิม ก็พากันชะเง้อแหงนคอมอง ชาวบ้านเจ้าถิ่นคงสงสารความอยากรู้อยากเห็น และอยากกินจึงออกมาเขย่าให้ พวกเราเก็บกินกันอย่างสนุกสนาน พุทราสายพันธุ์แสนธรรมดา ที่ไม่ธรรมดาสำหรับวันนี้ (คิดถึงผลไม้บ้านเรามาก)….พวกเราอิ่มใจมากค่ะ จึงได้แชะภาพร่วมกัน ด้วยความขอบคุณ …นับเป็นมิตรภาพไร้พรมแดนจริงๆ
พี่ขอสรุปเรื่องเที่ยวเมืองนี้อีกครั้ง มัลดีฟมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณะรัฐมัลดีฟ มีภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะเล็กๆถึง ๑,๐๐๐ เกาะ แต่อยู่อาศัยได้เพียง ๒๐๐ เกาะ มีทะเลสวยงามและแพงที่สุดในโลกสูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง ๒.๓ เมตรจึงเป็นปัญหาการกัดเซาะของน้ำทำให้แผ่นดินหายไปในทุกๆปี แต่มีหาดทรายขาวสวยพิเศษกว่าประเทศอื่นๆสถานที่สวยงาม โรแมนติก หนุ่มสาวชาวต่างชาติจึงนิยมมาประกอบพิธีมงคลสมรสและฮันนีมูน แต่ก็แปลกที่ประชากรที่เกาะมีการหย่าร้างกันมากที่สุด
ที่มัลดีฟมีหาดทรายเรืองแสงที่เกาะวาดู ตอนกลางคืนจะมีแสงสวยงาม มีการประชุมเห็นแสงระยิบระยับแข่งกับดวงดาว(..เกิดจากอะไรต้องค้นหาอีกที) ข้อห้ามสำคัญของเกาะคือห้ามดื่มแอลกอฮอล์ ห้ามแต่งตัวโป๊เปลือย แต่ปัญหาจะหมดไป หากคุณซื้อเกาะส่วนตัว (มีเสี่ยคนไทยซื้อไว้แล้วนะ) มีการอนุรักษ์ประการังด้วย ส่วนการทิ้งขยะต่างๆจะมีเรือขนไปทิ้งที่เกาะราชือปู (มีมลพิษมากที่สุด) ที่นี่มีการประชุมใต้น้ำด้วยนะเท่จริงๆ
การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศในวัย ๗๐ ปีของพี่…ต่างกับช่วงวัยสดใสมากเลย…แต่ถึงอย่างไรวัย ๗๐ ของพี่ ก็ยังชื่นชอบการท่องเที่ยว และสามารถแบกกระเป๋าได้เอง ลงเล่นน้ำ เดินเที่ยวไหวไม่งอแง ทนร้อน ทนหิว โต้คลื่นได้ มีความสุขเป็น เก็บไว้ในความทรงจำได้ดี (ลูกจะได้พาไปอีก๕๕๕๕)….แล้วจะเก็บภาพถ่ายที่ตกค้างมาให้ดูอีกนะคะ
“ครับพี่ ขอบคุณมาก ขอให้พี่เดินทางกลับอย่างปลอดภัยนะครับ”
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๒ มีนาคม ๒๕๖๘







