วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ได้ฤกษ์ผมไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า คือโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่ผมเป็นศิษย์เก่ารุ่นที่ ๒๑ เรียนระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๑ - ๒๕๐๓ จัดเป็นนักเรียนที่เด่นเอาการ เพราะเป็นผู้เป่านกหวีดเคารพธงชาติตอน ๘.๒๐ น. ทั้งตอนเรียนปี ๑ และปี ๒ โดยเรียน “ห้องคิง” คือห้อง ๒๒ ตอนเรียนปี ๑ และห้อง ๑๔๔ ตอนเรียนปี ๒ และสอบ ม. ๘ ได้ที่ ๑ ของประเทศ มีชื่อติดบอร์ดอยู่ที่โรงเรียน วันนี้จะขอไปดูบอร์ดนั้น เพราะมีชื่อลูกสาว (มุขยา พานิช) อยู่ด้วย ในฐานะนักเรียนที่ได้ทุนเล่าเรียนหลวง
แต่เวลาผ่านไป ๖๕ ปี พบว่าเพื่อนนักเรียนที่ชีวิตเด่นกว่าผมมีมากมายนับร้อย หลายคนเรียนไม่เก่งนัก ตกๆ หล่นๆ แต่เป็นเจ้าของโรงพยาบาลชื่อดัง หลายคนมีตำแหน่งสูงมาก หลายคนทำประโยชน์แก่บ้านเมืองมากมาย ผมกลายเป็นคนระดับกลางๆ ในด้านความสำเร็จในชีวิต คำถามคือ เรื่องคุณธรรม ค่านิยม มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในชีวิตอย่างไร จะบูรณาการเข้าไปในชีวิตที่โรงเรียนอย่างไร
ผมสะท้อนคิดย้อนกลับไป ๖๕ ปีก่อนว่า ช่วงเวลานั้นผมเรียนเรื่องคุณธรรม หรือค่านิยม จากโรงเรียนตอนเรียนวรรณคดี และเรียนจากแบบอย่าง ทั้งรุ่นพี่ อาจารย์ และคนที่เด่นอยู่ในสังคม โดยที่ผมบอกตัวเองว่า บางตัวอย่างผมไม่เอาอย่าง หลายคนทำให้ผมตั้งคำถามต่อตัวเองว่า ทำอย่างไรเราจะคิดหรือทำอย่างนั้นได้บ้าง น่าจะสะท้อนว่า ผมรู้จักสะท้อนคิดกับตนเองแล้วตั้งแต่อายุ ๑๕ - ๑๖ ปี โดยไม่มีใครสอน การสะท้อนคิดน่าจะเป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งของมนุษย์ ที่หากมีการฝึกฝนก็จะยิ่งแข็งแรงยิ่งขึ้น อย่างที่ผมกำลังทำอยู่ในขณะนี้
โดยก่อนเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมฯ ผมเรียนรู้เรื่องคุณธรรมจากพ่อแม่ และตอนเรียน ม. ๖ ที่โรงเรียนปานะพันธ์วิทยา ลาดพร้าว (ปิดตัวไปหลายปีแล้ว) ผมได้เรียนจากอาจารย์เรียว โรจน์เสรี และครูท่านอื่นๆ อีกหลายท่าน โดยเฉพาะจากสุภาษิตภาษาอังกฤษ
แต่สมัยนี้ โลกเปิดกว้าง และมีเรื่องราวไหลบ่าสู่ตัวเด็กอย่างมากมาย น่าจะมากกว่าสมัยผมเรียนที่โรงเรียนเตรียมฯ เป็นร้อยเท่าพันเท่า คำถามคือ เราจะช่วยให้เด็กรู้จักเลือกแบบอย่าง และค่านิยม เอามาเป็นแนวทางดำเนินชีวิตได้อย่างไร สถาบันพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวพัฒน์ใช้หลักการ ๔ + ๖ ที่ยอดเยี่ยม สอดคล้องกับหลักการในหนังสือ ค่านิยมศึกษา วันนี้เราจะไปเยี่ยมชม และเสวนากัน ว่าโรงเรียนมัธยมปลายขนาดใหญ่กลางเมือง ที่มีชื่อเสียง และมีแรงกดดันจากพ่อแม่ผู้ปกครองให้หนุนเด็กเรียนเก่งเพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในสาขาที่ต้องการ จะมีวิธีหนุนให้ศิษย์เติบโตไปเป็นคนที่ทั้งเก่งและดีได้อย่างไร
การไปเยี่ยมครั้งนี้จัดโดยมูลนิธิยุวพัฒน์ สืบเนื่องจากการประชุมที่โรงเรียนสตรีวิทยา ที่ผมเล่าไว้ที่ (๑) และ (๒) เช้าวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ทางมูลนิธิยุวพัฒน์ โดยท่านผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม ดร. พะโยม ชิณวงศ์ เอารถมารับ ออกจากบ้านผมเวลา ๖.๓๐ น. ฝ่ารถติดบนทางด่วน ๒ ชั่วโมงก็ถึงโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มีเวลาครึ่งชั่วโมงก่อนถึงเวลานัดผมขอไปถ่ายรูปชื่อตนเองและลูกสาวที่หอเกียรติยศห้อง ๑๑๑ ตึก ๒ แล้วขึ้นไปชั้น ๒ ไปเยี่ยมห้องเรียน ๑๔๔ ตอนผมเรียนปี ๒ พบว่าโต๊ะเรียนยังเหมือนสมัยผมเรียน แต่แตกต่างที่กระดานดำกลายเป็นกระดานเขียวที่เขียนชฮล์คแล้วตอนลบไม่ฟุ้ง และตอนนี้เป็นห้องติดแอร์
ผมหาทางแทรกแซงให้การนำเสนอและพูดคุยไม่เป็นการนำเสนอ ไม่เป็นการติดตามผล แต่เป็นการพูดคุยสะท้อนคิดวิธีหนุนให้นักเรียนสมัยนี้ ที่เป็นนักเรียนระดับครีมหรือหัวกะทิ ในโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งของประเทศ เติบโตไปเป็นทั้งคนเก่งและคนดี โชคดีที่ทางโรงเรียนนัดให้นักเรียน ๑๐ คนมาเล่ากิจกรรมจิตอาสา ที่เป็นชมรมหนึ่งใน ๓๘ ชมรม ที่นักเรียนรวมตัวกัน จัดกิจกรรม หาทุนทำกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ของตนเอง
การ facilitate เพื่อสร้างบรรยากาศให้วงพูดคุยเป็นวง dialogue เกิดผล ช่วยให้นักเรียนกล้าพูดเชิงสะท้อนคิด ออกมาจากใจของตนเอง เราจึงได้ฟังความคิดของเด็กอายุ ๑๕ – ๑๗ ปี ที่เก่งกว่าสมัยผมอายุขนาดนั้นนับร้อยเท่าอย่างที่คาดไว้ โดยคนหนึ่งบอกว่า ตนคิดว่าประโยชน์ของการทำกิจกรรมจิตอาสา ไม่ใช่เกิดแก่ผู้รับการช่วยเหลือเท่านั้น แต่ประโยชน์ส่วนใหญ่เกิดแก่ตัวนักเรียนผู้ให้นั้นเอง ได้พัฒนาจิตใจของตนเอง ให้รู้จักมีความสุขจากการให้
เราได้ฟังข้อสะท้อนคิดจากนักเรียนทุกคน ที่สะท้อนว่านักเรียนโรงเรียนนี้เป็นเด็กปัญญาเลิศ มาจากทั่วประเทศ โรงเรียนทำหน้าที่เป็นผืนดินให้เด็กเหล่านี้ได้เติบโตงอกงามไปเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต และทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม
เราไปเห็นระบบงานของโรงเรียนที่ทั้งเอาใจใส่การพัฒนาด้านวิชาการ (hard skills) และด้านทักษะทางสังคม (soft skills) ที่น่าชื่นชมยิ่งนัก ทั้งๆ ที่งบประมาณจำกัด ต่างจากงบประมาณของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และโรงเรียนกลุ่มจุฬาภรณ์อย่างมากมาย ก็ยังคงธำรงความเป็นโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งของประเทศเหมือนสมัยผมเรียนเมื่อ ๖๕ ปีก่อน
แต่ก็เห็นชัดเจนว่า ยังมีโอกาสพัฒนาระบบสร้างคนดีมีคุณธรรมได้อีกมาก ตลอดเวลา ๓ ชั่วโมง เราไม่ได้ยินท่านผู้บริหารเอ่ยหลักการ ๔ + ๖ ของสถาบันพัฒนาโรงเรียนคุณธรรมเลย หากได้รู้จัก น่าจะคิดหาทางประยุกต์ใช้หนุนการพัฒนานักเรียนได้อีกมาก
ผมมีความเห็นว่า เรื่องการพัฒนาคุณธรรมในโรงเรียนน่าจะมีเรื่องสำคัญที่คณะผู้บริหารโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาควรนำไปพิจารณา ๓ เรื่อง
เรื่องแรกคือ ระบบนิเวศในโรงเรียน มีเรื่องใดบ้างที่น่าจะต้องหาทางขจัดหรือลดทอน เช่นความฟุ้งเฟ้ออวดรวยอวดเก่ง การพูดจาด้วยคำโตๆ ที่กลวงไร้ความหมายที่ขัดเจนในทางปฏิบัติ ที่ผมสังเกตว่าไม่เห็นในโรงเรียนนี้ ทั้งในผู้บริหารและในนักเรียน
เรื่องที่สอง แบบอย่าง (role model) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แบบอย่างด้านความซื่อสัตย์สุจริตเห็นแก่ส่วนรวม ความมีน้ำใจ เห็นอกเห็นใจต่อกันและกัน และค่านิยมที่ดีอื่นๆ ที่ระบุในหนังสือ ค่านิยมศึกษา สู่คุณค่านำทางชีวิต ที่ผมนำไปมอบให้ห้องสมุดของโรงเรียน ๒ เล่ม และมอบแก่ทีมนักเรียน ๑ เล่ม
เรื่องที่สาม เรียนจากการสะท้อนคิด (reflective learning) จากประสบการณ์ตรงของตนเอง ที่เห็นได้ชัดเจนว่าคนในวงการศึกษาไทยไม่คุ้นเคย แต่ด้วยความเป็นคนมีสมรรถนะสูง เมื่อผมนำเข้าสู่วงสนทนา ท่านผู้บริหารและนักเรียนก็เรียนรู้วิธีการและคุณค่าของกระบวนการนี้ทันที และผมหวังว่า หนังสือหลายเล่มที่ผมนำไปมอบให้ จะช่วยสร้างความข้าใจ การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์ และนำไปใช้งานได้
ที่จริงการทำกิจกรรมจิตอาสาน่าจะเป็น กุศโลบายหรือ means ไม่ใช่ end หรือเป้าหมาย เป้าหมายที่แท้จริงของกิจกรรมจิตอาสาน่าจะมี ๒ อย่าง คือ (๑) เพื่อพัฒนาจิตใจด้านในของตนเอง อย่างที่นักเรียนหญิงชั้น ม. ๔ กล่าว (๒) เพื่อออกไปสัมผัสชีวิตจริงของผู้คนที่วิถีชีวิตแตกต่างจากที่นักเรียนเคยสัมผัส และเรียนรู้วิชาความรู้จากชีวิตจริงเหล่านั้น
การเรียนรู้ทั้ง ๒ ข้อ ต้องการนั่งร้าน (scaffolding) คือคำถามให้นักเรียนสะท้อนคิด ที่ครูจะต้องฝึกตั้งคำถามที่เหมาะสมต่อแต่ละสถานการณ์
ผมได้เรียนรู้ว่า ท่านอดีต รมต. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ศิษย์เก่ารุ่น ๒๑ เช่นเดียวกันกับผม ได้แนะนำเครื่องมือเรียนรู้จากการปฏิบัติ AIC (Appreciation, Influence, Control) ตามด้วย PDCA ให้ครูและนักเรียนนำไปใช้ และดำรงอยู่ต่อมาจนทุกวันนี้ โดยนักเรียนใช้เป็นเครื่องมือนำสู่กิจกรรมจิตอาสา (๓)
วิจารณ์ พานิช
๘ ก.พ. ๖๘