กสศ. ร่วมกับมูลนิธิยุวพัฒน์ ดำเนินการพัฒนาครูแกนนำเพื่อพัฒนาคุณธรรมแก่นักเรียนบูรณาการกับการเรียนวิชา ใช้หลักการว่า มุ่งหนุนให้นักเรียนพัฒนา VASK ใส่ตัว เพื่อชีวิตที่ดีในอนาคต ตามที่เล่าใน (๑) (๒) โดยจัดประชุมปฏิบัติการฝึกการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เป็นเวลา ๒ วัน เมื่อวันที่ 13-14 กรกฎาคม 2567 ณ สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม แก่ครูแกนนำจากโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่พิเศษจำนวน ๙ โรงเรียน สำหรับเอาไปปรับใช้จัดการเรียนรู้เชิงคุณธรรมบูรณาการกับการเรียนวิชา ผมติดนัด ไม่สามารถเข้าร่วมกันประชุมปฏิบัติการครั้งนั้น
วันที่ ๗ - ๘ ตุลาคม ๒๕๖๗ ครูแกนนำเหล่านี้มาประชุมร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการประยุกต์การพัฒนาคุณธรรมบูรณาการในการเรียนตามปกติของนักเรียน ที่ตนนำความรู้ที่ได้จากการประชุมปฏิบัติการไปทดลองปฏิบัติ โดยครูจำนวนหนึ่งเป็นตัวแทนของคนที่เคยเข้าประชุมปฏิบัติการ
วันที่ ๗ ตุลาคม ผมมีนัดอื่นก่อนแล้ว ไม่ได้เข้าร่วมประชุม แต่ได้ขอรายงานผลการประชุมมาอ่านในตอนเย็น อ่านแล้วรู้สึกว่า ผู้มาประชุมไม่ได้คุยกันแบบเปิดใจสะท้อนคิดให้เพื่อนฟัง จึงสงสัยว่า ท่านเหล่านี้มาร่วมกิจกรรมนี้เพื่ออะไร อะไรคือแรงบันดาลใจให้ท่านเหล่านี้เข้าร่วมขบวนการ มาเพราะจำใจหรือเปล่า ถาม ดร. อุดม ท่านก็บอกว่าน่าจะมาด้วยแรงบันดาลใจของตนเอง ผมจึงอยากรู้ว่าแรงบันดาลใจของท่านเหล่านี้คืออะไร
ตามกำหนดการ ผมได้รับมอบหมายให้ใช้เวลา ๑๕ นาที กล่าวทักทายและให้กำลังใจผู้เข้าร่วม ผมคิดวางแผนว่าจะหาทางให้ผู้เข้าร่วมปล่อยแรงบันดาลใจสู่กัน
จึงนัดหมาย ดร. อุดม และผู้ใหญ่ของมูลนิธิยุวพัฒน์ รวมทั้งวิทยากร Active Learning สองท่าน รับประทานอาหารเช้าและคุยกันว่า การประชุมนี้ต้องการให้เกิดผลอะไร ผมมีข้อสังเกต (ไม่ทราบว่าสังเกตผิดหรือถูก) ว่าครูเหล่านี้ยังไม่สันทัดเรื่องการใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflection) ที่สำคัญมากต่อการเรียนรู้เชิงรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อเรียนรู้เชิงค่านิยมหรือคุณธรรม
การใคร่ครวญสะท้อนคิดต้องทำทั้งทำคนเดียว และทำร่วมกับเพื่อนหรือกัลยาณมิตร การสะท้อนคิดร่วมกับเพื่อนต้องการพื้นที่ปลอดภัย เพื่อให้ทุกคนกล้าพูดสิ่งที่ตนสะท้อนคิดออกมาโดยไม่กลัวผิด ไม่กลัวถูกเยาะเย้ย ไม่กลัวว่าจะไม่ตรงกับความคิดของครู ฯลฯ ทักษะสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชั้นเรียนและในโรงเรียน เป็นทักษะสำคัญยิ่งของครู ในการหนุนให้นักเรียนสะท้อนคิดเป็น และสะท้อนคิดสู่ประเด็นเชิงคุณธรรมหรือความถูกต้อง ในกิจกรรมต่างๆ ที่ตนมีประสบการณ์
นั่นคือ ครูต้องมีทักษะชวนนักเรียนสะท้อนคิดจากประสบการณ์ในบรรยากาศไม่มีถูกไม่มีผิด โดยต้องไม่ลืมว่านักเรียนบางคนอาจได้ตัวอย่างผิดๆ มาจากบ้าน หรือจากอินเทอร์เน็ตหรือในชุมชน และต้องตระหนักว่า เรื่องคุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องซับซ้อนไม่ตรงไปตรงมา รวมทั้งเป็นเรื่องที่สอนตรงๆ ไม่ได้ผล ต้องมีวิธีหนุนให้เด็กสะท้อนคิดเอง โดยครูตั้งคำถาม เป็น “นั่งร้าน” (scaffolding) ให้สะท้อนคิดสู่ประเด็นเชิงคุณธรรมหรือค่านิยม
เช้ามืดวันที่ ๘ ผมเตรียม PowerPoint สำหรับพูดนำ ๑๕ นาที และการหารือตอนรับประทานอาหารเช้า ตกลงให้ผมใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมงเพื่อยุให้ผู้เข้าร่วมประชุม (ประมาณ ๓๐ คน) แนะนำตัวเอง บอกความฝันของตนเองที่มาร่วมการประชุมนี้ ตามด้วยผมนำเสนอหลักการ Active Learning เชื่อมโยงกับการพัฒนาคุณธรรมหรือค่านิยมที่ดีใส่ตัว แบบบูรณาการเป็นเนื้อเดียวกันกับการเรียนเพื่อพัฒนาครบ VASK ตามใน Ppt ตามด้วยคำถามว่ามีโรงเรียนใดมีเรื่องเล่าตามแนวทางที่ผมเสนอไประดับหนึ่งแล้ว ที่จะนำประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และเมื่อถามว่ามีประสบการณ์ถูกกดดันจากผู้ปกครองไม่ให้โรงเรียนจัดให้นักเรียนทิจกรรม ต้องการให้ติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นหลัก ที่ประชุมก็ฮือฮาว่าพบทุกโรงเรียน มีการนำเสนอเรื่องราวอย่างสนุกสนาน โดยมีแรงจูงใจเป็นหนังสือ แจกแก่ผู้เล่าเรื่อง เป็นที่ครึกครื้น
หลังจากนั้นเป็นกิจกรรม Active Learning โดยใช้กระดาษแผ่นเดียว กับ Active Learning in Teams ที่จัดโดยทีมวิทยากร อ. ดร. นก กับ อ. ดร. ปุ๊ก ที่จัดได้สนุกสนานมาก
ระหว่างนั้น ผมนั่งซัก อ. อาลัย พรหมชนะ อดีต ผอ. โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี และโรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม ที่เวลานี้เป็นพี่เลี้ยงอาสา ของโครงการโรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวพัฒน์ เรื่อง pain point หรือความท้าทายรุนแรงที่พบตอนเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน นำสู่คำถามเรื่องเกี่ยวกับการเรียกผลประโยชน์ในวงการศึกษา ช่วยให้ผมได้ข้อมูลเชิงลึกในระบบบริหารการศึกษา สำหรับใช้ทำใจให้อยู่กับสภาพความเป็นจริงของวงการศึกษาไทย
ตอนบ่ายเป็นกิจกรรมวางแผนดำเนินงาน ๖ เดือน ของแต่ละโรงเรียน ที่เมื่อฟังการนำเสนอแผนงาน ผมมองว่า ยังติดโครงงานคุณธรรม ซึ่งหมายความว่าทีมงานของโรงเรียนยังมองเรื่องการพัฒนาคุณธรรม หรือพัฒนาจิตอาสา แยกออกจากการเรียนวิชา
ผมจึงเสนอ อ. ปุ๊กว่าไม่ควรผูกมัดว่าโรงเรียนต้องไปดำเนินการตามที่เสนอในวันนี้ เมื่อกลับไปที่โรงเรียนอาจปรึกษากันแล้วอาจมีโครงการที่นักเรียนได้ประโยชน์มากกว่า ก็เปลี่ยนไปทำโครงการใหม่ได้
อ. นพพร มาชวนผมไปเยี่ยมบางโรงเรียนในช่วง ๖ เดือนข้างหน้า ผมรับปากภายใต้เงื่อนไขว่า จะไปต่อเมื่อได้รับข้อมูลการดำเนินการเรียนรู้ส่วน VASK บูรณาการเป็นเนื้อเดียวกันกับการพัฒนาคุณธรรม ไม่ดำเนินการเรียนรู้แบบแยกส่วนเรื่องคุณธรรมออกเป็นโครงการ
ผมมีข้อสังเกต (ไม่ทราบว่าถูกหรือผิด) ว่า คนในวงการศึกษาไทยส่วนที่เป็นราชการ ทำงานตามที่คนอื่นบอกหรือกำหนดจนไม่คุ้นกับการใช้ความคิดของตนเอง ไม่คุ้นกับการตั้งเป้าหมายของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งเป้าหมายเพื่อนักเรียนที่ยกระดับจากที่เคยชิน
ผมขอเสนอด้วยความเคารพ ว่า หากมูลนิธิยุวพัฒน์เชื่อในการพัฒนาคุณธรรมด้วยการเรียนรู้เชิงรุก ต้องยกเลิกโครงการโรงเรียนคุณธรรม โดยอาจเรียกชื่อเสียใหม่ว่า โครงการหนุนให้นักเรียนพัฒนาคุณธรรมใส่ตัวเองอย่างเนียนเป็นเนื้อเดียวกันกับการเรียนรู้บูรณาการ ที่นักเรียนเกิดการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวม เน้นการเรียนรู้แบบที่นักเรียน “ทำงาน” หรือ ทำกิจกรรม ในสภาพความเป็นจริง หรือในชีวิตจริง โดยโรงเรียนร่วมมือกับเทศบาล, อบต., สถานประกอบการ, ชุมชน, วัด, ฯลฯ ในการร่วมกันหนุนให้นักเรียนกำหนดโจทย์กิจกรรมในพื้นที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ ที่เมื่อนักเรียนร่วมกันดำเนินการเป็นทีม จะเกิดการเรียนรู้ครบทุกหน่วยสาระ หรือเกิดการพัฒนาครบทุกสมรรถนะ บูรณาการกับการพัฒนาคุณธรรมอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน ผ่านการสะท้อนคิดจากประสบการณ์ ตามหลักการของ การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์ เน้น วงจรปัญญาของ โค้ลบ์
กล่าวใหม่ว่า ตราบใดยังมีโครงการคุณธรรม การดำเนินการก็จะเน้นเพื่อสนองเจ้าของโครงการ ไม่ใช่ดำเนินการเพื่อสนองการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างแท้จริง คือเป็นเรื่องคุณธรรมผิวเผิน หรือปลอม ไม่เป็นคุณธรรมที่ฝังเข้าไปในเนื้อในตัวเด็กอย่างบูรณาการกับสมรรถนะอื่นๆ
กลับมาใคร่ครวญสะท้อนคิดเกี่ยวกับโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่พิเศษ และมีชื่อเสียงสูง ที่บ้าน ผมตีความว่า โรงเรียนเหล่านี้ตกอยู่ในบ่วงวัฒนธรรมสอนเพื่อสอบ กดดันโดยพ่อแม่ และสังคม ดังนั้น หลักการที่ผมพูดจะยากที่จะไปสู่การปฏิบัติ เพราะโรงเรียนเหล่านี้ประสบความสำเร็จสูงอยู่แล้ว เขาจะเปลี่ยนแปลงในลักษณะพลิกโฉม (transform) ไปทำไม
มองผิวเผิน โรงเรียนเหล่านี้ทำหน้าที่สร้างนักเรียนคุณภาพสูง ที่จะพัฒนาพลเมืองคุณภาพสูงอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะเปลี่ยนแปลง แต่หากเรามองที่นักเรียนทั้งหมดของโรงเรียนเหล่านี้ และมองเข้าไปในรายละเอียด อย่างที่ผมซักท่านอดีต ผอ. อาลัย พรหมชนะ จะเห็นว่าระบบที่โรงเรียนเหล่านี้ดำเนินการอยู่มีจุดอ่อนอยู่ไม่ใช่น้อย เป็นระบบหนุนเด็กตั้งใจเรียนและเรียนเก่ง เด็กไม่ตั้งใจเรียนหรือเรียนอ่อนจะถูกละเลยหรือได้รับความเอาใจใส่น้อย และทั้งเด็กเรียนเก่งและเรียนอ่อนขาดโอกาสปลุกพลังซ่อนเร้นของตน
แปลกไหมครับ โรงเรียนมัธยมชั้นเยี่ยมยอดนิยมของประเทศไทยจัดการเรียนรู้แบบถ่ายทอดความรู้ (passive learning) และเน้นการเรียนวิชาเท่านั้น เพื่อเอาไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดีๆ ในคณะยอดนิยม
ชวนให้ผมฉุกคิดว่า นี่คือ root cause ของการที่ตนไทยหย่อนด้าน creativity และ critical thinking ใช่หรือไม่
จึงเป็นความท้าทายว่า ระบบการศึกษาไทยจะมีวิธีเปลี่ยนวิธีคิดของผู้เกี่ยวข้องอย่างไร เพื่อให้โรงเรียนทำหน้าที่พัฒนาเด็กและเยาวชนคุณภาพสูงกว่า และครบด้านกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผมมีแนวความคิดที่จะหาโอกาสเสนอต่อไป โดยไม่มั่นใจว่าจะเป็นความคิดที่ใช้การได้หรือไม่
วิจารณ์ พานิช
๙ ต.ค. ๖๗