ว่าด้วย แก้วมณี

มณิชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๑๐. มณิชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๙๕)

ว่าด้วยกาถูกกระเบื้องแขวนคอแทนแก้วมณี

             (นกพิราบโพธิสัตว์เห็นกาแล้วเมื่อจะเยาะเย้ย จึงกล่าวว่า)

             [๑๓๔] นานแล้วหนอ เราเพิ่งจะได้เห็นเพื่อนประดับแก้วมณี เพื่อนของเราให้ช่างตกแต่งขนปากงามจริงหนอ

             (กาได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวว่า)

             [๑๓๕] เรามัวยุ่งอยู่กับงานราชการ เล็บและขนปีกจึงงอกยาวรุงรัง เป็นเวลานานจึงได้ช่างกัลบก ถอนออกเสียจนหมดในวันนี้

             (นกพิราบโพธิสัตว์กล่าวว่า)

             [๑๓๖] เจ้าได้ช่างกัลบกที่หาได้ยากแล้วให้ถอนขนออกไป เพื่อนเอ๋ย เมื่อเป็นเช่นนั้น อะไรเล่า ส่งเสียงดังกริ่งๆ อยู่ที่คอของท่าน

             (กาได้กล่าวว่า)

             [๑๓๗] ผู้ดีทั้งหลายห้อยแก้วมณีไว้ที่คอ เราเลียนแบบพวกเขา เจ้าอย่าเข้าใจว่า เราทำเล่น

             [๑๓๘] แม้หากเจ้าพอใจการตกแต่งขนปาก ที่นายช่างตกแต่งได้อย่างสวยงามอย่างนี้ เพื่อนเอ๋ย เราจะให้เขาช่วยตกแต่งให้ท่าน และแก้วมณีเราก็จะมอบให้ท่าน

             (นกพิราบโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

             [๑๓๙] ท่านเท่านั้นสมควรแก่แก้วมณี และการตกแต่งขนปากอย่างสวยงาม การไม่เห็นท่านเป็นที่พอใจของเรา เราขอลาท่านไปก่อน

มณิชาดกที่ ๑๐ จบ

ขรปุตตวรรคที่ ๒ จบ

------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

มณิชาดก

ว่าด้วย แก้วมณี

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เหลวไหล จึงได้ตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
               เรื่องปัจจุบันมีนัยดังกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแหละ.
               พระองค์ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นนกพิราบอาศัยอยู่ที่รังนก บนโรงครัวหลังใหญ่ของเศรษฐีเมืองพาราณสี.
               ฝ่ายกาทำความคุ้นเคยกับนกพิราบนั้นแล้วอยู่ ณ ที่นั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เรื่องทั้งหมดควรให้พิสดารเถิด.
               พ่อครัวถอนขนปีกของกาออกแล้วเอาแป้งทาปีกไว้ เจาะชิ้นกระเบื้องชิ้นหนึ่งสวมไว้ที่คอแล้วใส่ไว้ในรัง.
               พระโพธิสัตว์มาจากป่าเห็นมันแล้ว
               เมื่อจะทำการเยาะเย้ย จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               เป็นเวลานานหนอ เราจึงจะเห็นสหายทัดทรงแก้วมณี สหายของเรางามจริง เพราะการแต่งขนที่ช่างตกแต่งดีแล้ว.
               กาได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               เราเป็นผู้ขวนขวายในการงานทั้งหลาย จึงมีขนแข็งคล้ายเล็บงอกขึ้นใต้ปีก นานๆ จึงจะได้ช่างกัลบก วันนี้ได้ให้ช่างถอนแล้ว.
               ในลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
               เธอได้ช่างกัลบกที่หาได้ยากแล้ว ได้ให้เขาถอนขนออกไปโดยวิธีใดหนอ เธอจงให้เขาถอนออกโดยวิธีนั้นเถิด สหาย เมื่อเป็นเช่นนั้น อะไรเล่าห้อยย้อยอยู่ที่คอของเธอ?
               คาถานั้นมีเนื้อความว่า
               เจ้าได้ช่างกัลบกที่หาได้ยาก แล้วได้ให้เขาถอนขนออกโดยวิธีใด เจ้าชอบใจวิธีนี้นั้น ฉันจักให้เขาทำการตกแต่งขนเคราให้ เจ้าจงให้เขาถอนขนนั้นออกไปเถิด สหายเอ๋ย นี้อะไรเล่าห้อยระย้าอยู่ที่คอของเจ้า?
               ลำดับนั้น กาได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
               แก้วมณีห้อยอยู่ที่คอของมนุษย์ พวกสุขุมาลชาติทั้งหลาย เราเลียนแบบมนุษย์เหล่านั้น เธออย่าสำคัญว่าทำเล่น.
               ดูก่อนสหาย ถ้าแม้ว่า เธอชอบใจการแต่งขนที่ตกแต่งดีแล้วนี้ไซร้ เราจะให้ช่างทำให้เธอ และแม้แก้วมณีเราก็จะให้เธอ.
               พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ว่า:-
               เธอเท่านั้นแหละเหมาะกับแก้วมณี และขนที่ตกแต่งดีแล้ว เราบอกเธอแล้วก็จะไปละ การเห็นเธอเป็นที่รักของฉัน.
               ก็แหละนกพิราบครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็บินหนีเข้าป่าไป. ส่วนกาถึงการสิ้นชีวิต ณ ที่นั้นนั่นเอง.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย แล้วจึงทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุผู้เหลวไหลดำรงอยู่แล้วในอนาคามิผล.
               กาในครั้งนั้น ได้แก่ ภิกษุผู้เหลวไหลในบัดนี้
               ส่วนนกพิราบ ได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถามณิชาดกที่ ๑๐               
               -----------------------------------------------------