อ่านหนังสือ ลมพัดมิรู้ล่วงหน้า จารึกโรงสีลูกจีนโพ้นทะเล เขียนโดย สุกัญญา หาญตระกูล แล้วเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจีนโพ้นทะเล ในลักษณะเปลี่ยนความคิดความเข้าใจเดิมหลายประการ
ผมเป็น “หลานจีน” ที่ผูกพันกับวิญญาณไทย จนมีความรู้สึกต่อต้านจีนในสมัยเด็ก ที่เห็นยาย (อาม้า) แสดงความดูถูกคนไทย เรียกผมว่า “ซัวปานั้ง” (แปลว่าคนป่าเถื่อน) เมื่อผมไม่พูดจีนกับท่าน ผมนึกในใจว่า เมื่อประเทศไทยเป็นเมืองป่าเมืองเถื่อน ตัวเองมาอาศัยอยู่ทำไม ตอนนั้นน่าจะอายุราวๆ ๗ - ๘ ขวบ
แต่เมื่อซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน ผมก็เห็นบทบาทของจีนโพ้นทะเลที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ในการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านธุรกิจการค้า และการศึกษา คือคนเหล่านี้ มีบทบาทพัฒนาสังคมไทย ในลักษณะของการสร้างระบบต่างๆ ในสังคม ที่ตนเข้ามาดำรงชีวิตอยู่ เห็นชัดเจนเรื่องการตั้งโรงเรียน
คงเป็นเพราะท่านเหล่านั้น เป็นคนมีการศึกษา พ่อแม่ส่งกลับไปเรียนจบชั้นมัธยมในประเทศจีน แล้วจึงกลับมาตั้งตัวในประเทศไทย ส่วนตาและยาย (อากง อาม้า) ของผมเป็นคนชั้นล่าง ไม่รู้หนังสือ โชคดีที่แม่ของผมได้เรียนหนังสือ เรียนจบ ป. ๔ ที่จังหวัดเพชรบุรี มีพื้นสำหรับอ่านหนังสือได้อย่างแตกฉาน ช่วยให้เลี้ยงลูก ๗ คนได้ดีทุกคน
หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องโรงสีของพ่อผู้เขียน ผมก็เป็นลูกเถ้าแก่โรงสี จึงอ่านหนังสือสนุกมาก และตระหนักว่า ผมเข้าใจเรื่องธุรกิจโรงสีไม่ถึงหนึ่งในสิบของที่เขียนบรรยายในหนังสือ
มาติดใจที่หน้า ๒๒๑ ว่า “การศึกษาอบรมบ่มเพาะตามแบบจีนดั้งเดิมนั้นนับว่าน่าสนใจมาก เน้นการเรียนรู้หกแขนงวิชา คือ จริยา คีตะ เกาทัณฑ์ อาชายาน นิรุกติ์ และคำนวณ” แต่บิดาของผู้เขียนไปเรียนที่เกาะไหหลำระหว่างอายุ ๙ - ๑๖ ปี ที่โรงเรียนในพื้นที่ชนบท จัดให้เรียนเพียงสามแขนงวิชา คือ จริยา นิรุกติ์ และคำนวณ ซึ่งคุณสุมิตร หาญตระกูล บิดาของผู้เขียน ได้เรียนเป็นพื้นฐานความรู้เอามาฝึกและเล่าเรียนต่อด้วยตนเองจนประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ในการสร้างฐานะ
เป็นหนังสือเล่มแรกที่ผมสั่งซื้อเอามาอ่านในช่วง ๑๐ ปี คุ้มกับเงินที่จ่ายไปอย่างยิ่ง
วิจารณ์ พานิช
๗ ต.ค. ๖๗