วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ได้ฤกษ์นัดคุยทาง ซูม   ผมเตรียมใช้วิธีสานเสวนาตามเคย   เพื่อสร้างการเรียนรู้จากการปฏิบัติของท่านเหล่านั้นเอง    ไม่ใช่ผมเอาความรู้ไปถ่ายทอดให้    คือเราประชุมกันแบบ Active Learning   

ผมบอกที่ประชุมว่า เพื่อให้ทุกท่านได้รับประโยชน์เต็มที่ ผมจะไม่บรรยาย    เพราะนั่นเป็นการเรียนแบบบอกสอน หรือการเรียนรู้เชิงรับ (Passive Learning)    ที่ใช้ไม่ได้ผลในเรื่องการเรียนคุณธรรม   

การเรียนคุณธรรม จะได้ผล ต้องเรียนแบบสร้างความรู้ความเข้าใจหรือสมรรถนะใส่ตัว     หรือผู้เรียนสอนตัวเอง    ยิ่งเด็กสมัยนี้ ยิ่งปฏิเสธการสอนคุณธรรมแบบผู้ใหญ่มาพร่ำสอน   จะได้ผล ต้องเป็น Active Learning   คือเด็กทำกิจกรรมแล้วสะท้อนคิด    ครูหรือโค้ชช่วยตั้งคำถามให้สะท้อนคิดหลายๆ แบบ    แบบหนึ่งคือ สะท้อนคิดสู่ประเด็นเชิงคุณค่า หรือคุณธรรม   

การเรียนคุณธรรมจะเข้าสู่โรงเรียนทุกระดับได้ ต้องไม่เพิ่มภาระของครู   หรือต้องทำให้ชีวิตของครูดีขึ้น   โดยส่วนที่ครูต้องปรับตัวคือ ต้องฝึกตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนสะท้อนคิด สู่การเรียนรู้ระดับสูงตาม บันไดการเรียนรู้ของ Bloom     ซึ่งหมายความว่า แต่ละกิจกรรมที่นักเรียนเรียนโดยการปฏิบัติ นำสู่การเรียนรู้ได้ทุกกลุ่มสาระ รวมทั้งเรื่องคุณธรรม   

หมายความว่า ต้องไม่แยกกิจกรรมเพื่อคุณธรรมออกมาต่างหาก   ต้องให้บูรณาการอยู่ในระบบนิเวศการเรียนรู้ในโรงเรียน ที่บ้าน และในชุมชน   

การเรียนคุณธรรมจึงมาจาก ๓ แนวทางคือ (๑) เรียนรู้เชิงรุก  หรือเรียนรู้เชิงสะท้อนคิด  (๒) เรียนจากระบบนิเวศรอบตัว  และ (๓) เรียนจากตัวอย่าง (role model)    ครู  พ่อแม่ผู้ปกครอง  และคนในชุมชนจึงพึงตระหนักว่า ตนต้องเป็นต้นแบบด้านคุณธรรมให้แก่เด็กและเยาวชน  ต้องไม่เผลอแสดงตัวอย่างด้านเลวให้แก่เด็กและเยาวชน   ที่จะก่อผลเสียหายต่อการพัฒนาพลเมืองดีในอนาคตของชาติ  

ดังตัวอย่าง พฤติกรรมของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่หลอกลวงคนทั้งชาติเรื่องความเจ็บป่วยของตน    เป็น role model ด้านเลว แก่สังคม   เราควรชวนเด็กสะท้อนคิดว่า หากตนอยู่ในฐานะเช่นนั้น จะแสดงพฤติกรรมนั้นหรือไม่ เพราะเหตุใด    

ผมเตรียมไปตั้งคำถาม เพื่อการเรียนรู้ของท่านที่เข้าร่วม   โดยทำหน้าที่ “คุณอำนวย” (facilitator) ของกระบวนการเรียนรู้ออนไลน์    ที่เป็น reflective learning    

ข้างบนนั้น เขียนก่อนการประชุม     

ในการประชุม มีคนเอ่ยว่า ใครที่ยังไม่ได้รับประทานอาหารเช้าไม่เป็นไร   เพราะวันนี้จะได้มาอิ่มกับความรู้จากคุณหมอวิจารณ์    ที่เป็นกระบวนทัศน์ของการเรียนรู้เชิงรับ    

ในการประชุม ทุกคนที่เข้าร่วมได้ “อิ่ม” ความรู้ และอิ่มใจ ในเรื่องราวดีๆ ที่ผู้เข้าร่วมประชุมนำมาสะท้อนคิดแลกเปลี่ยนกัน  โดยผมเสนอวิธีประชุมแบบสานเสวนา ว่าที่ประชุมเห็นชอบหรือไม่   เมื่อเห็นชอบก็ขอเริ่มจากผู้อาวุโสน้อยก่อน   เพื่อสร้างบรรยากาศแนวราบ   

เรื่องราวที่มีการเสนอมีความสมดุล คือมีทั้งด้านบวกและด้านลบ   หรือทั้งโรงเรียนที่ทำได้ดีอย่างน่าชื่นใจ กับโรงเรียนที่ยังติดอยู่ในความรู้สึกรังเกียจโครงการที่ทำให้ตนมีงานเพิ่ม   หรือผู้บริหารโรงเรียนหลงบริหารให้เกิดผลงานเป็นชิ้นๆ ของครูเป็นรายคน   ไม่สร้างวัฒนธรรมรวมหมู่ หรือวัฒนธรรมการทำงานแบบร่วมมือกัน (collaborative learning) ตามแนวทาง SLC ในหนังสือ โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้      

 ตัวอย่างวิธีบริหารการยอมรับของครูในโรงเรียน ที่เดิมรังเกียจโครงการ ว่าเพิ่มภาระงาน    เล่าโดย ผอ. สามารถ สุทะ ผอ.โรงเรียนบ้านวังนอง  จังหวัดลำพูน    ที่ใช้เวลา ๑ ปี ดูลาดเลา ดูใจครู   ปีที่ ๒ อบรมครูทั้งโรงเรียน  และดำเนินการโครงงานโดยเชิญผู้ปกครองมาร่วม   ส่งเสริมให้นักเรียนฝึกดนตรีพื้นบ้านโดยนักดนตรีในชุมชน   แล้วนักเรียนไปเล่นให้บริการชุมชนในงานเทศกาล งานฉลอง และงานศพ ตามความต้องการของคนในชุมชน  เกิดการยอมรับทั้งในโรงเรียนและในชุมชน 

ผมชื่นชมมาก ที่ท่าน ผอ. สามารถ เล่าว่า   เมื่อได้รับการยอมรับ ก็รุกเข้าบ้านนักเรียน   ไปทำข้อมูลที่บ้าน    ซึ่งผมตีความว่า เป็นการทำความเข้าใจระบบนิเวศที่บ้าน และในชุมชน ว่ามีตัวอย่างที่ดีและที่ไม่เหมาะสมอย่างไรบ้าง   เป็นลู่ทางสู่การร่วมมือกับผู้นำชุมชนสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมต่อการที่เด็กจะพัฒนาคุณธรรมใส่ตัว          

ที่มีพลังที่สุดน่าจะเป็นเรื่องราวของโรงเรียนหาดใหญ่สมบูรณ์กุลกันยา (โรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่พิเศษ นักเรียน ๓,๕๐๐ คน)   เสนอโดยครูวันเฉลิม วุฒิวิศิษฏ์สกุล  ที่เป็นทั้งครูสอนและครูแกนนำ    มีประสบการณ์ที่โรงเรียนมัธยมขนาดกลาง และขนาดเล็กมาก่อน   

ความสำเร็จของครูวันเฉลิม อยู่ที่การใช้ โมเดล ๔+๖   และ ๗ ตัวชี้วัด อย่างชาญฉลาด  ไม่ทำตามตัวอักษร   ให้นักเรียนเลือกเรื่องที่จะทำโครงการเอง    ดำเนินการกันเอง  และร่วมกันสะท้อนคิดข้อเรียนรู้จากผลที่ได้เอง    นำสู่แผนดำเนินการต่อไป    ที่น่าประทับใจคือผลการเรียนของนักเรียนแกนนำดีขึ้นทั้งกลุ่ม   และมีแผนจะออกไปเผยแพร่แก่โรงเรียนในเครือข่าย โดยนักเรียนเป็นวิทยากรเอง   

แต่ก็ไม่วายมีนักเรียนมาแจ้งครูว่า ผู้ปกครองไม่ต้องการให้ทำโครงการโรงเรียนคุณธรรม ต้องการให้เรียนอย่างเดียว    ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ    เพราะในวงเสวนา ผอ. โรงเรียนใหญ่และมีชื่อเสียงเมื่อวาน ก็มีการเอ่ยเรื่องนี้    สะท้อนค่านิยมของพ่อแม่ส่วนหนึ่งว่า คำว่าเรียน มีหมายเพียงเรียนวิชาเท่านั้น   สำหรับเป็นบันไดสู่การเข้ามหาวิทยาลัย   เป็นเรื่องกระบวนทัศน์ (mindset) ที่ที่ประชุมวันนี้สรุปกันว่าเป็นข้อท้าทายที่ต้องช่วยกันแก้ไขต่อไป หากเราต้องการให้การศึกษาช่วยยกระดับคุณภาพพลเมืองไทย   เพื่อทำหน้าที่ยกระดับประเทศให้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว   

ตัวอย่างที่เล่าโดยครูสุชาวดี ขันโท โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเขลางค์นคร ลำปาง ก็น่าสนใจมาก   โดยให้นักเรียนห้องสุดท้ายที่มีปัญหาการเรียนทำโครงงานเพื่อแก้ปัญหาพฤติกรรมของนักเรียนเอง   นักเรียนร่วมกันเลือกเรื่องเอง    เมื่อทำในปี ม. ๑ เห็นผลต่อการเรียนระดับหนึ่ง    ขึ้นไป ม. ๒ ทำอีกเรื่องหนึ่ง ผลต่อการเรียนดีขึ้นอีก   ขึ้น ม. ๓ ทำอีกเรื่องหนึ่ง เห็นผลต่อการเรียนดีขึ้นไปอีก    เป็นตัวอย่างการพัฒนาคุณธรรม ส่งผลต่อความประพฤติและการเรียนของตนเอง   นำสู่ตัวตนใหม่ของนักเรียน      

ในการเสวนา มีประโยคและประเด็นเด็ดๆ จากผู้บริหารโรงเรียน ครู  นิเทศอาสา  ครูอาสา ที่ส่วนหนึ่งเป็นผู้บริหารและครูเกษียณ ที่ผมฟังแล้วน้ำตาซึม    และฟูใจ ว่าประเทศไทยเรายังมีความหวัง เพราะเรามีผู้ใหญ่ที่มีจิตสาธารณะเต็มเปี่ยมอยู่ 

ตัวอย่าง เช่น “ยุยงส่งเสริมให้เด็กทำโครงการที่อยากทำ  เป็นสิ่งใกล้ตัว  อยู่ในวิถีชีวิต  ปฏิบัติประจำ ทำเสมอ เจอบ่อย   เกิดประโยชน์ต่อตนเอง  โรงเรียน และชุมชน”  ที่ผมเติมว่า ทำแล้วชวนกันสะท้อนคิดว่าเกิดประโยชน์อย่างไร, ทำไมจึงเกิด, ข้อเรียนรู้นั้นจะมีประโยชน์ต่อชีวิตในภายหน้าของนักเรียนอย่างไร   โดยครูช่วยตั้งคำถามให้สะท้อนคิด     

 ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า ทีมงานของมูลนิธิยุวพัฒน์ต้องช่วยกันชี้ให้โรงเรียนที่ยังบูรณาการภารกิจไม่เป็น รู้จักบูรณาการภารกิจ ทำให้งานพัฒนาคุณธรรมเป็นเนื้อเดียวกันกับการเรียนรู้ตามปกติ   และเป็นการเรียนรู้เชิงรุกแบบแท้และมีพลังส่งเสริมการพัฒนาทักษะการคิดระดับสูงตามบันได Bloom   

ตกลงกันว่า การดำเนินการต่อไปคือการหนุนให้นิเทศอาสา ครูอาสา และโรงเรียนแกนนำ ได้รู้จักการเรียนรู้เชิงรุกอย่างแท้จริง   โดยเป้าหมายของการพัฒนาไม่เพียงพัฒนาคุณธรรมแบบแยกส่วน    แต่พัฒนาแบบเป็นเนื้อเดียวกัน หรือบูรณาการอยู่ในการเรียนรู้แบบ holistic learning   ผ่านการเรียนรู้เชิงรุกแบบแท้    

วิจารณ์ พานิช

๔ มิ.ย. ๖๗