กายนิพพินทชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๓. กายนิพพินทชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๙๓)
ว่าด้วยความเบื่อหน่ายร่างกาย
(ฤๅษีโพธิสัตว์เมื่อจะเปล่งอุทาน จึงกล่าวว่า)
[๑๒๗] เมื่อเราถูกโรคภัยอย่างใดอย่างหนึ่งเบียดเบียนอยู่ ได้รับทุกข์อย่างแรงกล้า ร่างกายนี้จักซูบซีดโดยฉับพลัน เหมือนดอกไม้ตกอยู่ที่ทรายกลางแดด
[๑๒๘] ร่างกายอันไม่น่าพอใจกลับเป็นสิ่งที่น่าพอใจ ไม่สะอาดกลับเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่สะอาด เต็มไปด้วยซากศพนานาชนิด ปรากฏเป็นที่น่าพอใจแก่ผู้ไม่เห็นความจริง
[๑๒๙] น่าติเตียนนัก ร่างกายอันเปื่อยเน่า กระสับกระส่าย น่าเกลียด ไม่สะอาด มีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ที่หมู่สัตว์พากันมัวเมาหมกมุ่นอยู่ แล้วทำทางที่จะเข้าถึงสุคติให้เสื่อม
กายนิพพินทชาดกที่ ๓ จบ
----------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
กายนิพพินทชาดก
ว่าด้วย ความเบื่อหน่ายร่างกาย
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภบุรุษคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในเมืองสาวัตถี มีบุรุษคนหนึ่งเป็นผู้เดือดร้อนด้วยโรคผอมเหลือง พวกแพทย์ไม่ยอมรักษา แม้บุตรและภรรยาของเขาก็คิดว่า ใครจะสามารถปฏิบัติพยาบาลผู้นี้ได้. บุรุษผู้นั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า ถ้าเราหายจากโรคนี้ เราจักบวช. โดยล่วงไป ๒-๓ วันเท่านั้น บุรุษผู้นั้นได้ความสบายเล็กน้อยจนเป็นผู้ไม่มีโรค จึงไปยังพระเชตวันมหาวิหาร ทูลขอบรรพชากับพระศาสดา เขาได้บรรพชาและอุปสมบทในสำนักของพระศาสดาแล้ว ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต.
อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย บุรุษผู้มีโรคผอมเหลืองชื่อโน้นคิดว่า เราหายจากโรคนี้จักบวช ครั้นหายโรคแล้วจึงบวชและบรรลุพระอรหัต.
พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บุรุษผู้นี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน บัณฑิตทั้งหลายก็กล่าวอย่างนี้ ครั้นหายจากโรคผอมเหลืองแล้วบวช ได้ทำความเจริญแก่ตน ดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ พอเจริญวัยแล้ว ได้รวบรวมทรัพย์สมบัติอยู่ ได้เกิดเป็นโรคผอมเหลือง.
พระโพธิสัตว์นั้นคิดว่า เราหายจากโรคนี้แล้วจักบวช จึงกล่าวอย่างนั้นออกมา ได้ความสบายขึ้นมาบ้างจนเป็นผู้ไม่มีโรค จึงเข้าป่าหิมพานต์ บวชเป็นฤาษี ทำสมาบัติและอภิญญาให้เกิดขึ้น แล้วอยู่ด้วยความสุขในฌาน คิดว่าเราไม่ได้ความสุขเห็นปานนี้ ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้
เมื่อจะเปล่งอุทาน จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
เมื่อเราถูกโรคอย่างหนึ่งถูกต้อง ได้เสวยทุกขเวทนาอย่างสาหัส อันทุกขเวทนาเบียดเบียนอยู่ ร่างกายนี้ก็ซูบผอมลงอย่างรวดเร็ว ดุจดอกไม่ที่ทิ้งตากแดดไว้ที่ทรายฉะนั้น.
รูปร่างอันไม่น่าพอใจ ถึงการนับว่าน่าพอใจ ที่ไม่สะอาด สมมติว่าเป็นของสะอาด เต็มด้วยซากศพต่างๆ ปรากฏแก่คนพาลผู้ไม่พิจารณาเห็นว่าเป็นของน่าพอใจ.
น่าติเตียนกายอันเปื่อยเน่า กระสับกระส่าย น่าเกลียดไม่สะอาด มีความป่วยไข้เป็นธรรมดา เป็นที่ที่หมู่สัตว์ผู้ประมาทหมกมุ่นอยู่ ย่อมยังหนทางเพื่อเข้าถึงสุคติให้เสื่อมไป.
พระมหาสัตว์กำหนดพิจารณาภาวะอันไม่สะอาดและภาวะอันกระสับกระส่ายเป็นนิตย์ โดยประการต่างๆ ด้วยประการดังนี้อยู่ เบื่อหน่ายในกาย จึงเจริญพรหมวิหาร ๔ จนตลอดชีวิต ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะ แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ชนเป็นอันมากได้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นต้น.
พระดาบสในครั้งนั้น คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากายนิพพินทชาดกที่ ๓
-----------------------------------------------------